ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ค. 2559 07:20
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/667832

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.อยู่ระหว่างการปรับปรุงนิยามและรายละเอียดของหนี้ครัวเรือนของประเทศไทย ในส่วนของ ธปท.ใหม่ เพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้น และจะช่วยให้สามารถนำตัวเลขและข้อมูลรายละเอียดดังกล่าวไปใช้ในการเปรียบเทียบ หรือกำหนดนโยบายประเทศได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น เพราะขณะนี้มีสินเชื่อบางส่วนที่จัดอยู่ในประเภทหนี้ครัวเรือน แต่อาจจะไม่ใช่หนี้ครัวเรือนเสียทีเดียว และมีหนี้สินบางประเภทที่ไม่ได้รวมในหนี้ครัวเรือน แต่ ธปท.มองว่า ควรจะนำมารวมในนิยามของหนี้ครัวเรือน
จากการสำรวจวัตถุประสงค์ของการก่อหนี้ ล่าสุดสิ้นปี 2558 ที่ผ่านมา พบว่า การก่อหนี้ครัวเรือนที่สูงที่สุดเป็นการกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย 28% ของหนี้ครัวเรือนรวม รองลงมาเป็นการกู้ยืมเพื่อวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจของธุรกิจขนาดเล็กและย่อย แต่เป็นการกู้ส่วนบุคคลโดยเจ้าของ 18% ขณะที่เป็นหนี้เพื่อเช่าซื้อรถยนต์ 15% หนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคล 6% หนี้ครัวเรือนกู้ยืมผ่านสหกรณ์ฯ 15% หนี้ส่วนบุคคลอื่นๆ 15% และหนี้สินอื่นๆ 3%
“หนี้ที่กู้เพื่อธุรกิจนั้น ธปท.คงต้องพิจารณาว่าควรจะอยู่ในหนี้ครัวเรือนต่อไปหรือไม่ เพราะการให้กู้ธนาคารพาณิชย์ไม่ได้ดูฐานะการเงินของบุคคลอย่างเดียว แต่มีกระแสเงินของกิจการเป็นตัวพิจารณาด้วย ขณะที่การกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยนั้น ไม่น่าเป็นห่วง เหมือนหนี้ครัวเรือนในส่วนอื่นๆ เช่น บัตรเครดิต อย่างไรก็ตาม สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยอาจจะได้รับผลกระทบหากมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต ขณะที่หนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยเฉพาะหนี้ของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เป็นหนี้ที่มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นหนี้ของผู้มีงานทำครั้งแรกและมีผลต่อการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้รวมในนิยามหนี้ครัวเรือน ส่วนนี้ควรจะเอามารวม นอกจากนั้น อาจจะมีสินเชื่ออื่นๆ ที่จำเป็นต้องเอารวมเป็นหนี้ครัวเรือนเพิ่มเติมอีก โดยคาดว่าการปรับปรุงดังกล่าวจะเสร็จอีกไม่นานนี้ และจะทำให้เราเข้าใจหนี้ครัวเรือนได้ดีขึ้น”
สำหรับกลุ่มครัวเรือนที่ต้องติดตามเป็นพิเศษ คือ ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่มีความเปราะบางจากระดับหนี้ต่อรายได้ที่สูง และสภาพคล่องการเงินที่ต่ำ โดยเกษตรกรซึ่งเป็นภาคที่มีความทนทานต่อหนี้ในระดับที่ต่ำมาก และผลจากภัยแล้งยังทำให้ต้องกู้ยืมหนี้สินเพิ่มขึ้น ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ช้ามีผลต่อ สินเชื่อธุรกิจขนาดเล็กและย่อย และยังต้องติดตามระดับหนี้ต่อรายได้ของครัวเรือนกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูง ซึ่งช่วงที่ผ่านมาเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง.