ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/233166
การเมือง : 10 ก.ค. 2559
มาร์ค ชวน ปปช. ร่วมเปลี่ยนประเทศหลังประชามติ
มาร์ค ชวน ปปช. ร่วมเปลี่ยนประเทศหลังประชามติ เชื่อเห็นบบรยากาศการเมืองผ่อนคลายหลัง 7 ส.ค. ชี้เอาคนดี-คนเก่งมาบริหารไม่พอ หากต้องเอาคนที่เข้าถึงประชาชนมาร่วมด้วย
10 ก.ค.59 – นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวบรรยายพิเศษหัวข้อ“ประชามติเปลี่ยนไทยเปลี่ยนโลก”ว่าในการออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. ได้มีการถกเถียงกันว่า จะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และมีการวิเคราะห์ถึงว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่าน แต่คำถามพ่วงไม่ผ่าน หรือผ่านแค่คำถามพ่วง หรือถ้าไม่ผ่านทั้งคู่จะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งตนบอกมาตลอดว่า ไม่เคยเชื่อว่ามีการกำหนดอนาคตล่วงหน้า มันต้องอยู่ที่ประชาชนทุกคนที่จะกำหนดว่าหลังประชามติแล้วประเทศไทยหรือโลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ตนเห็นว่าผลของการทำประชามติอาจไม่ใช่ตัวชี้ขาดที่แท้จริง เพราะไม่มีหลักประกันว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากความวุ่นวายในบ้านเมืองที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากตัวบทกฎหมาย แต่เกิดจากคนที่ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและไม่สามารถจัดการได้ จนเกิดเหตุการณ์ต่างๆมากมาย ซึ่งนำไปสู่การรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ด้วยเหตุนี้ตนจึงไม่เชื่อว่า เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญจะแก้ปัญหาได้ เพราะสุดท้ายจะเป็นเรื่องของประชาชนที่ต้องเป็นผู้แก้ไขเช่นเดียวกับที่บอกว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วจะเกิดความวุ่วายนั้นก็เชื่อว่าคสช.จะเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ของบ้านเมืองอยู่
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อไปว่า ตนได้พบคนจำนวนมากที่จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแต่ไม่พูด จึงเชื่อว่าแม้รัฐธรรมนูญไม่ผ่านบ้านเมืองก็ยังคงเดินหน้าได้ ซึ่งต่อจากนี้คือระยะเวลาเปลี่ยนผ่านของประเทศที่คสช.ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมและหวังว่าหลังวันประชามติแล้ว เราจะได้เห็นการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ย้ำเสมอว่าไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ ก็จะเดินหน้าตามโรดแม๊ป เว้นแต่ว่าเกิดความวุ่นวายมากจริงๆ ดังนั้นจึงต้องตั้งมั่นว่า ไม่ว่าผลเป็นอย่างไรต้องไม่ให้เกิดความวุ่นวายบ้านเมืองก็จะเดินไปข้างหน้าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน พล.อ.ประยุทธ์และคณะก็ต้องบอกว่าจะทำอย่างไร ดังนั้นควรมองข้ามวันที่7ส.ค.ไปว่าหลังจากนั้นจะช่วยกันสร้างการเมืองที่ดีขึ้นได้อย่างไร โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด
นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังเสนอแนวทางในการเปลี่ยนประเทศไทยคือ การเมืองที่แก้ปัญหาประเทศให้ได้ ต้องตอบโจทย์คนไทย ทั้งเรื่องเศรษฐกิจปากท้องและการเมืองที่ดีขึ้น ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าหลังเลือกตั้งเศรษฐกิจจะดีขึ้น พรรคการเมืองจะตอบสนองความต้องการประชาชนโลก โดยจะเข้ามาเกี่ยวพันกับรัฐบาลไทยมากขึ้น หลังจากที่มีการแขวนการเจรจาเอาไว้ นักลงทุนชะลอการลงทุนจนกว่าการเมืองจะเดินได้ อย่างไรก็ตามเห็นว่ารัฐบาลปัจจุบันมีผู้ที่มีความสามารถและตั้งใจดี แต่การแก้ปัญหายังไม่ตรงจุด เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจเงินถึงแค่ผู้นำชุมชนกับผู้รับเหมา แต่ไม่ถึงประชาชนจริงๆเพราะพวกเขาไม่มีส่วนร่วมจึงเป็นบทเรียนว่าไม่เพียงพอที่จะเอาแค่คนเก่งและตั้งใจดีเท่านั้น แต่ต้องเอาคนที่เข้าถึงประชาชนให้มาร่วมแก้ปัญหา ซึ่งจะต้องอธิบายถึงแนวคิดที่จะทำว่ามีผลกระทบอย่างไรกับประชาชนได้ด้วย โดยเก็บเกี่ยวบทเรียนความล้มเหลวในอดีต ไม่ว่าจะเป็น โครงการจำนำข้าว แท็บเล็ตหรือรถยนต์คันแรก สิ่งเหล่านี้ต้องทำให้คนไทยหลุดพ้นเพื่อไม่ให้กลายเป็นฉากบังหน้าของคนบางกลุ่มเข้าสู่ผลประโยชน์เพื่อนายใหญ่หรือใครก็ตาม ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนประเทศต้องทำให้สังคมไทยร่วมกันผลักดันว่า คนที่เข้ามาบริหารประเทศแม้จะมีคนเห็นต่างต้องไม่มีการสร้างความเกลียดชังหรือใช้ความรุนแรง
“ใครที่บอกว่าพรรคการเมืองอยู่เฉยๆ รอการเลือกตั้งเป็นการตอกย้ำความล้มเหลวการเมืองไทยในอดีตที่บอกว่าพรรคการเมืองสนใจแต่แย่งอำนาจตอนเลือกตั้ง แต่นักการเมืองต้องคิดนโยบายเปลี่ยนประเทศรับมือกับแก้ปัญหาของประเทศเป็นสิ่งที่พวกเราพยายามทำอยู่ตอนนี้ โดยตั้งใจว่าจะออกชุดนโยบายที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน โดยต้องจับมือกับท้องถิ่นสื่อมวลชน ภาคประชาชนรวมถึงนักการเมืองต่างพรรค เพื่อแก้ปัญหาก็ต้องทำ จึงจะเปลี่ยนแปลงประเทศได้และจะมีภารกิจพิชิตจนให้คนไทยหลุดพ้นความยากจนและภาวะหนี้สินนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศหลังการออกเสียงประชามติ”หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว
ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงการออกเสียงประชามติในประเทศอังกฤษเกี่ยวกับการออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ว่าพื้นที่ที่ลงคะแนนให้อยู่ในอียูคือเมืองใหญ่เช่น ลอนดอน แมนเชสเตอร์ แต่พื้นที่ชนบทให้ออกจากอียู เมื่อแบ่งตามอายุ พบว่า 40 ปีขึ้นไปไม่ขออยู่ในอียู แต่ 40 ปี ลงมาอยากให้อยู่ต่อ ซึ่งเป็นการเตือนคนโลกทั้งโลกว่ามีคนในสังคมจำนวนมากปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและอย่าคิดว่าความรู้สึกนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะกับอังกฤษ แต่เกิดขึ้นทั่วโลกเนื่องจากคนจำนวนหนึ่งตามไม่ทันและไม่อยากถูกลากไปด้วย ดังนั้นต้องดึงคนเหล่านี้มาด้วยส่วนการหาเสียงในการลงประชามติที่อังกฤษฝ่ายที่ต้องการให้อยู่ระบุว่าสกุลเงินปอนด์จะตก เศรษฐกิจจะพัง แต่เสียงส่วนใหญ่ไม่กลัว เพราะโลกมาถึงจุดที่ตัวเลขเศรษฐกิจไม่มีความหมายกับคนธรรมดาแม้เงินไหลออก แสนล้านชีวิตก็ยังเหมือนเดิม เป็นแค่เรื่องของคนจำนวนหนึ่งที่เล่นกับกองกระดาษเท่านั้น ดังนั้นเมื่อคิดถึงการเปลี่ยนประเทศต้องเปลี่ยนชุดข้อมูลในการทำงาน แต่ผู้บริหารไทยยังพูดถึงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบเดิมในขณะที่ชาวบ้านไม่ได้อะไร เพราะเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่กับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ไม่ส่งผลต่อรายได้ครัวเรือน จึงเป็นเหตุให้ต้องเปลี่ยนชุดนโยบายและเครื่องมือทางเศรษฐกิจใหม่
“การเมืองกำลังเปลี่ยนสิ่งที่เป็นวาทกรรมการตอบโต้ทางการเมือง กำลังเปลี่ยนโดยสิ้นเชิงสำหรับประชาชนที่อังกฤษหลังประชามติ มีการเปลี่ยนหัวหน้าพรรคการเมืองสามพรรคเป็นตัวบอกว่า ประชาชนไม่เอาการเมืองแบบเดิม ส่วนประเทศไทยนั้นหลังประชามติต้องตั้งหลักให้ถูกต้อง ซึ่งจะต้องมาทำด้วยกันในการเปลี่ยนไทยเปลี่ยนโลกหลังการทำประชามติ ดังนั้นในวันที่7ส.ค.ถือเป็นวันสำคัญที่ต้องไปใช้สิทธิ์รับหรือไม่รับ ขอให้อ่านรัฐธรรมนูญและใช้ดุลพินิจศึกษาให้ดี” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวปิดท้าย.

