ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/229968
การศึกษา-สาธารณสุข > บทความ : 15 มิ.ย. 2559
โรดแม็พการปฏิรูปการศึกษาตามมาตรา 44(ตอนจบ)
โรดแม็พการปฏิรูปการศึกษาตามมาตรา 44 ‘ไปรอดหรือจอดป้าย'(ตอนจบ) : ยกิตติ ทวยภา ศึกษานิเทศก์ สพป.มค.1 รายงาน
ในส่วนของผู้ปฏิบัติซึ่งเปรียบเสมือน “นักรบในสมรภูมิการศึกษา” ได้สะท้อนความคิดเห็นหลายแง่มุม ด้วยความหวังดีต่อบ้านเมือง อาทิ ดร.อดิเรก บุญคง เสนอว่า 1.การกำหนดเขตบริการหรือโซนนิ่งภาคบังคับจะเกิดผลดีี ชุมชนจะมีส่วนร่วมมากขึ้น 2.สร้างความเสมอภาคและเท่าเทียมกันในประเทศ 3.ผู้เรียนมีความผูกพันกับชุมชนและภูมิปัญญา 4.กระจายคุณภาพการศึกษาสู่ชุมชนและท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ 5.จัดสรรทรัพยากรตามงบประมาณที่เป็นธรรม ไม่ใช่คูปองหรือเงินรายหัวตามตัวเด็ก ทำให้เด็กวิ่งเข้าเมืองที่มีความพร้อมมากกว่า
นายเจริญ ชัยสิทธิ์ ระบุว่า การจัดให้มีการศึกษาจังหวัด เพื่อบูรณาการการศึกษาจังหวัด จัดทำแผนพัฒนาการศึกษาจังหวัดเป็นประธาน ให้หัวหน้าส่วนราชการทุกหน่วยด้านการศึกษาเป็นกรรมการ และมีผู้คุณวุฒิอีกส่วนหนึ่งเป็นกรรมการ มีแผนพัฒนาการศึกษาระดับจังหวัด ก็ดำเนินจัดการศึกษาระดับจังหวัดได้ ไม่ต้องเพิ่มหน่วยงาน ไม่ต้องเพิ่มผู้บังคับบัญชา ถ้าจะยุบควรยุบ ก.ค.ศ. ก่อน ยุบ อ.ก.ค.ศ. และกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา
นายอนันต์ เพียรพานิชย์ มองว่า ปฏิรูปการศึกษาโดยคนที่ไม่มีประสบการณ์ด้านการศึกษาเลย ทุกอย่างโดนสั่งการ ทันที ทำอย่างนี้ นักเรียนได้ อะไร..? ถ้ามันส่งผลต่อผู้เรียน ต่อบุคลากรทางการศึกษา ในเชิงบวก การปฏิรูปการศึกษาจึงจะสำเร็จ ครูเหมือน โคนันทวิศาล ไม่ชอบการสั่งการ แต่ชอบคำหวาน จึงเต็มใจทำงานและจะสำเร็จครับ และเป็นที่สังเกตว่า ปัจจุบันผู้รับผิดชอบกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ไม่มีผู้ที่มีความชำนาญด้านการศึกษาเลย หรือคนในวงการศึกษาไม่มีความรู้ ความสามารถในการบริหารและปกครองกันเอง
นายสาธุ อนุโมทามิ เลขาธิการเครือข่ายพสกนิกรไทย รวมใจสามัคคี(คพ.รส.) บอกว่า การให้ครูเป็นพนักงานของรัฐแล้วครูในประเทศไทยไม่ลุกขึ้นมาปกป้อง คำว่า “ข้าราชการครู” ไว้หรือครับ การทำลายเงื่อนไข “ข้ารับใช้ของพระราชา” ออกไป คือทำลายความเชื่อมโยง ความผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์กับพสกนิกร คพ.รส.ขอคัดค้าน ไม่เห็นด้วย ขอให้คุณครูช่วยประกาศจุดยืนด้วยครับ
จากข้อมูลการทำงานของศธ. ตามมาตรา 44 คำสั่งที่ 10 และ 11/2559 นั้นการสะท้อนข้อมูลจากนักวิชาการจากครูผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ จะเห็นได้ว่ามีความตั้งใจให้ศธ.ได้มีความตระหนักที่จะดำเนินการไปได้ด้วยความราบรื่นสำเร็จด้วยดี แต่มุมมองอีกด้านหนึ่งยังมีบุคคลที่เห็นแย้ง และมีมุมมองที่แตกต่าง ทั้งนี้ ไม่ใช่มีการคัดค้านการดำเนินการทั้งระบบ เป็นการสะท้อนแนวคิด เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้การทำงานการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ส่งผลต่อผู้เรียนและให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อวงการศึกษาไทย ในขณะเดียวกันในปัจจุบัน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีความกังวลใจ ไม่เข้าใจ ไม่แน่ใจว่าในอนาคตจะเกิดผลกระทบต่อตนเองหรือไม่
ความกังวลใจและไม่เข้าใจประการที่ 1
1.1 ก่อน ใช้มาตรา 44 มีการสร้างกระแสข่าวอย่างต่อเนื่องว่า คุณภาพโอเน็ตต่ำ
ครูไม่ดี ไม่สอน ไม่เก่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษาไม่อยู่โรงเรียน : คุรุสภา ต่อใบอนุญาตให้ทุกคน ครูไม่ดี ไม่สอน ไม่เก่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนไม่อยู่โรงเรียนก็ต่อให้ ส่งผลให้โอเน็ตตกต่ำ แต่มีคนโต้แย้งว่า สพฐ.รวบอำนาจบริหารคน รวบเงินไว้บริหาร นักเรียนลด ทำให้โรงเรียนได้งบลดลงทุกปี แต่ศธ.กลับได้งบเพิ่มขึ้นทุกปี การสั่งครูไปประชุม อบรม สัมมนา ประเมินโครงการต่างๆ จนครูและผอ.ร.ร. ไม่ได้สอน ไม่ได้อยู่กับเด็ก
1.2 ก.ค.ศ.ล้มเหลวเรื่องการบริหารคน ออกเกณฑ์อัตรากำลังครูและผู้บริหารผิด ทำให้นักเรียนขาดครูสอน เพราะต้องคำนวณจำนวนครูตามเกณฑ์ที่ กคศ. กำหนด ครูเกษียณกว่าจะคืนให้โรงเรียนก็เป็นปี และเกณฑ์การเลื่อนวิทยฐานะ ทำร้ายครู ทำร้ายนักเรียน ทำลายคุณภาพการศึกษา ทำลายโอเน็ต
ความกังวลใจและไม่เข้าใจประการที่ 2
2.1 เป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษาจะเกิดธุรกิจการศึกษา ซึ่งกลัวว่าต้องให้โรงเรียนเอกชนเป็นผู้จัดการศึกษาของประเทศแทนศธ. ผู้ปกครองต้องส่งลูกหลานไปเรียนโรงเรียนเอกชน วิธีการจะให้ผู้ปกครองส่งลูกหลานไปเรียนโรงเรียนเอกชน ต้องถ่ายโอนโรงเรียนของศธ.ไปให้องค์กรปกครองท้องถิ่น(อปท.)รับผิดชอบ ซึ่งทุกฝ่ายก็รู้ตรงกันว่าท้องถิ่นไทยส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมที่จะจัดการศึกษา ทำให้คุณภาพการศึกษาจะยิ่งตกต่ำ ผู้ปกครองก็จะเอาลูกหลานหนีไปเรียนโรงเรียนเอกชนทันทีและเพื่อเร่งให้ผู้ปกครองส่งลูกหลานไปโรงเรียนเอกชนมากขึ้นและเร็วขึ้น จึงต้องจัดงบประมาณรายหัวเป็นคูปองการศึกษาติดตัวเด็กไป จะไปเรียนที่ไหน โรงเรียนไหนก็ได้ โดยอ้างเด็กเป็นสำคัญ ไม่นานธุรกิจโรงเรียนเอกชนจะตั้งขึ้น กระจายเต็มประเทศ
2.2 เพื่อให้ธุรกิจการศึกษาเจริญรุ่งเรือง(โครงการประชารัฐ) นักธุรกิจไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูและผู้บริหารสถานศึกษาก็สามารถตั้งโรงเรียนและบริหารเองได้เลย จะจ้างใครมาเป็นครูก็ได้ เป็นอิสระ จึงต้องยุบคุรุสภา และยกเลิกใบประกอบวิชาชีพทั้งหมด
2.3 เมื่อถ่ายโอนโรงเรียนไปอปท. และยกเลิกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ฐานะข้าราชการครูก็จะเปลี่ยนเป็น พนักงาน อปท. (ไม่ได้เป็นข้าราชการ) ครูเป็นได้แค่พนักงาน และอัตราจ้าง จึงต้องยุบ สกสค. ยกเลิกการจัดสวัสดิการฯ และให้ทุกคนไปขึ้นต่อประกันสังคม
โรดแม็พการปฏิรูปการศึกษาในสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นเรื่องที่ท้าทายของศธ. ที่จะต้องดำเนินการตามนโยบายที่กำหนดไว้และให้เป็นรูปธรรมโปร่งใส ใช้ “หลักธรรมาภิบาล”ในการบริหารจัดการ ปราศจากอคติและความเชื่อส่วนตัว ต้องสร้างความเข้าใจในประเด็นปัญหาต่างๆ กับทุกภาคส่วนของสังคม ก็น่าจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หากดำเนินการแบบไร้จุดหมายปลายทาง คนเห็นต่างเป็นศัตรู ก็จะทำให้เกิดความเสียหายต่อวงการศึกษาของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังมีบุคคล องค์กรต่างๆ และผู้ที่มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเฝ้าจับตามองอย่างไม่กะพริบตา ซึ่งการปฏิรูปการศึกษาตาม มาตรา 44 ในครั้งนี้ “จะไปรอดหรือจอดป้าย” เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ จากใคร?
