ไขข้อกังขา ไทยพ่ายโหวตเก้าอี้ยูเอ็นเอสซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2559 เวลา 10:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/440400

ไขข้อกังขา ไทยพ่ายโหวตเก้าอี้ยูเอ็นเอสซี

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นที่ชัดเจนว่าประเทศไทยไม่ได้รับการโหวตจากประชาคมโลก ในที่ประชุมสมัชชาประชาชาติ ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่ได้ทำการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกไม่ถาวรของสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอสซี แทนตำแหน่งที่ครบวาระรวม 5 ตำแหน่งจาก 4 ภูมิภาค

ประกอบด้วย ภูมิภาคแอฟริกา ภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อย่างละ 1 ที่นั่ง และภูมิภาคยุโรปตะวันตก 2 ที่นั่ง ซึ่งไทยได้ลงสมัครเลือกตั้งด้วยในส่วนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีคู่แข่งที่ลงชิงในภูมิภาคเดียวกัน คือ ประเทศคาซัคสถาน โดยทั้งไทยและคาซัคสถาน ไม่มีประเทศใดได้คะแนนถึง 2 ใน 3 จึงต้องนับคะแนนกันถึง 2 ครั้ง จนในที่สุดปรากฏว่า คาซัคสถานได้คะแนน 138 เสียง ขณะที่ไทยได้ 55 เสียง ทำให้คาซัคสถานได้เป็นสมาชิกยูเอ็นเอสซีในสัดส่วนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ กรรมการมูลนิธิ 14 ตุลา และอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มองว่า ผลโหวตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่านโยบายการเมืองระหว่างประเทศของไทยอ่อนด้อยมาก ต้องมีการทบทวนยุทธศาสตร์ใหม่ ประกอบกับสถานการณ์ภายในประเทศต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์ไทยในสายตาประชาคมโลก ยังมีข้อกังขาเรื่องสิทธิมนุษยชนและการเปิดกว้างเรื่องประชาธิปไตยอยู่ย่อมส่งผลต่อการโหวตเลือกหรือไม่เลือกประเทศไทย

“ผลโหวตครั้งนี้สะท้อนว่า นโยบายการต่างประเทศไทยอ่อนด้อยมาก ไทยต้องทบทวนนโยบายต่างประเทศเป็นการใหญ่ ต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์และความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายการต่างประเทศให้มากกว่านี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์แก่ประชาคมโลกว่าประเทศไทยเป็นชาติผู้นำเรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” บุญแทน กล่าว

บุญแทน กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยมีข้อกังขาเรื่องสิทธิมนุษยชนหลายเรื่อง อาทิ ไทยถูกสหรัฐอเมริกาขึ้นบัญชีเฝ้าระวังด้านการค้ามนุษย์ หรือเทียร์ 3 หรือสหภาพยุโรปให้ใบเหลืองปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม หรือ ไอยูยู หรือเรื่องล่าสุดคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย (กสม.) ถูกปรับลดจากสมาชิกภาพเต็มสถานะเป็น “ผู้สังเกตการณ์” จากการประเมินโดยคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศ (ไอซีซี) จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์สิทธิมนุษยชนไทยในสายตาประชาคมโลก

การที่ไทยไม่ได้รับการโหวตในยูเอ็นเอสซีครั้งนี้ มีเค้าลางความพ่ายแพ้มาตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อนแล้ว ในตอนนั้นไทยแพ้คะแนนโหวตให้เป็นสมาชิกใหม่ในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นเอชอาร์ซี เมื่อปี 2557 จากจำนวน 15 ประเทศ ผลปรากฏว่า ประเทศที่ได้ที่นั่งในโควตา 4 ที่นั่งของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คือ 1.อินเดีย ได้คะแนนรับรองมากที่สุด 162 เสียง 2.อินโดนีเซีย 152 เสียง 3.บังกลาเทศ 149 เสียง และ 4.กาตาร์ 142 เสียง ขณะที่ไทยได้รับการรับรอง 136 เสียง

อย่างไรก็ตาม ไทยเคยได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกยูเอ็นเอชอาร์ซี เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2553 ในวาระปี 2553-2556 โดยในครั้งนั้นได้รับคะแนน 182 เสียง เป็นอันดับ 2 จาก 14 ประเทศ ดังนั้นไทยต้องทบทวนนโยบายต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านสิทธิมนุษยชนต่อประชาคมโลก

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า เหตุผลที่ไทยไม่ได้รับการรับเลือกตั้งในครั้งนี้ คงหลีกหนีไม่พ้นว่าเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองและการปกครองของประเทศไทย ซึ่งยังอยู่ในวิกฤตความขัดแย้งและลักษณะการปกครองของไทย ที่ยังไม่สอดคล้องกับหลักการของยูเอ็น เพราะเป็นประเด็นที่ยูเอ็นใช้พิจารณาและตัดสินใจไม่มากก็น้อยเพราะมาตรฐาน หรือคุณภาพในการคัดเลือกสมาชิกของยูเอ็นต้องได้รับการยอมรับคือ ยึดหลักการเรื่องประชาธิปไตย

ทั้งนี้ การที่ไทยจะได้รับการเลือกหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่ผลการคัดเลือกในครั้งนี้ถือเป็นกระจกเงาสะท้อนว่าไทยต้องเร่งดำเนินการให้กลับคืนสู่ความเป็นสากล และสอดคล้องกับหลักการยูเอ็น เรื่องประชาธิปไตยอันเป็นหลักสากล ซึ่งถือเป็นตัวตั้งและโจทย์สำคัญที่ไทยต้องเร่งแก้ไขหรือปรับตัว ดังนั้นจึงไม่ควรไปจมปลักอยู่กับความเจ็บแค้นว่า ทำไมไทยถึงไม่ได้รับการรับเลือก แต่ไทยต้องเร่งพัฒนาเรื่องสิทธิมนุษยชนแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรม ในสังคมมากขึ้นยิ่งๆ ไป

“ไทยไม่ควรไปจมอยู่กับว่า ทำไมเขาไม่โหวตเรา แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องแก้ไขหรือปรับปรุงอย่างไรให้สอดคล้องกับหลักสากลให้เป็นประเทศที่พัฒนาด้านสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือความไม่เป็นธรรมให้ได้เป็นสิ่งสำคัญมากกว่า” นพ.นิรันดร์ กล่าว

วรศักดิ์ มหัทธโนบล ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า อยากตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดทั้งจีนหรือรัสเซีย ซึ่งถือเป็นประเทศมหาอำนาจ และมีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาโดยตลอด แต่กลับไม่ลงคะแนนโหวตสนับสนุนไทย เพราะจีนและรัสเซีย มีผลประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงกับคาซัคสถานมากกว่า เพราะคาซัคสถานเป็นสมาชิกสำคัญในองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ซึ่งประกอบด้วย รัสเซีย จีน คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน และ อุซเบกิสถาน แน่นอนประเทศจีนและรัสเซีย จึงเลือกข้างที่ให้ผลประโยชน์แก่ตัวเองมากกว่า

ดังนั้น การที่มีบางฝ่ายอ้างว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์จึงเป็นเหตุผลทำให้ไทยไม่ได้รับการคัดเลือกเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วผลประโยชน์ระหว่างประเทศทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของจีนและรัสเซีย ย่อมสำคัญมากกว่าปัญหาการเมือง

 

Leave a comment