ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
13 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/442652

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
“ผมถึงบอกถ้าไม่เรียบร้อย ผมเขียนเองก็ได้ จะเขียนแบบที่ประชาชนต้องการ ผมไม่ได้เขียนแบบที่อยากเขียน ผมไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ผมอ่านเอา และเอาความรู้สึกของประชาชนที่ต้องการอะไรมาเขียน แล้วจะดูว่ามันผ่านหรือไม่ผ่าน หรือจะไม่ผ่านมากกว่าเดิม มันอยู่ที่ใจของทุกคน”
ท่าทีล่าสุดจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่กล่าวกลางเวทีงานมอบรางวัลกองทุนหมุนเวียนดีเด่นประจำปี 2559 ที่เมืองทองธานี
การขยับรอบนี้ถูกตีความว่าเป็น “สัญญาณ” บีบให้หลายๆ กลุ่มที่เปิดหน้าแสดงจุดยืน “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องคิดหนักและคิดใหม่อีกรอบ
แม้ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จะออกมาลดกระแสชี้แจงภายหลังว่า “ผมถือว่าเป็นคำพูดที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งอย่ามาถือสาผม ผมก็พูดของผมให้มีอารมณ์ไปเรื่อย ถือเป็นหลักการพูด รู้จักกันบ้างหรือไม่ ซึ่งคำทางพระเรียกว่าเทศน์แบบคาบลูกคาบดอก”
ทว่าสำหรับประเด็นเรื่องการเขียนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และถือเป็นหนึ่งในแนวทางปฏิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน และมีความเป็นไปได้สูงเพราะจะรวดเร็วกว่าการไปตั้งกรรมการ หรือกรรมาธิการชุดใหญ่ขึ้นมาเขียนรัฐธรรมนูญกันอีกรอบที่จะต้องใช้เวลานาน ซึ่งจะไม่เป็นผลดีแถมอาจส่งผลกระทบต่อไปถึงกำหนดการเลือกตั้งปี 2560
สิ่งที่ต้องจับตามีอยู่ 2 ประเด็นหลัก คือ 1.ใครจะเป็นคนเขียน ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ หรือทีมงานที่ปรึกษารอบตัว หรือบุคคลอื่นๆ และ 2.เนื้อหาที่จะเขียนขึ้นใหม่
ประเด็นแรก เรื่อง “คนเขียน” หาก พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจเขียนรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง ซึ่งได้ออกตัวล่วงหน้าว่าไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ใช้วิธีอ่านและนำความรู้สึกของประชาชนที่ต้องการอะไรมาเขียน สุดท้ายย่อมต้องมีคนคอยให้คำปรึกษากลั่นกรองถ้อยคำเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ
แต่อำนาจการตัดสินใจชี้ขาดเนื้อหาและประเด็นต่างๆ ย่อมอยู่ในมือของ พล.อ.ประยุทธ์ แบบเบ็ดเสร็จ
ดังนั้น ปมปัญหาที่เคยถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันมา ทั้งระบบเลือกตั้ง ที่มา และอำนาจ สส.และ สว. กลไกการเลือกนายกรัฐมนตรีย่อมขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะชี้ขาดอย่างไร
อย่างไรก็ตาม แม้ในกรณีที่มอบหมายให้กลุ่มบุคคลอื่นมาเขียนรัฐธรรมนูญแทน การกำหนดประเด็นต่างๆ ย่อมต้องมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ หรือ คสช.อยู่ดี
สุดท้ายไม่ว่าจะอย่างไร การปล่อยให้ คสช.เข้ามาควบคุมกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ย่อมตัดขาดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ ไม่เหมือนการร่างด้วยกระบวนการปกติอย่างฉบับของ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ยอมปรับแก้เนื้อหาตามเสียงสะท้อนในหลายเรื่อง
ประเด็นถัดมาเรื่อง “เนื้อหา” จากกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เปิดช่องให้ พล.อ.ประยุทธ์ หรือคนใน คสช.เข้ามาล้วงลูกกำหนดเนื้อหาได้นั้น ย่อมทำให้การกำหนดทิศทางอยู่ในมือเพียงแค่คนกลุ่มเดียว
ดังนั้น ข้อกังขาและประเด็นที่หลายฝ่ายออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย ตามที่เคยปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังรอการทำประชามติ ย่อมสามารถย้อนกลับมาอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แบบไม่ต้องฟังเสียงค้าน เสียงต้านรุมเร้า
โดยเฉพาะประเด็นที่ถูกมองว่าเป็นการเปิดประตูสืบทอดอำนาจ ที่ทาง คสช.ชี้แจงว่าเป็นการสร้างหลักประกันว่าทุกอย่างจะไม่ย้อนกลับไปสู่วังวนวิกฤตปัญหาเช่นเดิม รวมทั้งทำให้การปฏิรูปที่ทาง คสช.ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นสามารถขับเคลื่อนไปได้ต่อเนื่องจนสำเร็จลุล่วง โดยกลุ่มต้านไม่อาจมีปากมีเสียงที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้
ที่สำคัญมีแนวโน้มว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปอาจไม่ต้องนำไปทำประชามติ เพื่อชี้ขาดว่าจะให้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพื่อประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณ
ดังนั้น กระบวนการชี้ขาดเนื้อหาตั้งแต่ต้นจนจบออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ จึงอยู่ที่ คสช.แบบไม่ต้องสงสัย
ท่าทีคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ ในเวลาที่หลายฝ่ายกำลังเปิดหน้าออกมาคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญจำนวนไม่น้อยเช่นนี้ ย่อมถือเป็นการยื่นเงื่อนไขให้กลุ่มคนเหล่านี้ต้องคิดกันใหม่ว่าจะยอมเสี่ยงหรือไม่
ถือเป็นไพ่ใบสุดท้ายที่ พล.อ.ประยุทธ์ ทิ้งออกมาวัดใจกลุ่มเห็นต่าง หลังจากที่ “อุบไต๋” มาตลอดว่าหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
เมื่อทางเลือกที่มีอยู่จะไม่ถูกใจ แต่ก็บอกได้ยากว่าทางเลือกใหม่จะดีกว่าทางเลือกเก่าหรือไม่