ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
04 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/440995

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เดือน ก.ค. 2559 นับว่าเป็นช่วงสำคัญในทางการเมือง โดยนับจากวันนี้ไปจะเหลือเวลาอีกประมาณ 30 วัน ก่อนถึงวันลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. หรือเรียกง่ายๆ ว่า “โค้งสุดท้ายประชามติ”
จับสัญญาณกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองที่ปรากฏให้เห็นระหว่างรอยต่อเดือน มิ.ย.และเดือน ก.ค.ต่างมีนัยสำคัญทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็น ผู้นำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) รวมไปถึงกลุ่มภาคประชาสังคมและประชาชน ได้ลงมือใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทั้งการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมกับมีการตอบโต้กันไปอย่างดุเดือด
เช่นเดียวกับ พรรคการเมือง แม้จะไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญในหลายประเด็น แต่ก็ยังไม่เปิดหน้าชนเท่าไหร่นัก มีเพียงแค่การเสนอไอเดียให้แกนนำพรรคการเมืองหันหน้าเข้ามาคุยกัน โดยเป็นแนวความคิดของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” แกนนำพรรคเพื่อไทย แต่ยังไม่ได้มีผลเป็นรูปธรรมเท่าไหร่นัก เพราะฝ่ายการเมืองยังคงต่างตั้งเงื่อนไขกันอยู่
ส่วนฝ่ายที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการทำประชามติโดยตรงอย่าง “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” (กรธ.) และ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ก็มีสภาพที่เจอกับแรงกดดันไม่ต่างกัน ในฐานะมีหน้าที่อบรมวิทยากรและอาสาสมัคร (ครู ก. ครู ข. และ ครู ค.)
การอบรมที่ผ่านมา ถึงจะไม่มีปัญหาเพราะทุกเวทีที่ทั้ง กรธ.และ กกต.ไปนั้นไม่เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวาย แต่ยังขาดตัวชี้วัดว่าการอบรมดังกล่าวสำเร็จในลักษณะที่อาสาสมัครสามารถถ่ายทอดเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญให้แต่ละครัวเรือนเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ยิ่งสถานการณ์ทางการเมืองเวลานี้กำลังเกิดการต่อสู้จนเกิดการบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญค่อนข้างรุนแรงด้วยแล้ว ส่งผลให้ กรธ.และ กกต.ต้องกุมขมับอยู่ไม่น้อย
“ยอมรับว่าปัจจุบันมีวิชามารจำนวนมาก เพราะมีการนำบทบัญญัติที่ไม่ได้มีอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญมาใส่ในร่างรัฐธรรมนูญแล้วบอกว่าจะตายแน่แล้ว ซึ่งฟังแล้วดูงง” ท่าทีจาก “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลต้องออกแรงควบคุมการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามผ่านการตั้ง “ศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย” ซึ่งเริ่มดำเนินการมาแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล อธิบายว่า “มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกัน ระงับ ยับยั้งเหตุที่จะนำไปสู่ความไม่สงบ สนับสนุนให้การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปฏิบัติหน้าที่ 3 ระยะ ก่อนวันออกเสียงประชามติ 1 ก.ค.- 6 ส.ค. 2559 วันออกเสียงประชามติ 7 ส.ค. 2559 และหลังวันออกเสียงประชามติ 8-10 ส.ค. 2559 หรือจนกว่าจะเรียบร้อย”
ส่วนโครงสร้างของศูนย์ ประกอบด้วย ระดับจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการ ระดับอำเภอให้นายอำเภอเป็นผู้อำนวยการ และมีหัวหน้าส่วนราชการเป็นกรรมการ ทำหน้าที่ 3 ภารกิจหลัก คือ ด้านการบริหารจัดการ เช่น จัดทำแผนเผชิญเหตุ ติดตามสถานการณ์ ตั้งจุดตรวจจุดสกัด ฯลฯ ด้านการข่าว เสาะหาข่าวที่บิดเบือนเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ และด้านการแก้ไขปัญหาการชุมนุมสาธารณะตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558
จังหวะของการตั้งศูนย์ของรัฐบาลครั้งนี้ สังเกตให้ดีจะพบว่าเกิดขึ้นภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่ามาตรา 61 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557
คำวินิจฉัยของศาลในกรณีนี้ ไม่ต่างอะไรกับการทำให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความมั่นใจในการบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น จากเดิมที่อยู่ในภาวะแทงกั๊ก เพราะเป็นคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อปัญหาทางกฎหมายได้ข้อยุติ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลจะใช้อำนาจที่ตัวเองมีอยู่เพื่อควบคุมสถานการณ์
นับจากนี้ไป คสช.และรัฐบาลจะใช้ศูนย์เป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลของการประชามติ และส่งมอบให้ กกต.ในฐานะผู้ควบคุมการทำประชามติดำเนินการตามกฎหมาย เพราะรัฐบาลมองว่าหากให้ กกต.แบกภาระทั้งการหาข้อมูลและดำเนินคดี จะทำให้ กกต.รับศึกหนักเกินไปจนทำให้ กกต.ไม่ทันเกมฝ่ายตรงข้าม ทางที่ดีงานฝ่ายความมั่นคงควรยื่นมือมารับงานด้านการข่าวด้วย
อย่างที่ทราบกันดีว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ นอกจากจะเป็นสอบถามฉันทามติของประชาชนในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญแล้ว อีกนัยหนึ่งเหมือนกับการสอบถามความชอบธรรมของ คสช.จากประชาชน ดังนั้น คสช.ต้องระดมทรัพยากรที่ตัวเองมีเพื่อผ่านศึกสำคัญไปได้