ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
15 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443098

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จากที่เคยเป็นปัญหาภายในของสภา ปรากฏว่าทำไปทำมาได้ลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่ จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาด้วยการใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557
เมื่อวันที่ 13 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 40/2559 เพื่อยุติกระบวนการสรรหาบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งการเลือกองค์กรอิสระที่ถูกยกเลิกนั้น ประกอบด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
แม้เหตุผลของการมีคำสั่งดังกล่าวจะอ้างไปถึงการรอให้มีผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญออกมาชัดเจนก่อน เพื่อให้การเลือกองค์กรอิสระไปยึดตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่แท้จริงแล้วสาเหตุของการใช้อำนาจมาตรา 44 ครั้งนี้ คือ ต้องการยุติการเลือกผู้ตรวจการแผ่นดิน
การเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินของ สนช.ครั้งล่าสุดได้เกิดปัญหาใหญ่ เมื่อ นพ.เรวัต วิศรุตเวช ซึ่งผ่านการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหา ไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภา โดย สนช.มีมติเห็นชอบและไม่เห็นชอบ 66 คะแนนเท่ากัน และมีสมาชิก สนช.งดออกเสียง 24 เสียง ทำให้ต้องเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่อีกครั้ง
ทว่า นพ.เรวัต ได้กลับเข้ามาสมัครอีกและคณะกรรมการสรรหาได้มีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 คะแนน ส่งชื่อ นพ.เรวัต ให้ สนช.ลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่อีกครั้ง ซึ่งคณะกรรมการสรรหา ประกอบด้วย 1.วีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา 2.นุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ 3.ปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด 4.พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. 5.พล.ท.ศิลปชัย สรภักดี ตัวแทนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และ 6.อัครวิทย์ สุมาวงศ์ ตัวแทนจากที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
นับจากนั้นเป็นต้นมาเกิดการแบ่งขั้วภายใน สนช.ระหว่างฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านชื่อ นพ.เรวัต
ฝ่ายคัดค้านเห็นว่าก่อนหน้านี้เคยมีรายงานตรวจสอบประวัติเชิงลึกของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของ สนช.
คณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติของ สนช. ระบุว่า นพ.เรวัต อาจไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง เพราะมีข้อมูลอีกว่าเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” เมื่อครั้งเป็น รมช.พาณิชย์ จึงเห็นว่าไม่มีความเหมาะสม
ยิ่งไปกว่านั้นยังเห็นว่า เมื่อ นพ.เรวัต ไม่ได้รับคัดเลือกจาก สนช.มาก่อนหน้านี้แล้ว ก็ไม่ควรกลับเข้ามารับการสรรหาอีก แม้ว่ากฎหมายจะไม่ได้ตัดสิทธิก็ตาม เนื่องจากเคยมีบรรทัดฐานมาแล้วจากกรณีที่มีบุคคลไม่ได้รับความเห็นชอบจาก สนช.ให้เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บุคคลก็ไม่ได้กลับเข้ามารับการสรรหาอีก
ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนมองว่า หมอเรวัตไม่ได้ขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย และการพิจารณากลั่นกรองก็ผ่านมาจากคณะกรรมการสรรหาที่เต็มไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ จึงคิดว่า สนช.สมควรเดินหน้าพิจารณาเรื่องนี้ให้สิ้นสุดกระบวนการ
อย่างไรก็ตาม พอเวลาผ่านไปรอยร้าว สนช.เริ่มใหญ่ขึ้น เพราะฝ่ายคัดค้านหมอเรวัตได้รับข้อมูลมาว่ามีพี่ใหญ่ใน คสช.เดินเกมให้ สนช.ต้องเดินหน้าเลือกผู้ตรวจฯ ส่งผลให้เกิดกระแสต่อต้านเพิ่มขึ้นไปอีก
เริ่มตั้งแต่การทยอยลาออกจาก กมธ. ไปจนถึงการเตรียมเสนอให้ที่ประชุม สนช.ต้องลงมติเลือกผู้ตรวจฯ แบบเปิดเผยด้วยการขานชื่อเป็นรายบุคคล เหมือนกับการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สังคมได้รู้ว่าใครเป็นใครบ้างใน สนช.
ขณะเดียวกัน มีการพยายามเสนอทางออก 2 วิธี ได้แก่ 1.การให้ นพ.เรวัต ถอนตัว เพื่อให้กลับไปเริ่มการสรรหาใหม่และยุติปัญหาทั้งหมด และ 2.ให้ประธาน สนช.ใช้อำนาจสั่งเลื่อนการเลือกผู้ตรวจการแผ่นดินออกไปอย่างไม่มีกำหนด อย่างน้อยจะได้ประวิงเวลาให้ใช้กระบวนการทางการเมืองแก้ไขปัญหาให้ข้อยุติ
แต่ทั้งสองเงื่อนไขไม่สามารถเป็นทางออกได้ เพราะไม่มีการถอนตัว ส่วนประธาน สนช.นั้นถือเป็นหนึ่งในกรรมการสรรหา หากเข้ามาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งในเรื่องนี้ อาจมีความผิดฐานกระทำการที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์
สุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ ต้องใช้คำสั่งตามมาตรา 44 มาหย่าศึกเพื่อยุติการสรรหาผู้ตรวจฯ แต่ลึกๆ แล้ว ปมปัญหามีมากกว่านั้น นั่นก็คือต้องการส่งสัญญาณเตะตัดขา “บิ๊กป้อม” – พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่สยายบารมีชี้นำใน สนช.มากจนเกินไป ภายใต้คำสั่งหัวหน้า คสช.จึงได้ปิดทางการสรรหาและคัดเลือกกรรมการองค์กรอิสระอื่นๆ เสียด้วย อาทิ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้หรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
การใช้อำนาจตัดไฟแต่ต้นลมการเลือกผู้ตรวจฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นการกระชับอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช.โดยแท้ แต่ก็เริ่มมองเห็นสัญญาณแตกร้าวใน คสช.ขึ้นแล้ว