ผนึกกำลัง! บีบ “คสช.” ปลดล็อค กม.ก่อนวันลงประชามติ 7 ส.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/234149

การเมือง คมชัดลึก, ผนึกกำลัง! บีบ คสช. ปลดล็อค กม.ก่อนวันลงประชามติ 7 ส.ค., ผนึกกำลัง, บีบ, คสช, ปลด, ล็อค, ก่อน, วัน, ประชามติ, นี้, ปลดล็อค, กมก่อนวันลงประชามติ, สคนี้, ภาคสังคม-ปชป-พท-นปช, กกต

การเมือง  :  17 ก.ค. 2559

ผนึกกำลัง! บีบ “คสช.” ปลดล็อค กม.ก่อนวันลงประชามติ 7 ส.ค.นี้

“ภาคสังคม-ปชป.-พท.-นปช.” ผนึกกำลัง บีบ “คสช.” ปลดล็อค กม. ก่อนวันลงประชามติ 7 ส.ค. ด้าน “กกต.” ยันรณรงค์ไม่ผิด วอนไม่บิดเบือน-เท็จ-ปลอม

          17 ก.ค.59 – ไทยรัฐทีวี ร่วมกับ สถาบันศึกษาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล จัดเวทีถกแถลงในหัวข้อ “ขีดเส้นใต้ประชามติ” มีวิทยากร ประกอบด้วย ดร.โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล นายสมชัย ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ นายธนา ชีรวินิจ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ตัวแทนพรรคเพื่อไทย นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ตัวแทนนปช. นางสุนีย์ ไชยรส อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยมีนายสุภาพ คลี่ขจาย เป็นผู้ดำเนินรายการ เพื่อบันทึกเทปนำมาออกอากาศในวันที่ 24 ก.ค.นี้เวลา 22.00-24.00 น. ซึ่งทางไทยรัฐทีวีได้เชิญตัวแทนกลุ่มกปปส. มาร่วมรายการด้วย แต่ทางกปปส.ได้ปฏิเสธขอร่วมรายการ

ดร.โคทม กล่าวว่า สำหรับบรรยากาศประชามติที่จะเกิดขึ้นบางคนก็กลัวมาก กลัวน้อย ซึ่งพวกตนที่รณรงค์ถือว่าไม่ผิด เพื่อเสรีภาพในการรณรงค์ตามจิตสำนึก ให้มีความโปร่งใส ตรงไปตรงมา จึงคิดว่าไม่น่าจะมีความน่ากลัวตรงนี้ แต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ก็กลัวความไม่สงบ กลัวการก่อหวอดให้การลงประชามติล้มเหลว แต่ตนคิดว่าอย่าให้กลัวเลย ขอให้บรรยากาศเป็นไปอย่างเสรี เพราะการลงประชามติมีความสำคัญในเเง่ความชอบธรรมทั้งในเรื่องอิสระ เสรี และความเที่ยงธรรม หากเป็นเช่นนี้บรรยากาศก็จะดีขึ้น เพื่อไม่ให้การลงประชามติเสียของได้ ทั้งนี้ ตนไม่อยากเห็นรัฐธรรมนูญผ่าน เพราะไม่ชอบที่จ้องจับนักการเมืองเกินไป แทนที่จะนำนักการเมืองดีๆมาปราบโกง อยากดึงนักการเมืองที่ดีมาเล่นการเมือง อีกทั้งรัฐธรรมนูญแก้ไขยาก ดังนันถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านตนอยากมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีความเห็นร่วมกัน

นายสมชัย กล่าวว่า ในช่วงที่กฎหมายประชามติเข้าสภา มีข้อความเรื่องการรณรงค์อย่างเท่าเทียว แต่สุดท้ายสนช.ได้ตัดข้อความนี้ออกไป จากเดิมกกต.ส่งเสริมให้มีการรณรงค์เกิดขึ้นได้ โดยมีงบประมาณ 2 ฝ่ายให้ 50 ล้านบาท เพราะการรณรงค์กกต.ไม่เคยห้ามปราม จะติดป้าย จะโพสต์ จะรับไม่รับ แต่ขอกติกา 3 อย่าง 1.ไม่เท็จ 2.ไม่หยาบคาย 3.ไม่ปลุกระดม แต่ที่มีการถูกจับร้อยกว่าคดี พบว่าใน 90 กว่าคดีเป็นคดีความมั่นคง แต่ กกต.ก็ต้องดูเฉพาะกฎหมายประชามติเท่านั้น ถ้าการแจ้งความเรื่องการผิดกฎหมายประชามติ ผู้ที่ฟ้องศาลก็ต้องรับผิดชอยตัวเอง ถ้าคนที่ถูกกล่าวหาไม่มีฐานความผิด นอกจากนี้ แม้ว่าในพรบ.ประชามติไม่มีข้อความให้รณรงค์อย่างเท่าเทียม ถึงแม้กฎหมายไม่ได้เขียน เอาไว้ แต่กกต.ก็ต้องให้มีการรรงค์อย่างเท่าเทียม แต่ต้องทำแล้วไม่ผิดกฎหมาย ให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย และต้องพิจารณาถึงกฎหมายอื่น และให้รณรงค์ให้เข้าใจภายใต้ข้อกฎหมายที่มีอยู่ได้ จะแจกเอกสารกี่คนได้ แต่ต้องไม่แจกกลุ่มใหญ่ให้ดูเป็นเรื่องความวุ่นวายในบ้านเมือง

“หากนักศึกษาจะทำกิจกรรมรณรงค์สามารถทำได้ แต่แนะนำให้จัดร่วมกับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ส่วนการสำรวจ โพล ทำได้หมด ยกเว้นก่อน 7 วันประชามติ ห้ามเผยแพร่ผล แต่จะเผยแพร่ผลการสำรวจได้ต้องเป็นหลังประชามติ เวลา 16.00 น. ของวันที่ 7 ส.ค.”นายสมชัย กล่าว

นายสมชัย กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ตนเห็นว่าจะรับไม่รับหรือไม่รัฐธรรมนูญ อยากคิดประเด็ง 5 อย่างนี้ 1.ที่มารัฐธรรมนูญมาจากเผด็จการ จึงตัดสินใจรับหรือไม่ 2.ในรัฐธรรมนูญขาดการสีส่วนร่วม จึงตัดสินใจรับหรือไม่รับ 3.คสช.จะอยู่ช้าอยู่เร็วจึงตัดสินใจรับหรือไม่รับ 4.การเลือกตั้งช้าหรือเร็ว จึงตัดสินในรับหรือไม่รับ และ 5.เราอยู่พวกใด สีใด กลุ่มการเมืองใด จึงตัดสินในรับหรือไม่รับ เพราะใน 5 ประเด็นนี้จะรับไม่รับตนอยากให้ดูที่สาระ ของรัฐธรรมนูญ อย่าไปดูกระบวนการ หรือดูว่าคนพวกเราคิดแบบใด ขอให้เป็นตัวของตัวเอง อย่าเอามายา 5 อย่างมาเป็นประเด็นในการตัดสินใจ

นางสุนีย์ กล่าวว่า ในฐานะอดีตสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 มองว่า เหตุใดรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้คุ้มครองสิทธิของประชาชน เพราะเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ถกเถียงกัน ทุกคนมีบนเรียนว่ารัฐธรรมนูญจะถูกเขียนออกมาดีหรือไม่ดี จะส่งผลกับกฎหมายลูก ทำให้ในปี 2540 มีการถกเถียงได้อย่างกว้างขวาง แต่ขณะนี้เวทีมีน้อยมาก แต่ก็ยังมีหลายฝ่ายพยายามที่จะจัดเวที เพราะจะให้รัฐธรรมนูญเป็นไปตามใจชอบไม่ได้ แต่ถ้ามีองค์กรใดจะจัดเวทีก็ต้องระมัดระวัง สุดท้ายก็ทำให้ชาวบ้านไม่นำไปสู่การถกเถียงอย่างกว้างขวาง และนำไปสู่ประชามติได้ นอกจากนี้ การปราบโกงตามหลักแล้วต้องให้ประชาขนเข้มแข็ง และช่วยกันตรวจสอบได้ โดยการลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเพิ่มอำนาจรัฐ ลดสิทธิประชาชน ด้อยกว่าปี 2540 และ 2550 ในเรื่องสิทธิเสรีภาพ

รศ.ดร.พิชัย กล่าวว่า บรรยากาศการลงประชามติเงียบมากเมื่อเทียบกับปี 2550 1.ประเด็นในเนื้อหา รัฐธรรมนูญซับซ้อนมาก จึงไม่เหมาะกับการลงประชามติในเวลาจำกัด เพราะต้องใช้เวลาเพื่อให้คนได้เข้าใจ 2.การลงประชามติได้เกิดความรู้สึกผลลัพท์ที่ออกมาจะไม่แตกต่างกัน จึงไม่ดึงดูดผู้คน ไม่ได้สะท้อนความคิดและเหตุผลของคนออกมา แต่สะท้อนจุดยืนทางการเมือง โดยใช้รัฐธรรมนูญ เป็นสัญลักษณ์ทั้งผู้เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย 3.ประชามติต้องมีการอภิปรายอย่างกว้างขวางทั้งข้อดี ข้อเสีย ผลที่ตามมา ถ้าไม่มีการอภิปรายก็ไม่สามารถกระตุ้นความสนใจของคนได้ ส่วนข้อดีที่บอกว่า การตรวจสอบนักการเมืองเข้มข้นขึ้น แต่ตนมองว่า ยังไม่พอจะขับเคลื่อนประชาธิปไตยได้ เพราะรัฐธรรมนูญยังไม่สามารถไปปรับพฤติกรรมการเมือง ทำให้ขณะนี้ตนจึงยังตัดสินใจไม่ได้จะรับหรือไม่รับ

ด้านนางธิดา กล่าวว่า เราเคยผ่านการทำประชามติปี 2550 บรรยากาศจะคล้ายกัน ตอนนั้นสามารถแสดงความเห็นได้มากกว่าครั้งนี้ สุดท้ายรณรงค์ไม่รับเป็นฝ่ายแพ้ แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดังนั้นการลงประชามติเป็นวิญญาณฝ่ายประชามติ ซึ่งผู้ทำจะทำให้การทำประชามติสะท้อนความรู้สึกต่อรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ ต้องเปิดประตูกันอย่างเต็มที่ การพูดถึงระบบเลือกตั้ง ที่มาสว. แต่ถ้าต้องการปิดปากไม่ให้พูด ตนก็ถือว่าน่าอาย ส่วนเจ้าของรัฐถาธิปัตย์ถ้าจริงใจ ก็ควรอยากรู้ความจริงว่าประชาชนคิดอย่างไร ต้องให้เปิดเวทีอย่างเสรี แต่ตอนนี้ฝ่ายเห็นต่างขยับยากมาก ดังนั้นถ้าแน่จริงก็ต้องเปิดกว้างให้เต็มที่อย่างจริงใจ ซึ่งนปช.ก็ต้องอ้างประวัติศาสตร์ปี 2550 นปช.อยู่มา 10 ปี ถามว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง จึงพิสูจน์แล้วว่านปช.ไม่ทำอะไรให้บ้านเมืองยากลำบาก จึงขอเสนอให้ดวลกันเลยว่าสนับสนุน ฝ่ายไม่หนุน ใหเปิดบรรยากาศให้มีเสรีภาพ

“นปช.ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อแก้ปัญหาให้บางคณะ เพื่อใหคณะนี้ถูกลงโทษ โจทย์ที่ตั้งจึงผิดทำให้เนื้อหาซึมในมาตราต่างๆ และมีการคิดอีกว่า มีคนส่วนหนึ่งในประเทศยังไม่พร้อม ที่จะใช้กติกาเหมือนสากล ทำให้จะมีการสืบทอดอำนาจ ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่รัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย มีอนุรักษ์นิยม และอำนาจนิยม ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง”นางธิดา กล่าว

ขณะที่นายจาตุรนต์ กล่าวว่า เรื่องที่มีการกลัวว่าพรรคเพื่อไทยจะไปรณรงค์คงไม่มีเหตุผลนั้น แต่ขณะนี้ทำไม่ได้ เพราะมีคำสั่งห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมอยู่แล้ว ส่วนบุคคลก็ทำเท่าที่ทำได้ แต่เรื่องการรณรงค์นั้นมีการตีความเกินไป เวลานี้เผยแพร่อะไรไม่ได้เลย แจกเอกสารเกิน 5 คนก็ขัดคำสั่งคสช. ทั้งที่ไม่เป็นพิษเป็นภัย ทั่วโลกก็ทำประชามติ แต่ฝ่ายเห็นต่างบ้านเราทำอะไรไม่ได้เลย พอแจก 3 คนก็ยังถูกจับว่าเอกสารบิดเบือน คนในครอบครองต้องไปสู้คดีเอง ทั้งที่ความเห็นที่แตกต่างเป็นเรื่องบิดเบือนไม่ได้ แต่ถูกเอาไปขังแล้ว ทำให้คนก็รู้สึกกลัวในการแสดงความเห็น และตอนนี้มีการชี้นำฝ่ายเดียว บอกให้รับไปเถอะ จะได้เลือกตั้ง ส่วนเนื้อหารัฐธรรมนูญกลับไม่มีการอธิบาย ทำให้ขณะนี้เรากำลังลงประชามติโดยปิดหูปิดตาประชาชนอย่างร้ายแรง

“ผมไม่รับทั้งร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วง มีคนเข้าใจผิดว่าถ้ารับร่างแล้ว คสช.จะไปเร็วๆ บ้านเมืองจะมีเลือกตั้ง แต่ผมอยากบอกว่าถ้ารัฐธรรมนูญผ่าน คสช.จะอยู่ยาว มีอำนาจทุกอย่าง อยู่ไปอีกนาน และออกคำสั่งใหม่ๆได้อีก ผมจึงเห็นว่าไม่ดี ไม่ถูกต้อง และคสช.ยังมีอำนาจเชื่อมโยงจากสว.ที่คสช.เลือกมา รัฐบาลก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากสว. เพื่อหาพรรคการเมืองให้มีเสียงข้างมากในสภา ซึ่งอายุสว.เลือกรัฐบาลได้ 2 ครั้ง และยังมีแผนปฏิรูป 20 ปีอีก หมายความว่าเมื่อรัฐธรรมนูญบังคับใช้ก็ยังถูกกำหนดโดยสว.”นายจาตุรนต์ กล่าว

ส่วนนายธนา กล่าวว่า การลงประชามติมีความสำคัญมาก พรรคประชาธิปัตย์บอกแล้วว่า การลงประชามติต้องเป็นธรรม ไม่นั้นจะไม่รู้ว่าสิ่งที่อยู่ในรัฐธรรมนูญดีหรือไม่ดีอย่างไร ไม่นั้นจะมีความขัดแย้งในอนาคตขึ้นมาอีก ซึ่งขณะนี้ยังมีคนอีก 70 เปอร์เซ็นต์ยังไม่เข้าใจเรื่องรัฐธรรมนูญ แล้วจะเป็นอย่างไรเมื่อคนยังใจเข้าใจตรงนี้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้คนร่างก็บอกว่าดี แต่คนไม่เห็นด้วยก็ต้องมีสิทธิแสดงความเห็นจนกว่ามีการแก้ไข และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็แก้ไขยากด้วย จึงเป็นห่วงว่าถ้ารัฐธรรมนูญผ่านไป แต่ไม่เป็นที่ต้องการของประชาชาจะมีความจัดแย้งในอนาคต ดังนั้นต้องให้มีการแสดงความเห็น ส่วนใครทำผิดก็ว่าไม่ตามนั้น พรรคประชาธิปัตยจึงเรียกร้องให้เเสดงความเห็นอย่างเสรี และเป็นธรรมให้คนได้ตัดสินใจได้

“พรรรคประชาธิปัตย์ไม่รับคำถามพ่วง และไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่บอกว่ารัฐธรรมนูญปราบโกง มีส่วนดีที่กำหนดคุณสมบัตินักการเมืองมากขึ้น แต่รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาเกิดจากคนที่มีอำนาจใช้ไม่ถูกต้อง แต่ทำไมไม่สร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเข้มแข็ง เช่น สิ่งที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เคยบอกว่า เราเคยผ่านเผด็จการรัฐสภา ก็เสนอให้เสียงข้างน้อยได้เป็นรองประธานรัฐสภา โดยให้เสียงข้างมากเป็นประธานได้ ส่วนกรณีที่ให้สว.แต่งตั้งให้มาตัดสินรัฐบาล ก็เป็นสิ่งที่กลัวมาก เพราะสว.อาจจะบิดเบือนกระบวนการความต้องการของประชาชน เรื่องนี้จะเป็นจุดบอบบางเกิดความขัดแย้งในอนาคต”นายธนา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการบันทึกเทป ไทยรัฐทีวีนำภาพการลงพื้นที่ สอบถามความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการลงประชามติ ซึ่งประชาชนที่สำรวจส่วนใหญ่ระบุยังไม่ทราบเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ หรือคำถามพ่วงว่าเป็นอย่างไร เพราะยังไม่รับเอกสาร รู้แค่เพียงวันที่ 7 ส.ค.ต้องไปลงประชามติ นอกจากนี้ ทีมข่าวได้ติดตามการทำงานของ ครู ค.ในจังหวัดเพชรบุรี นครสวรรค์ในภารกิจเคาะประตูบ้านเพื่อให้ความรู้กับประชาชนในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ รูปแบบบัตรเลือกตั้ง วิธีการลงประชามติ รวมถึงการแจกเอกสารต่างๆเกี่ยวกับการลงประชามติ ซึ่งประชาชนที่ได้รับการติดต่อ ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจในคำถามพ่วง ขณะเดียวกันวิทยากรส่วนใหญ่ในสตูดิโอได้มีความเห็นว่า การที่ครู ค.ลงพื้นที่อธิบายเป็นรายบุคคลเป็นวิธีที่ผิด เพราะจะใช้เวลามากเกินไป เนื้อหาของรัฐธรรมนูญประชาชนเข้าใจได้ยาก อีกทั้งคาดว่าครู ค.ไม่ยอมบอกความจริงของรัฐธรรมนูญ เเละจะใช้กระบวนการนี้เพื่อชี้นำให้เห็นข้อดี แต่ไม่สามารถให้คนเห็นต่างได้อธิบายได้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ในที่สตูดิโอไทยรัฐทีวีได้เชิญประชาชนจำนวน 10 คนมานั่งร่วมรายการ โดยหนึ่งในผู้ที่ถูกเชิญมามีนายรังสิมันต์ โรม นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปี 4 แกนนำกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ เข้ามาร่วมสังเกตการณ์การบันทึกเทปด้วย โดยนายโรม กล่าวในรายการว่า ที่ผ่านมาเมื่อไปรณรงค์ถูกอุ้มขึ้นรถ ทั้งที่ กตต.เคยย้ำว่าทำได้ แต่เมื่ออยู่สภาวะที่ถูกละเมิด เหตุใด กกต.จึงไม่ออกมาเน้นย้ำตรงนี้ ถึงขนาดเจ้าหน้าที่ตำรวจพูดว่า การโหวตโนผิดกฎหมาย ทั้งนี้ นายสมชัย ได้อธิบายว่า การรณรงค์ต่างๆที่เกิดขึ้น สิ่งสำคัญฝ่ายรณรงค์ต้องรักษากติกาที่วางไว้ แต่การที่บอดว่าเอาเอกสารกกต.ไปแจกนั้นเป็นข่อมูลด้านเดียว เพราะตนทราบว่ามีข้อมูลอื่นไปแจกด้วย จึงขอให้ยึดตามกรอบกติกา ไม่อยากให้พูดเอาแต่ได้ กกต.จึงอยากส่งสัญญานเตือนให้ช่วยกันสร้างบรรยากาศที่ดี ไม่อยากให้มีกระบวนการสร้างข่าว และสร้างสถานการณ์ โดยการแจกสื่อมวลชนก่อนลงพื้นที่ จึงขอให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้กรอบกติกาที่ระบุไว้


Leave a comment