ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ก.ค. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/671307

การประชุมวิชาการ OIE Forum 2016 “New Revolution of Thai Industry ปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ : ประเทศไทย 4.0” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี มีเรื่องราวใต้ภูเขาน้ำแข็งน่าสนใจ
การปาฐกถาพิเศษโดย ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หัวข้อ “ทิศทางเศรษฐกิจไทยยุคใหม่”…การเสวนาแลกเปลี่ยนพัฒนาอุตสาหกรรมไทยตามแนวคิด Industry 4.0 โดย ดร.สมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ ดร.คณิศ แสงสุพรรณ ที่ปรึกษามูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง
และ…ในช่วงบ่ายจะมีการเสวนา 3 ห้องย่อย…“Wellness & Bio Industry”…“Smart Industry”…“Creative Industry” เพื่อนำเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ อันจะเป็นประโยชน์ในการผลักดัน และสนับสนุนผู้ประกอบการในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมก้าวไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจตามโมเดล “ประเทศไทย 4.0”
ศิริรุจ จุลกะรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม บอกว่า เมื่อเราศึกษาทิศทางเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมในปีที่ผ่านมาแล้วก็จะรวบรวมประมวล กำหนดเป็นหัวข้อของการสัมมนาให้เห็นทิศทางภาคอุตสาหกรรมในอนาคต
ในปีนี้…ใช้ชื่อว่า “New Revolution of Thai Industry ปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่”…ในเรื่องของอินดัสตรี 4.0 คืออะไร?…เป็นอย่างไร? และสำคัญอย่างไร?
ไทยแลนด์ 4.0 ทำไม? เราถึงจะต้องมีนโยบายเรื่องนี้…เนื่องมาจากสภาพแวดล้อมไม่ว่าเรื่องเศรษฐกิจ สังคมเปลี่ยนแปลงไป สังคมเมืองที่มีผลมากขึ้น ขยายตัวมากขึ้น เรื่องของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ผนวกกับการเปลี่ยนแปลงที่มีลักษณะที่ยกเทคโนโลยีเดิมทิ้งไปเลย
“ไม่ใช่…การเปลี่ยนแปลงที่พัฒนาเพิ่มขึ้นแล้ว ปัจจุบันเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาแทนเทคโนโลยีเดิม…แล้วเทคโนโลยีเดิมก็หายไปเลย”
อะไรที่หายไป อะไรที่เพิ่มเข้ามา ยกตัวอย่างง่ายๆที่เราเห็น กล้องเมื่อก่อนเราใช้ฟิล์มก็กลายมาเป็นกล้องดิจิตอล แล้วทีนี้วันนี้กล้องดิจิตอลเล็กๆก็แทบจะไม่มีแล้ว ผสมผสานกลายเป็น “สมาร์ทโฟน”…รวมกับโทรศัพท์มือถือไปเสร็จสรรพ…กล้องที่ใช้ฟิล์มก็ไม่มีแล้ว ร้านที่ล้างรูปก็แทบจะไม่มี
คำถามสำคัญมีว่า…กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะขับเคลื่อน? กลุ่มไหนที่ต้องปรับ ต้องเปลี่ยนบ้าง?
ในส่วนของไทยแลนด์ 4.0 เรามองว่าประเทศไทยมีความได้เปรียบอยู่ 2 ส่วน คือเรื่องของ “ความหลากหลายพันธุกรรม” กับเรื่องของ “วัฒนธรรมที่มีความเป็นเอกลักษณ์”
“ความหลากหลายของพันธุกรรม พันธุ์พืช ก็จะนำไปสู่ในเรื่องของไบโออีโคโนมี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไบโอเอเนอยี ไบโอเคมีคอลไบโอพลาสติกทั้งหลาย นั่นก็คือกระบวนการ
แล้วจากตัวไบโอพลาสติกจะนำไปทำผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในส่วนของไบโอเคมีคอลเองก็มีทั้งยา เครื่องสำอาง สารพัด เหล่านี้เป็นทิศทางที่จะก้าวไป”
ถึงตรงนี้ มาถึงส่วนของ “วัฒนธรรม”…ก็มีเอกลักษณ์ของเรา พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความแตกต่าง มีความเป็นเอกลักษณ์มากขึ้น… ยกตัวอย่างเช่นในเรื่องของสิ่งทอ เป็นต้น
ศิริรุจ ย้ำว่า เดี๋ยวนี้…ปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ เป็นการเพิ่มมูลค่ากับสิ่งที่เรามีอยู่ ไม่ได้พึ่งพาจากข้างนอกมากขึ้น ปัญหาของเราเองที่ผ่านๆมาก็คือเราพึ่งพาต่างประเทศมาก จะเห็นว่าไม่ว่าทั้งส่งออก การนำเข้าตัวชิ้นส่วน หรืออื่นๆเราต้องพึ่งพาต่างประเทศมาก
ความท้าทายก็คือ…จะทำอย่างไรประเทศไทยจะหลุดจากกับดักตรงนี้
อุตสาหกรรมยุคใหม่ ต้นน้ำ…กลางน้ำ…ปลายน้ำ ต้องรวบมาอยู่ในมือเรามากขึ้น โดยอาศัยนวัตกรรม การเพิ่มผลิตภาพ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้น นี่คือหัวใจของ “การพัฒนาอุตสาหกรรมยุค 4.0”
“ประเทศไทย 4.0” หรือ “ไทยแลนด์ 4.0” คือโมเดลใหม่เพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาไปสู่ “ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ด้วยการสร้าง “ความเข้มแข็งจากภายใน”
ขับเคลื่อนตามแนวคิด “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ผ่านกลไก “ประชารัฐ”
ในอดีตที่ผ่านมาการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศไทยเริ่มต้นจากโมเดล “ประเทศไทย 1.0” เป็นยุคสมัยที่ประเทศไทยยังมีทรัพยากรธรรมชาติเป็นจำนวนมาก…อาชีพหลักของประชาชนคือเกษตรกร กลไกหลักในยุคนั้นคือ “ภาคเกษตรกรรม” ส่วนภาคอุตสาหกรรมในช่วงเวลานั้นเป็นอุตสาหกรรมที่พึ่งพิงสินค้าเกษตรเป็นวัตถุดิบ แต่การผลิตยังไม่มีความซับซ้อนมาก
ต่อมา…ก็เริ่มมีการพัฒนาอุตสาหกรรมเบาขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อการทดแทนการนำเข้า พัฒนาไปสู่การผลิตเพื่อการส่งออก เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ จึงทำให้กลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในโมเดล…“ประเทศไทย 2.0” ภาคอุตสาหกรรมมีบทบาทมากขึ้น…ทำให้สัดส่วนมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรลดลงเหลือประมาณร้อยละ 25
กระทั่งกระแสการลงทุนจากต่างชาติโหมกระหน่ำ เทคโนโลยีการผลิตภาคอุตสาหกรรมซับซ้อนมากขึ้น…ผลิตได้จำนวนมากขึ้น เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมไฟฟ้า…อิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นที่มาของการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยในยุคที่ 3 หรือโมเดล “ประเทศไทย 3.0”
ยุคที่ภาคอุตสาหกรรมเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้แก่ประเทศจากการส่งออกด้วยสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมด…แต่ประเทศไม่สามารถก้าวข้ามเป็นประเทศที่มีระดับรายได้สูง เรียกว่า…“ติดกับดักรายได้ปานกลาง”
“อุตสาหกรรม 4.0 ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการอย่างเดียวเท่านั้น ทั้งคน กระบวนการผลิต ผลิตภัณฑ์ เกี่ยวข้องร่วมกันทั้งนั้น…พอปรับไปแล้ว จะตรงกับความต้องการของผู้บริโภคหรือเปล่า”
ประเด็นสุดท้ายที่ต้องพูดถึง หลายเสียงผู้ประกอบการยังย่ำติดอยู่กับอดีต ปฏิวัติก้าวไปในยุค 4.0 คงไม่ไหว? ประเด็นสะท้อนใจนี้ ผอ.ศิริรุจ บอกว่า จริงๆไม่ได้ว่าจะต้องปรับทันทีทันใด เป็นส่วนที่จะต้องมาดูกันว่า…เราจำเป็นที่จะต้องปรับหรือไม่ เราไม่ได้เร่งรัดวันนี้ต้องปรับ แต่อนาคตอย่างไรเสียก็ต้องเดินไปสู่จุดนั้น
“คุณผลิต ต้องอยู่ในกระบวนการผลิตทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ …หมายถึงว่าถ้าปลายน้ำต้องการ คุณทำได้ไหม ต้องเชื่อมข้อมูล การสั่งซื้อ…สเปกต่างๆเข้ากับระบบอินเตอร์เน็ต
ถ้าไม่เชื่อมก็เข้าไม่ได้ ที่สุดแล้วก็ขายของไม่ได้ เป็นปัญหา หรือ…ถ้าใช้เครื่องไม้เครื่องมือแล้วทำให้ต้นทุนถูกลง มีขีดความสามารถมากขึ้นก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะคุณจะมีคู่แข่งมากขึ้น”
การเชื่อมกระบวนการผลิตกันบนระบบดิจิตอล ที่จะต้องมีสต๊อก มีระยะเวลาในการเอารถไปส่ง ก็อาจจะไม่มีก็ได้ ภาพที่จะเกิดขึ้น…เชื่อมกันอัตโนมัติ เครื่องจักรที่ผลิตในโรงงานนั้นบอกกับเครื่องจักรอีกโรงงานหนึ่งตอนนี้ชิ้นส่วนคุณหมดแล้วนะ ช่วยผลิตออกมาหน่อย ส่วนคนต้องมีทักษะมากขึ้นและต้องรู้หลายเรื่อง
เพื่อไม่ให้ “ประเทศไทย” ตกขบวน จึงต้องปฏิรูปการพัฒนาเศรษฐกิจ ปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ไปตามเทรนด์ สู่โมเดลใหม่ที่เรียกว่า “ประเทศไทย 4.0” อย่างเลี่ยงไม่ได้.