ส่องโมเดลร่างรธน. ฉบับ’ประยุทธ์’ทำเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/442654

ส่องโมเดลร่างรธน. ฉบับ'ประยุทธ์'ทำเอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองขึ้นมาทันที ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศกลางงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่นประจำปี 2559 เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ในทำนองว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะลงมือจัดทำร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง

“ผมถึงบอกว่า ถ้าไม่เรียบร้อย ผมเขียนเองก็ได้ จะเขียนแบบที่ประชาชนต้องการ ผมไม่ได้เขียนแบบที่อยากเขียน ผมไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย ผมอ่านเอา และเอาความรู้สึกของประชาชนที่ต้องการอะไรมาเขียน แล้วจะดูว่ามันผ่านหรือไม่ผ่าน หรือจะไม่มี ผ่านมากกว่าเดิม มันอยู่ที่ใจของทุกคน หากใจทุกคนอยากจะทำ ก็ทำได้หมดในโลกใบนี้ ไม่มีอะไรในโลกใบนี้ที่ทำไม่ได้” สัญญาณจากนายกฯ

แม้ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จะชี้แจงว่าที่พูดไปนั้นไม่ได้เป็นการพูดอย่างเป็นทางการ แต่ก็ไม่ได้ทำให้หลายฝ่ายหยุดคิดได้ว่านายกฯ จะลงมาเขียนรัฐธรรมนูญในอนาคต

อย่างไรก็ตาม หากนายกฯ จะเข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองก็ไม่น่าจะใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะที่ผ่านมาทั้งคณะรัฐมนตรีและ คสช.ต่างมีเค้าโครงร่างรัฐธรรมนูญบ้างอยู่แล้ว ซึ่งสะท้อนได้จากข้อเสนอแนะในการร่างรัฐธรรมนูญที่ส่งให้กับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธานและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน

เมื่อการร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในมือของบวรศักดิ์และคณะ พล.อ.ประยุทธ์ ได้มีหนังสือเลขที่ นร 0405/5387 เสนอความคิดเห็นให้มาประกอบการพิจารณา โดยย้ำแนวทางว่า “บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญต้องไม่เป็นเครื่องมือให้นำไปใช้เป็นเหตุก่อความขัดแย้ง สังคม ปัญหาต่างๆ ต้องมีทางออก มีหนทางให้ผู้ปฏิบัติสามารถขอความชัดเจนได้โดยเฉพาะในยามวิกฤต ทั้งไม่ควรก่อภาระด้านงบประมาณแก่ประเทศชาติมากเกินความจำเป็นและคำนึงถึงการสามารถนำไปปฏิบัติและป้องกันหรือแก้ไขปัญหาได้จริง มิใช่แต่เพียงในทางทฤษฎีเท่านั้น”

เวลานั้นนายกฯ ได้เสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญหลายประเด็นแต่มีเรื่องสำคัญคือ การให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ จำนวน 20 คน ประกอบด้วย ประธานรัฐสภา นายกฯ ประธานศาลฎีกา ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้เคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา เลือกกันเองตำแหน่งละหนึ่งคน และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ และการสร้างความปรองดองจำนวน 9 คน และให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จำนวน 220 คน

ทั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์และสภาขับเคลื่อนฯ มีหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปโดยการเสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปฏิรูปต่อรัฐสภา ครม. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ มีอำนาจดำเนินการให้เกิดสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์และปรองดอง และให้ ครม.และหน่วยงานของรัฐดำเนินการให้เป็นตามยุทธศาสตร์นั้น รวมทั้งมีอำนาจเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาแนวทางและมาตรการต่างๆ ที่จำเป็นต่อการขจัดความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง

จากนั้น เมื่อการร่างรัฐธรรมนูญเปลี่ยนมือจากบวรศักดิ์มาเป็นมีชัย คสช.มีหนังสือด่วนที่สุดที่ คสช. (สลธ.)/145 ถึงประธาน กรธ. โดยมีข้อเสนอที่สำคัญ 3 ประการ

1.วุฒิสภา เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถ ปลอดจากพรรคการเมือง สามารถความเชื่อมั่นแก่ประชาชนอย่างน้อยก็ในระยะแรกได้ว่า แม้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงหรือโดยอ้อมแต่ก็ช่วยประคับประคองความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ดูแลการขับเคลื่อนการปฏิรูปและการสร้างความสามัคคีปรองดองร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรได้

โดยควรมี สว.จำนวน 250 คน มาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่สรรหามาจากคณะกรรมการที่เป็นอิสระและเป็นกลางจำนวน 8-10 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี และเพื่อประโยชน์ในการดูแลและพิทักษ์รักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองเป็นที่วางใจแก่ประชาชน จึงควรเปิดให้สามารถแต่งตั้งข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญบางตำแหน่ง ซึ่งมิใช่สมาชิก คสช. โดยให้มีจำนวนไม่เกิน 6 คน เข้ามาเป็น สว.

ที่สำคัญ สว.ชุดนี้จะมีบทบาทในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น การอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจหรืออื่นๆ ตามกติการะบบรัฐสภาและกระบวนการยุติธรรมตามสมควรในระหว่างช่วงการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวด้วย

2.การเลือกตั้ง สส. การกำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวนั้นมีผู้เสนอเป็นอันมากว่าควรใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ ใบหนึ่งสำหรับการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 350 คน อีกใบหนึ่งสำหรับสส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 150 คน นอกจากนี้ในกรณีเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง มีผู้เสนอให้พิจารณาประเด็นที่เขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้นและมี สส.จำนวนไม่เกิน 3 คน แต่ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งแต่ละคนใช้สิทธิเลือกได้เพียง 1 คน แล้วเรียงลำดับจากผู้ได้รับคะแนนสูงสุดลดหลั่นลงไปจนได้ครบจำนวนที่ต้องการ ขอให้คณะ กรธ.พิจารณาประเด็นดังกล่าวด้วย

3.การเลือกนายกฯ การกำหนดให้พรรคการเมืองแจ้งรายชื่อผู้ที่จะเสนอให้สภาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกฯ ไม่เกิน 3 รายชื่อนั้นควรพิจารณาถึงอุปสรรคต่อการจัดตั้งที่รัฐบาลที่อาจเกิดขึ้นด้วย เช่น ผู้มีชื่อในบัญชีถอนตัวหรือตกเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในภายหลัง หรือไม่มีพรรคการเมืองใดได้รับเสียงข้างมากจนจำเป็นต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคการเมืองอื่น แต่ไม่อาจตกลงในชื่อบุคคลผู้สมควรเป็นนายกฯ จากบัญชีของแต่ละพรรคได้ อันจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลประสบปัญหา ทั้งที่พรรคการเมืองเหล่านั้นอาจเห็นชอบร่วมกันให้เสนอชื่อบุคคลอื่นนอกบัญชี แต่ย่อมไม่อาจทำได้

อีกทั้งยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลไว้ จึงอาจยืดเยื้อยาวนาน คณะกรธ.จึงอาจแก้ไขเพิ่มเติมให้การเลือกนายกฯ ต้องทำให้ภายในเวลาที่กำหนด ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการหาทางออกในยามวิกฤตในระยะแรกตามบทเฉพาะกาล ก็ควรงดเว้นไม่นำเรื่องการแจ้งรายชื่อผู้ที่จะเสนอให้สภาให้ความเห็นชอบเป็นนายกฯ ไม่เกิน 3 รายชื่อ มาใช้บังคับ

 

Leave a comment