แพทยสภาสอบจริยธรรม‘2หมอ’เอี่ยว‘เซปิง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/223507

แพทยสภา,สุรชัย สมบัติเจริญ,เฟซออฟ,เฟซลิฟต์,ดร.เซปิง ไชยศาส์น,ดร.เซปิง ไชยสาส์น,สภา,สอบ,จริยธรรม,หมอ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  3 มี.ค. 2559

แพทยสภาสอบจริยธรรม‘2หมอ’เอี่ยว‘เซปิง’

แพทยสภามีมติสอบจริยธรรม ‘2 หมอ’ เอี่ยว ‘ดร.เซปิง’ จ้อเกินจริง ยันหน้าใหม่ ‘สุรชัย’ แค่ทำ ‘เฟซลิฟต์’ ไม่ใช่ ‘เฟซออฟ’ พ่วงฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์

     3 มีนาคม 2559 ที่แพทยสภา นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารแพทยสภา(กก.บห.แพทยสภา)ว่า คณะกรรมการได้พิจารณากรณีนายแพทย์ที่ถูกกล่าวอ้างถึงว่าเกี่ยวข้องกับการทำศัลยกรรมใบหน้าให้นายสุรชัย สมบัติเจริญ ซึ่งเข้าร่วมในโครงการของดร.เซปิงที่อาจเข้าข่ายการโฆษณาโอ้อวดเกินจริง และมีมติเห็นชอบให้มีการดำเนินการสอบจริยธรรมและจรรยาบรรณของแพทย์คนดังกล่าว รวมถึงสอบแพทย์เพิ่มอีกหนึ่งคนที่เป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลหรือผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่เป็นสถานที่ทำศัลยกรรมให้กับนายสุรชัยด้วย เนื่องจากสถานพยาบาลดังกล่าว กรมสนับสนุนบริการสาธารณสุข(สบส.) มีความเห็นว่ายินยอมให้มีการโฆษณาเกินจริง เพราะไม่มีการยับยั้งการโฆษณาแต่อย่างใด ซึ่งตามกฎหมายเมื่อสถานพยาบาลเข้าข่ายการกระทำความผิด แพทยสภาจะต้องสอบแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ สบส.ว่าเป็นแพทย์ผู้ดำเนินการ เพราะเป็นผู้ที่รับผิดชอบการกระทำของสถานพยาบาลด้วย
     “กรณีนี้แพทยสภาจะเรียกสอบแพทย์ที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 คน ขั้นตอนต่อจากนี้จะส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ในวันที่ 10 มีนาคม 2559 ก่อนส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมตรวจสอบต่อไป นอกจากนี้ กก.บห.แพทยสภายังมีมติสอบจริยธรรมแพทย์หญิงที่ออกรายการทีวี ตื่นมาคุยแล้วพูดโฆษณาโอ้อวดเกินจริง โดยใช้คำพูดว่าสวยทุกคนหรือสวยทุกเคสด้วย” นพ.สัมพันธ์ กล่าว
     นพ.สัมพันธ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนการตรวจสอบการโฆษณาเกินจริงของ ดร.เซปิง นั้น ไม่เกี่ยวข้องกับแพทยสภา เพราะดร.เซปิงไม่ใช่แพทย์ เป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.)ต้องตรวจสอบ ซึ่งหาก สคบ.สอบถามมายังแพทยสภาว่าเฟซออฟคืออะไรในทางวิชาการ แพทยสภาก็พร้อมที่จะให้ความเห็นตอบกลับไป อย่างไรก็ตาม ดร.เซปิงมีส่วนเกี่ยวข้องกับแพทยสภา ตรงที่มีการใช้คำว่าเฟซออฟ(Face off) แพทยสภาจึงต้องออกมาให้ข้อมูลทางวิชาการที่เป็นความจริง เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน เป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ให้เกิดความสับสนหรือเข้าใจผิด
     “การทำเฟซออฟ คือการเปลี่ยนหน้า ไม่ใช่การดึงหน้า ซึ่งจากการที่ได้เห็นใบหน้าหลังการทำศัลยกรรมของคุณสุรชัย เป็นการทำศัลยกรรมแบบเฟซลิฟต์(Face lift) ด้วยการดึงทั้งใบหน้าให้ตึงขึ้นเท่านั้น มีการฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดการหดตัวของกล้ามเนื้อ ไม่ให้เกิดริ้วรอยหรือร่องลึกของผิวหนัง และฉีดฟิลเลอร์ให้ผิวหน้าเต่งตึง เต็ม ซึ่งก็จะทำให้ใบหน้าดูเด็กลง ไม่ใช่วิธีการใหม่อะไรเลย ซึ่งการฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์จะต้องฉีดใหม่ใน 6 เดือน เพราะฉะนั้น อยากให้รอดูใบหน้าของคุณสุรชัยหลังจากนี้ 6 เดือนด้วย ซึ่งกรณีนี้ถือว่าหมอไทยเก่งและควรส่งเสริม แต่ต้องเป็นการส่งเสริมให้ถูกต้อง และไม่โฆษณาชวนเชื่อจนเกินไป สำหรับประชาชนที่เห็นแล้วเกิดอยากทำตามนั้น จริงๆการดึงหน้าและทำตาเป็นหัตถการที่ไม่เสี่ยงมาก หากคิดจะทำก็ต้องเลือกแพทย์ ซึ่งประเทศไทยมีแพทย์ที่เก่งอยู่มากไม่เฉพาะแค่แพทย์ที่ทำให้คุณสุรชัยเท่านั้น” นพ.สัมพันธ์ กล่าว
     ผู้สื่อข่าวถามถึง กรณีที่ทนายความของดร.เซปิง ระบุว่า เลขาธิการแพทยสภามีส่วนเกี่ยวข้องกับสมาคมศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้าแห่งประเทศไทย นพ.สัมพันธ์ กล่าวว่า รู้สึกน้อยใจ แต่ตนก็ไม่ได้สนใจ และต้องนิ่ง เชื่อว่าที่ตนให้ข้อมูลเป็นการอธิบายสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน ด้วยความเป็นกลาง ไม่อยู่ข้างใดข้างหนึ่ง กับดร.เซปิงก็ไม่ได้รู้จัก จริงๆต้องชื่นชมดร.เซปิงด้วยที่เชิดชูแพทย์ แต่ความจริงก็คือความจริง แพทยสภาต้องให้ความรู้ที่ถูกต้อง และตนก็ไม่ได้มีผลประโยชน์ในเรื่องนี้ และหากดร.เซปิงจะร้องเรียนการกระทำของแพทย์ท่านไหน แพทยสภาก็ต้องรับเรื่องไว้เพราะไม่ได้เลือกข้าง
     ด้าน น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดี กรม สบส. กล่าวว่าใบหน้าหลังผ่าตัดของนายสุรชัยมีความเต่งตึงไร้ริ้วรอยไม่เกินความคาดหมาย เช่นเดียวกับผลการทำศัลยกรรมปกติรายอื่นๆ และถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลของผู้ที่รับบริการศัลยกรรมที่ต้องการเพิ่มความมั่นใจในตนเอง แต่ในส่วนของการโฆษณากระชากวัยจาก 60 ปี เหลือ 30 ปี โดย ดร.เซปิง ไชยศาส์น ในโครงการเฟซออฟ(Face Off)นั้น ยังเข้าข่ายการโฆษณาโอ้อวดเกินจริงให้แก่สถานพยาบาลที่ทำศัลยกรรมให้แก่นายสุรชัย แม้ว่าสถานพยาบาลแห่งนั้นจะไม่ได้โฆษณาด้วยตนเอง แต่เมื่อมีการโฆษณาโดยบุคคลอื่น และมิได้มีการทักท้วง หรือปฏิเสธ จึงเข้าข่ายรู้เห็น ยินยอมด้วย มีความผิดตามพรบ.สถานพยาบาลพ.ศ. 2541
     และผิดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 11 พ.ศ. 2546 เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการโฆษณาสถานพยาบาลที่ว่าห้ามใช้ข้อความหรือรูปภาพโอ้อวดเกินจริง ทำให้ผู้รับบริการ หรือผู้บริโภคเข้าใจว่าการบริการของสถานพยาบาลแห่งนั้นมีคุณภาพมาตรฐานที่ดีกว่า เหนือกว่า หรือสูงกว่าสถานพยาบาลอื่น หรือเกิดความคาดหวังว่าจะได้รับบริการที่ดีกว่าหรือได้ผลสูงสุดโดยจะนำข้อมูลเข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการการโฆษณาสถานพยาบาลในวันที่ 4 มีนาคม 2559พร้อมกับกรณีของพญ.อาภรณ์ ไชยเครื่อง หรือหมอไก่ที่ให้ข้อมูลโอ้อวดสถานพยาบาลว่า“ทำแล้วสวยทุกคน”และ“ถ้ามาที่คลินิกเคสที่ออกไปจะสวยทุกเคส”
     “กรม สบส. จะให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย หากผลการตัดสินว่ามีการกระทำผิด ฝ่าฝืนกฎหมายการโฆษณาสถานพยาบาล 2 ฉบับ ก็จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการเปรียบเทียบคดีดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษปรับ 20,000 บาท และปรับอีกวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะยุติการเผยแพร่โฆษณานั้น อย่างไรก็ตามจากการให้สัมภาษณ์ของ ดร.เซปิง ในวันนี้ ที่จะเข้าร้องเรียนกรณีสถานพยาบาลที่ให้บริการเสริมความงามแห่งหนึ่งที่ให้พยาบาลทำการศัลยกรรมแทนแพทย์นั้น กรม สบส. พร้อมจะรับเรื่องร้องเรียน และจะเร่งดำเนินการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน หากมีความผิดก็จะดำเนินการลงโทษตามกฎหมาย”นพ.บุญเรืองกล่าว
     อนึ่ง แพทย์ที่มีชื่อปรากฏผ่านสื่อและถูกอ้างว่าเป็นผู้ทำการผ่าตัดให้นายสุรชัย สมบัติเจริญ คือ นพ.กมล พันธุ์ศรีทุม และแพทย์ที่ระบุชื่อเป็นแพทย์ผู้ดำเนินการของสถานพยาบาลที่ผ่าตัดใบหน้าให้กับนายสุรชัยตามที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ สบส. คือ นพ.มนัส เสถียรโชค

Leave a comment