ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/235628
การเมือง > ข่าวการเมือง : 28 ก.ค. 2559
เปิดคดีถอดถอน“ประชา ประสพดี”
สนช.เปิดแถลงคดีถอดถอน“ประชา” ป.ป.ช.ยำเละใช้อำนาจก้าวก่ายบอร์ดอต. เจ้าตัวโต้ไม่ได้แทรกแซง ยันมีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนบอร์ดองค์การตลาดได้
ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาการแถลงเปิดสำนวนถอดถอนนายประชา ประสพดี อดีตรมช.มหาดไทย ออกจากตำแหน่ง กรณีใช้ตำแหน่งรมช.มหาดไทย แทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการองค์การตลาด (อต.) กระทรวงมหาดไทย ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ส่ง เรื่องมาให้สนช.พิจารณา โดยมี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการป.ป.ช.เป็นตัวแทนป.ป.ช. ขณะที่นายประชา มาแถลงด้วยตัวเอง
น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการป.ป.ช. เป็นผู้แถลงเปิดสำนวนกล่าวหานายประชาว่า ในเดือนมิ.ย. 55 มีการร้องเรียนนายธีธัช สุขสะอาด ผอ.องค์การตลาดในขณะนั้นตามความผิดพ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 กรณีสมยอมราคา การปรับปรุงอาคารทรงไทย สำนักงานองค์การตลาด จ.ฉะเชิงเทรา ทำให้องค์การตลาดเสียประโยชน์ ซึ่งองค์การตลาดได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงและสรุปผลสอบสวน นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมองค์การตลาด ในวันที่ 2 พ.ย. 55 เพื่อพิจารณาเลิกจ้างนายธีธัช แต่ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 55 นายประชาได้โทรศัพท์ไปหารองประธานองค์การตลาด ในขณะนั้น เพื่อสั่งการให้ชะลอการประชุมองค์การตลาดในวันที่ 2 พ.ย.ออกไปก่อน ทำให้นายสำคัญ ธรรมรัต ประธานองค์การตลาดในขณะนั้น ต้องเลื่อนการประชุมออกไป แม้ต่อมานายสำคัญจะนัดประชุมองค์การตลาด เพื่อพิจารณาลงโทษนายธีธัชอีกครั้งในวันที่ 12 พ.ย. 55 แต่มีหนังสือลงนามจากนายประชาสั่งให้ชะลอการประชุมออกไปอีกจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
น.ส.สุภากล่าวว่า อย่างไรก็ตามในที่สุดองค์การตลาดได้นัดประชุมครั้งที่ 3 ในวันที่ 15 พ.ย. 55 และมีมติปลดนายธีธัชออกจากตำแหน่งผอ.องค์การตลาด ทำให้นายประชาโทรศัพท์ไปต่อว่า นายสำคัญที่นัดประชุม โดยฝ่าฝืนคำสั่งของนายประชา ขณะเดียวกันนายประชายังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า คำสั่งเลิกจ้างนายธีธัชขององค์การตลาด เป็นการประชุมโดยมิชอบ ไม่มีผลผูกพัน จากนั้นนายประชามีคำสั่งปลดคณะกรรมการองค์การตลาด 4 คน ที่เกี่ยวข้องกับการปลดนายธีธัช ซึ่งป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ของนายประชาเข้าข่ายการก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการองค์การตลาด แม้นายประชาจะเป็นรมช.มหาดไทย รับผิดชอบองค์การตลาด แต่ก็มีอำนาจกำกับดูแลเฉพาะเรื่องนโยบายเท่านั้น ไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายเรื่องการเลื่อนประชุม และการพิจารณาลงโทษ ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการองค์การตลาดได้
ทั้งนี้นายประชาได้รับการแต่งตั้งเป็นรมช.มหาดไทย เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 55 แต่ระหว่างนั้นยังไม่มีการถวายสัตย์ปฏิญาณ และการแบ่งงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งนายประชาได้รับมอบหมายให้ดูแลงานองค์การตลาด เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 55 ดังนั้นการดำเนินการของนายประชาในช่วงก่อนวันที่ 12 พ.ย. และหลังวันที่ 12 พ.ย.จึงเป็นการแทรกแซงองค์การตลาด เข้าข่ายถูกถอดถอน ตามความผิดมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 และมาตรา 64 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ. 2542 จึงส่งเรื่องให้สนช.ดำเนินการถอดถอนต่อไป
ด้านนายประชา แถลงคัดค้านว่า ตนขอคัดค้านทุกข้อกล่าวหา เพราะการที่ป.ป.ช.ได้มีมติส่งเรื่องถอดถอนตนนั้น ตามข้อกฎหมายทำไม่ได้ เพราะไม่ได้มีการยื่นคำร้องในการถอดถอนตนในกรณีดังกล่าวตั้งแต่แรก ประกอบกับคณะอนุกรรมการไต่สวน และกรรมการป.ป.ช.เสียงข้างน้อยได้ทักท้วงเรื่องนี้ แต่กรรมการป.ป.ช.ก็ไม่ได้วินิจฉัยขอบเขตอำนาจของตนเองก่อน แต่กลับส่งเรื่องให้ สนช.พิจารณาถอดถอนตน ส่วนข้อกล่าวหาว่า ตนใช้อำนาจหน้าที่เข้าไปแทรกแซงก้าวก่ายที่ประชุมอต.นั้น ป.ป.ช.ก็มีความเข้าใจคาดเคลื่อนในข้อกฎหมาย ทั้งเรื่องการเลิกจ้างผอ.อต.ที่จะต้องเสนอต่อผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งหรือถอดถอนให้ความเห็นชอบก่อน ซึ่งเรื่องนี้มีพยานและความเห็นทางกฎหมายจากหลายหน่วยงานทั้งในส่วนกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) รวมไปถึงคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง และความเห็นของคณะกรรมการกฏษฎีกายืนยันด้วย
ส่วนการใช้อำนาจสั่งการให้ชะลอการประชุมคณะกรรมการ อต.นั้น ตนยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนาก้าวก่ายแทรกแซง แต่ขอรอตนเข้าไปมอบนโยบายก่อน โดยได้ทำหนังสือแจ้งไปยัง อต.อย่างเปิดเผยและเป็นทางการ เพราะตนเข้าใจโดยสุจริตว่า รมช.มหาดไทยมีอำนาจหน้าที่ที่จะทำได้ ซึ่งศาลปกครองกลางก็ได้มีคำพิพากษาว่า ความเป็นรมช.ของตนสามารถใช้อำนาจหน้าที่ดังกล่าวและยังมีผลตามกฎหมายด้วย จึงทำให้มติของที่ประชุมก.ต.ที่สั่งให้เลิกจ้าง นายธีธัช ไม่มีผลและไม่ผูกพันตามกฎหมาย ซึ่งกรรมการ ป.ป.ช.ก็ยอมรับอำนาจหน้าที่ของตน
นายประชา กล่าวว่า ดังนั้น การกระทำของตน จึงไม่อาจถือว่า เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงตามที่ถูกกล่าวหาและก็ยังไม่มีเหตุผลใดที่จะเข้าไปช่วยหรือเอื้อประโยชน์กับนายธีรัชเพื่อไม่ให้ไปดำเนินการทางวินัยและอาญา อีกทั้งกระบวนการให้การดำเนินคดีกับนายธีธัชก็ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง กรรมการป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ให้ข้อกล่าวหาดังกล่าวตกไป ส่วนการดำเนินการทางวินัยก็สอบสวนจนเป็นที่ยุติว่า นายธีธัช ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงทำให้ ตนต้องดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งอำนาจในการแต่งตั้ง และถอดถอนกรรมการอต.พ้นจากตำแหน่งก็เป็นอำนาจของครม. ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้น ก็ทำเป็นประจำในทุกรัฐบาล และรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะอต.มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง และรัฐบาลปัจจุบันก็เปลี่ยนแล้วถึง 2 ครั้ง
“ผมมิได้มีเจตนาที่กลั่นแกล้งหรือทำความเสียหายให้แก่กรรมการคนใด ฉะนั้นด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจึงขอคัดค้าน โต้แย้งคำแถลงเปิดสำนวนข้อกล่าวหาทั้งหมด เพราะเป็นข้อกล่าวหาที่ผิดไปจากหลักการทางกฎหมายและไม่เป็นความจริง ขณะเดียวกับ รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ถูกยกเลิกไปแล้ว และผมก็ได้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีตั้งนานแล้ว จึงขอให้สนช.พิจารณาข้อเท็จจริงด้วยความเป็นธรรม”นายประชากล่าว
จากนั้น นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการซักถาม จำนวน 7 คน ก่อนได้กำหนดนัดประชุมเพื่อให้คณะกรรมาธิการซักถามถามคู่กรณีในวันที่ 11 สิงหาคมนี้ เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป
