ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย Advertorial 20 ก.ค. 2559 06:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662642

จากตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในระบบของ กฟผ. หรือที่เราคุ้นเคยกับคำว่า “Peak” ซึ่งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2559 ที่ 29,618.8 เมกะวัตต์ เมื่อเวลา 22.28 น. ที่อุณหภูมิ 33 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของการเกิด Peak ในประเทศไทย ซึ่งส่วนมากจะเกิดประมาณเวลา 14.00–15.00 น. ของวันทำงานปกติ แม้จะเพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกแต่ก็เป็น “นัย” บ่งบอกอะไรแก่ระบบไฟฟ้าของประเทศได้หลายประการ ได้แก่
1. ผลจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่ทำให้อากาศร้อน อบอ้าว แห้งแล้ง เป็นเวลานานมากในช่วงปีนี้ ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเกิดขึ้นต่อเนื่องถึง 7 ครั้งในปี 2559 จนทะลุตัวเลขที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รองรับ และบริหารจัดการได้ โดยอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 องศาเซลเซียส มีผลให้การใช้ไฟฟ้าของประเทศเพิ่มขึ้น 400 เมกะวัตต์
2. เกิด Peak ในช่วงวันหยุด (วันที่ 5 พ.ค. 2559) ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน สะท้อนว่าการใช้ไฟฟ้าในภาคที่อยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ และบริการ ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากพฤิตกรรมการใช้ชีวิตคนไทยที่เปลี่ยนไป ใช้เวลาเกาะติดการสื่อสารในโลกออนไลน์วันละหลายชั่วโมง ซึ่งต้องใช้ไฟฟ้า ทั้งโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ และเครื่องปรับอากาศมากขึ้น โดยมีรายงานข่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ยอดขายเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์อีกด้วย
3. ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทเลือกใช้อัตราค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลาของการใช้ (Time of Use Rate: TOU Rate) ซึ่งจะมีการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่ระบบมีความต้องการใช้ไฟฟ้าน้อย (Off Peak) เวลา 22.00-09.00 น. เพื่อให้ราคาค่าไฟ “คุ้ม” สุดๆ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง ทยอยเพิ่มการใช้ไฟฟ้าหลังเวลา 22.00 น.
4. อีกประเด็นสำคัญ คือ การผลิตไฟฟ้าจากโซลาเซลล์ (Solar cell) ของผู้ผลิตรายเล็กมาก (VSPP) ที่ติดตั้งอยู่ในระบบของการไฟฟ้าจำหน่าย กฟน. และ กฟภ. คาดว่า ปัจจุบันสามารถผลิตไฟฟ้าในช่วงกลางวัน 3–5 ชั่วโมง ได้มากกว่า 1,200 เมกะวัตต์ จึงมาแทนที่การผลิตจากโรงไฟฟ้า กฟผ. และผู้ผลิตเอกชนรายใหญ่ (IPP) 1,200 เมกะวัตต์ด้วยเช่นกัน ทำให้ข้อมูลความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของระบบ กฟผ. ที่บันทึกจากศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า กฟผ. ต่ำกว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ

กฟผ. ในฐานะ “คนผลิตไฟ” จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลบริหารจัดการให้ประชาชนผู้ใช้ไฟได้ใช้ไฟฟ้าอย่างพอเพียง ในหลากหลายวิธี อาทิ เตรียมกำลังการผลิตพร้อมจ่ายให้เพียงพอ โดยงดบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าหลักๆ ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม รวมทั้งจัดสรรการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว คือ เขื่อนน้ำงึม 2 และน้ำเทิน 2 มากเป็นพิเศษในช่วงฤดูร้อน ด้านเชื้อเพลิงได้สำรองน้ำมันเตาที่โรงไฟฟ้าราชบุรี และโรงไฟฟ้าบางปะกง มากกว่าปกติ 20-50 ล้านลิตร รวมทั้งประสานงานกับ บมจ.ปตท. จัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มขึ้นจากปกติวันละ 140 ล้าน ลบ.ฟุต เป็น 600 ล้าน ลบ.ฟุต นอกจากนี้ ในกรณีที่ความต้องการไฟฟ้ามากกว่าแผน ได้จัดลำดับการสั่งการเดินเครื่องดังนี้ 1. เดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเต็มความสามารถจ่ายก๊าซของ ปตท. 2. เพิ่มการเดินเครื่องด้วยน้ำมันเตาที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อน และ 3. เดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซลที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม
ในขณะเดียวกัน กฟผ. ได้พยายามรณรงค์ลดการใช้ไฟฟ้ามาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นมาตรการ “ปิด-ปรับ-ปลด-เปลี่ยน” วันละ 1 ชั่วโมง ในช่วงเวลา 14.00-15.00 น. เป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่ 20 มีนาคม-20 พฤษภาคม 2559 โดยปิดไฟดวงที่ไม่ใช้ ปรับลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศมาอยู่ที่ระดับ 26 องศาเซลเซียส ซึ่งจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้มาก ร่วมกับการปลดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช้งาน และเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดไฟฟ้า เบอร์ 5 ต่างๆ เพื่อให้ทั้งภาคการผลิตไฟฟ้า (Supply Side) และภาคการใช้ไฟฟ้า (Demand Side) มีความสมดุลกัน
การเกิด Peak ในเวลา 4 ทุ่ม สะท้อนให้เห็นว่า ไฟฟ้าและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มีบทบาทในวิถีชีวิตของคนไทยมากยิ่งขึ้นกว่าในอดีต โดยเฉพาะการใช้เครื่องปรับอากาศ ขณะที่การผลิตจากพลังงานหมุนเวียนที่ไม่ได้อยู่ในระบบหลัก ซึ่งได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่ ให้สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ตลอดเวลา ก็เริ่มมีบทบาทในระบบไฟฟ้าของประเทศมากขึ้นโดยลำดับ อย่างไรก็ตาม การผลิตพลังงานจากโรงไฟฟ้าหลัก เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจด้านต่างๆ ของประเทศ และผลิตพลังงานในช่วงที่พลังงานหมุนเวียนผลิตไม่ได้ นับว่ามีความจำเป็นต่อความมั่นคงในระบบไฟฟ้า ที่ต้องเตรียมกำลังผลิตไว้อย่างเพียงพอ และพร้อมสั่งเดินเครื่องได้ตลอดเวลา