ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/234600
การเมือง > ข่าวการเมือง : 21 ก.ค. 2559
กกต.ติวเข้มรับมือประชามติ
กกต.อบรมคณะอนุกก.วินิจฉัยรับมือประชามติ 7 ส.ค.นี้ ปธ.กกต. แนะ ยุคดิจิตอล ข่าวสารมาไว-ไปไว ต้องตื่นตัวตลอดเวลา เผย สนง.ยกร่างกฎหมายประกอบเสร็จแล้ว
21 ก.ค. 59 — สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการคณะอนุกรรมการวินิจฉัยคำร้องและปัญหาหรือข้อโต้แย้ง เพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบกระบวนการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยของสำนักงานกกต. โดยมีนายศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง นายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม และนายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต.ด้านพรรคการเมือง ร่วมประชุม
โดยนายศุภชัย กล่าวตอนหนึ่งว่า แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น แต่คณะอนุกรรมการฯก็ต้องศึกษากฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องไว้เสมอ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมืออยู่ตลอดเวลา เนื่องจากการสืบสวนสอบสวนหรือการพิจารณาคำร้องในคดีเลือกตั้ง มีปัญหาซับซ้อน ผู้ที่กระทำผิดในคดีเลือกตั้ง จะมีการพัฒนาการกระทำผิดไปเรื่อย ๆ นอกจากนี้ขอให้ศึกษาการพิจารณาคำร้องของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และศาลอุทธรณ์แผนกคดีเลือกตั้งด้วย เพราะบางครั้งในคำร้องเดียวกันศาลก็วินิจฉัยไม่เหมือนกัน โดยการทำงานของกกต.ขอให้ทุกคนยึดหลักกฎหมาย ซื่อสัตย์สุจริต เป็นกลางทางการเมือง ต้องไม่ชี้นำให้ผู้มีสิทธิออกเสียงคล้อยตามไปในทางใดทางหนึ่ง
นายศุภชัย กล่าวต่อว่า โลกปัจจุบันเป็นยุคดิจิตอล คนไทยรับรู้ข่าวสารได้รวดเร็วมากขึ้น ตนเชื่อว่าเกินกว่าร้อยละ 95 ของประเทศใช้แอพพลิเคชั่นไลน์ในการติดต่อสื่อสาร ถ้ามองทางบวกก็เป็นข้อดีที่ได้รับข่าวสารอย่างรวดเร็ว แต่ในทางกลับกันอะไรที่มีข้อดีมากก็มีข้อเสียมากเช่นกัน เนื่องจากขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 16 วัน จะถึงวันออกเสียงประชามติ ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสาารอย่างใกล้ชิด ดูแค่ทีวีหรืออ่านหนังสือพิมพ์ คงไม่พอ รวมถึงติดตามข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กและไลน์เพิ่มขึ้นด้วย ยุคนี้เป็นยุคดิจิตอล มาเร็วไปเร็ว บางคนรับข้อมูลยังไม่ทันอ่านก็รีบส่งต่อ ไม่รู้เพจไหนเป็นจริงเป็นเท็จ เราต้องใช้วิจารณญานตรวจสอบข้อมูลด้วย ผู้บริหารทุกคนจะบอกว่ายังไม่ทราบ ยังไม่รู้ข้อมูลไม่ได้
“แม้รัฐธรรมนูญ มาตรา 267 บัญญัติให้คณะกรรมการร่างรํบธรรมนูญ(กรธ.)เป็นผู้จัดทำพระราชบัญญัติประกอบที่เกี่ยวข้องกับการจัดเลือกตั้ง แต่กกต.ก็ให้ความสำคัญและสั่งการให้สำนักงานกกต.ดำเนินการยกร่างกฎหมายประกอบที่จำเป็นกับการเลือกตั้ง ทั้ง 4 ฉบับคู่ขนานไปกันไป ซึ่งคณะกรรมการยกร่างชุดนี้ได้ยกร่างกฎหมายประกอบเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่และส่งต่อให้กกต.พิจารณาต่อไป”นายศุภชัย กล่าว
นายประวิช กล่าวต่อว่า ขณะนี้เรากำลังเผชิญหน้ากับการทำประชามติ ซึ่งตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา ภายหลังที่กรธ.ส่งร่างรธน. มายังกกต. ก็มีงาน 4 เรื่องคือ 1.การกำหนดวันออกเสียงประชามติ 7 ส.ค.นี้ 2.จัดพิมพ์ร่างรธน. คำอธิบายสาระสำคัญของร่างรธน. ปัจจุบันเราทำแล้ว และเราได้ยินเสียงบ่นมามากว่าไม่เห็นถึงเลย ไม่เห็นได้รับเลย ตนขอบอกว่า อย่างไรก็ไม่ถึง เพราะการทำประชามติครั้งนี้กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ส่งร่างรธน.ทุกครัวเรือน เพราะถ้าส่งทุกครัวเรือนเหมือนปี 50 ต้องใช้เงินอีก 800 ล้านบาท แต่ปีนี้เรามีแอพพลิเคชั่นฉลาดรู้ที่สามารถเปิดดูร่างรธน.ได้เลย ไม่เหมือนปี 50 แต่สิ่งที่จะถึงทุกครัวเรือนคือบุ๊คเล็ท หรือ จุลสาร ที่สรุปสาระสำคัญของร่างรธน.และคำถามเพิ่มเติมประกอบคำอธิบาย รวมถึงกระบวนการขั้นตอนการออกเสียงประชามติ 17 ล้านเล่ม
3.การจัดการออกเสียงประชามติให้เป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม และ 4.การรณรงค์ให้คนออกมาใช้สิทธิ เรื่องนี้เป็นความท้าทาย เพราะเมื่อปี 50 มีการรณรงค์ 20 วัน แต่ครั้งนี้เรามีเวลาถึง 116 วัน ซึ่งวันนี้ทุกอย่างที่เดินหน้า และรณรงค์เพื่อให้ทุกคนออกมาใช้สิทธิ เราตั้งเป้าไว้ 80 เปอร์เซ็นต์ เพื่อกดดันตัวเองในการทำงาน อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะเดินหน้าไปได้แน่นอน
นายสมชัย กล่าวต่อว่า การประชุมวันนี้เป็นการส่งสัญญาณว่าเราพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยคาดว่าเร็วสุดจะเกิดขึ้นในเดือน ก.ค. ช้าสุดในเดือน ธ.ค.ปี 60 ทั้งนี้อนุกรรมการวินิจฉัยเป็นหัวใจสำคัญ เพราะการพิจารณาคำร้องต่าง ๆ ที่เริ่มตั้งแต่ กกต.จังหวัดมาถึงสำนักเลขาธิการ ซึ่งต้องผ่านอนุกรรมการวินิจฉัยก่อนเพื่อให้ความเห็น ก่อนที่จะส่งมาถึง กกต.เพื่อให้ความเห็นว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป จะยกคำร้อง ให้ใบเหลืองหรือใบแดง ทั้งนี้ กกต.ปรารถนาที่จะเห็นการทำงานของอนุกรรมการวินิจฉัยที่ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของเจ้าหน้าที่ ไม่ต้องสามัคคีปรองดอง เพราะจะได้วินิจฉัยตรงไปตรงมา เสียงข้างมากก็คือข้างมาก ข้างน้อยก็คือข้างน้อย เพราะหากเป็นไปในโทนเดียวกันทั้งหมด ก็จะส่งผลต่อการวินิจฉัยของ กกต.ด้วย
