ความสุขต้นทุนต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

ความสุขต้นทุนต่ำ

“We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable Rights; that among these are Life, Liberty, and the pursuit of Happiness.”

…From the Declaration of Independence

โลกในยุคนี้ที่เงินเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในแทบจะทุกเรื่อง เราจะเคยคิดตั้งคำถามหรือไม่ว่า เงินเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดหรือไม่ที่จะทำให้เรามีความสุข มีอะไรอื่นอีกหรือไม่ที่มีความหมายกับเราอย่างแท้จริงนอกจากเงิน

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า เงินซึ่งเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคบริโภค แทบทุกชนิดที่เราต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ปัจจัยสี่ทุกชนิดต้องใช้เงินในการซื้อหา ไม่ต้องคิดว่าในปัจจุบัน ปัจจัยไม่ได้มีแค่ 4 อย่างเหมือนในอดีตอีกต่อไป ยังมียานพาหนะ ค่าเดินทาง โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ต การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การศึกษาที่นับวันคนที่ไม่มีเงินจะกลายเป็นคนที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา (เห็นได้จากการเรียนหนังสือยังต้องกู้เงินมาเรียน) การเปิดโลกทรรศน์เพื่อได้เห็นโลกกว้างก็ต้องใช้เงินเป็นค่าเดินทางและที่พัก โลกที่เราบอกว่าเล็กและแคบกว่าแคบก็ไม่ได้เข้าถึงได้ง่ายๆ หากไม่มีเงิน ราวกับว่าโลกนี้จะเล็กลงได้ในทันใดหากมีเงินเป็นใบผ่านทาง

อยากชวนกันคิดว่า หากเรามีเงินอย่างจำกัด เรายังมีสิทธิ์มีเสียงในการเข้าถึงเรื่องเหล่านี้อยู่หรือไม่ เราจะหาความสุขจากการมีเงินไม่มากนักได้หรือไม่ ความสุขต้นทุนต่ำมีอยู่จริงหรือเปล่า

อันที่จริงปัญหาการเข้าถึงความสุขของคนทุกระดับ ไม่เลือกฐานะ และไม่เลือกสถานะทางสังคมนั้น เป็นปัญหาคลาสสิกของโลกใบนี้เสียด้วยซ้ำ เป็นอุดมคติของรัฐในการบริหารจัดการให้คนแต่ละคนในสังคมมีความสุขตามสถานภาพของตนเอง และให้คนแต่ละคนกำหนด “ความสุข” ในแบบของตนเองได้อีกด้วย ทุกวันนี้เราถูกกำหนด “ความสุขแบบสำเร็จรูป” จากสังคมไปเสียแล้ว และความสุขสำเร็จรูปเหล่านั้นถูกหล่อหลอมและทำให้เชื่อ และกลายเป็นความสุขที่ผู้คนพึงต้องเลือก ที่เลวร้ายคือ ความสุขสำเร็จรูปเหล่านี้ส่วนใหญ่ต้องใช้เงินในการได้มาทั้งสิ้น

มีคำกล่าวของ โทมัส เจฟเฟอร์สัน บิดาผู้ก่อตั้งประเทศ ผู้ประกาศอิสรภาพ และประธานาธิบดี คนที่ 3 ของสหรัฐอเมริกา ส่วนหนึ่งของคำประกาศมีประโยคที่อาจจะแปลความได้ทำนองว่า “…เป็นความจริงในตัวมันเองที่มนุษย์ทุกคนถูกสร้างมาให้เท่าเทียมกัน และผู้สร้างต้องการให้เราสามารถเข้าถึงสิทธิอันพึงได้ต่างๆ ที่ไม่ว่าใครก็เอาสิทธินั้นไปไม่ได้ สิทธิอันรวมถึง การมีชีวิตอยู่ การมีเสรีภาพ และการแสวงหาความสุข…” และกลายเป็นคำกล่าวที่เป็นอุดมคติสำหรับรัฐที่จะพยายามทำให้ประชาชนของตนได้รับสิทธิตามคำประกาศนั้น

แต่ในความเป็นจริง มนุษย์เราก็ไม่ได้เข้าถึงอุดมคติเหล่านั้น จนในภาพยนตร์เรื่อง “The Pursuit of Happyness” (ชื่อภาพยนตร์จงใจสะกดคำว่า Happiness ไว้ผิดตามที่ผู้สร้างเห็นคำดังกล่าวปรากฏบนกำแพงบนท้องถนน) ประโยคที่ผู้แสดงนำ “วิล สมิธ” พูดอย่างท้อแท้และเสียดสีว่า “ฉันจดจำได้และคิดว่า ทำไม โทมัส เจฟเฟอร์สัน จึงใส่คำว่า pursuit ไว้ในคำประกาศอิสรภาพ อาจจะเป็นเพราะว่า ความสุขนั้นคืออะไร ที่เราสามารถจะแสวงหาได้เท่านั้นแต่ไม่มีวันที่จะมีมันได้จริงๆ ไม่ว่าอะไรก็ตาม เขารู้ได้อย่างไรนะ”

คงจะคิดได้ไม่ยากว่า ขนาดประเทศที่เป็นต้นแบบของอุดมคติดังกล่าว ก็ยังไม่อาจเข้าถึงจุดนั้นได้จริง แต่อย่างน้อยสวัสดิการสังคม ความปลอดภัย การมีโอกาสในการศึกษา การมีงานทำ การมีช่องทางหาความสุขในชีวิตด้วยต้นทุนที่ไม่สูงเกินไป ตามแบบที่มนุษย์แต่ละคนต้องการอย่างแท้จริง ก็เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนแต่ละคนมีความสุขตามอัตภาพของตนเอง

ผมอยากจะคิดว่า ในเมื่อรัฐการันตีความสุขให้แก่เราไม่ได้ เราคงต้องหาทางช่วยเหลือตนเอง ด้วยการใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาด เชื่อมั่นศรัทธาในความถูกต้องดีงามว่า จะเป็นพาหนะนำพาเราไปสู่จุดที่เราสามารถช่วยตนเองได้ เราจำเป็นต้องรู้จักการวางแผนทางการเงิน เพื่อให้เรามีภูมิคุ้มกันในการอดออม ในการใช้จ่าย ในการแสวงหาความสุขที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินซื้อหามาเพียงอย่างเดียว และแสวงหาความสุขในแบบที่เราต้องการจริงๆ ไม่ใช่ความสุขสำเร็จรูปที่กระแสของคนในสังคมหล่อหลอมให้เราหลงเชื่อว่า “นั่นเป็นความสุขที่เราต้องแสวงหา” แต่มีต้นทุนในการเข้าถึง ที่เป็นแรงกดดันให้เราทำอะไรก็ได้ (ไม่ว่าจะถูกหรือผิด) เพื่อให้บรรลุความสุขชนิดที่…แท้ที่จริงอาจจะไม่ใช่ความสุขที่เราต้องการก็ได้

สมมติว่า ความสุขสำเร็จรูป คือ งานเลี้ยงสังสรรค์ ที่ต้องใช้เงินในการซื้อหา แต่อาหารในงานเลี้ยงเป็นอาหารที่เป็นโทษ และทำให้เรากินอิ่มเกินขนาด เกิดโรคอ้วน ไขมันในกระแสเลือด ต้นทุนความสุขชนิดนี้ มีทั้งค่าอาหาร ค่ายา และค่ารักษาพยาบาลที่ตามมา ไม่นับว่าโรคเหล่านี้อาจนำเราไปสู่ปัญหาการทำงาน ที่ล้วนแล้วแต่เป็นต้นทุนในการได้มาซึ่งความสุขแบบนี้

สมมติว่า ความสุขสำเร็จรูป คือ โทรศัพท์สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่ต้องพยายามผ่อนชำระเป็นงวดๆ ทั้งที่เราใช้งานจริงๆ เพียงไม่กี่ฟังก์ชั่นในโทรศัพท์รุ่นนั้น ไม่นับรวมค่าโทร ค่าเน็ต และ Package ต่างๆ ที่ตามมา เราจะอดใจไว้ เก็บเงินออมก้อนแรกให้ได้ก่อน แล้วเพิ่มพูนจนกว่าเราจะมีพร้อมค่อยซื้อหา เป็นความสุขที่มีต้นทุนสูงเกินกว่าฐานะของเราหรือไม่

สมมติว่า ความสุขสำเร็จรูป คือ รถยนต์ยี่ห้อหรู หรือรถกระบะรุ่นใหม่ล่าสุดที่เครื่องแรง พุ่งทะยานได้ดั่งใจนึก แล้วเราก็ซื้อหามาให้ได้เพื่อที่จะขับรถอย่างเกรี้ยวกราด ดุดัน เอาเป็นเอาตายกับเพื่อนร่วมถนนทุกคนจนแทบจะพร้อมลงมามีเรื่องกับใครก็ตามที่ขับปาด ขับแซงเราได้ทุกเวลา ไม่นับว่าอาจเกิดอุบัติเหตุที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น สูญเสียทั้งเรา ทั้งเขา ต้นทุนความสุขของเราจะสูงขนาดไหน

สมมติว่า ความสุขสำเร็จรูป คือ การจัดงานแต่งงานในโรงแรมหรู เชิญแขกเหรื่อมาร่วมงานคับคั่ง ได้หน้าได้ตากันอย่างเต็มอิ่ม ไม่นับว่าต้องถ่ายรูปสตูดิโอสวยงามราวกับเป็นพระเอก นางเอกในหนัง ความสุขในครอบครัวที่แท้จริง กลับไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าความรัก ความเข้าใจ ความซื่อสัตย์ต่อคู่รักของตน ซึ่งเงินก็ซื้อหามาไม่ได้ ถ้าเราไม่ประพฤติตัวอยู่ในร่องในรอย

ผมอยากจะคิดว่า “เงิน” หรืออีกนัยหนึ่งคือ “วัตถุสิ่งของต่างๆ” นั้น แท้ที่จริงไม่ได้เป็นเครื่องมือที่ทำให้เราได้เข้าถึงความสุข ไม่เถียงว่าเงินเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ได้รับการตอบสนอง และนำไปสู่การมีความสุขที่เป็นนามธรรมได้ แต่เราต้องตระหนักและมองให้เห็นว่า “ความสุข” หลายอย่างมีต้นทุนไม่มากเลย ความรื่นรมย์ของชีวิตหลายครั้งได้มาอย่างง่ายๆ เพียงแค่ใจเรามองให้เห็น แสวงหาให้ถูกทาง เข้าทำนอง “หาหัวใจให้เจอก็เป็นสุข” อย่างที่คุณแอ๊ด เขาว่าไว้

ผมคิดและเชื่อว่า “เงินนั้นมีมากเท่าไรก็ไม่พอใช้” และในขณะเดียวกัน “เงินมีน้อยเท่าไรก็ใช้พอ” หากเราเป็น “นาย” ของเงิน ไม่ใช่ “ทาส” ของเงิน

Leave a comment