ชาวนาสุรินทร์ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง เพื่อลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05047150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เทคโนฯ เกษตร

พิงค์บุ๊ก

ชาวนาสุรินทร์ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง เพื่อลดต้นทุน

ทุกวันนี้ ต้นทุนค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นทุกอย่าง โดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมี ที่อยู่ในเกณฑ์สูง แต่ราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดกลับชะลอตัวลดลง หากผลผลิตที่ปลูกได้ ขายไม่ได้ หรือขายได้ราคาต่ำ เกษตรกรก็อยู่ลำบากขึ้น เพราะรายรับไม่พอกับรายจ่าย ทางออกที่ดีที่สุดคือ ประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายลง เพื่อให้มีผลกำไรเหลืออยู่ในกระเป๋าได้มากที่สุด

วิถีชาวนา ตำบลสลักได

ในฉบับนี้จะขอพาไปเยี่ยมชมวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่บ้านตระแบก หมู่ที่ 4 ตำบลสลักได อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ชุมชนแห่งนี้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ผลผลิตแต่ละปีไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับปริมาณและการกระจายตัวของฝน เนื่องจากพวกเขาอาศัยอยู่นอกพื้นที่เขตชลประทาน ปลูกข้าวนาน้ำฝนได้เพียงปีละครั้ง ส่วนใหญ่ปลูกข้าวหอมมะลิเป็นหลัก

หลายสิบปีที่ผ่านมา ชาวนาในท้องถิ่นนี้ปลูกข้าวโดยใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีมาตลอด ทำให้ต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไรต่ำ เนื่องจากสภาพดินเสื่อมโทรม มีความเป็นกรดค่อนข้างสูง ไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูกพืช เนื่องจากเกิดจากการตกค้างของสารเคมี ปุ๋ยเคมี ที่มีการใช้อย่างไม่ระมัดระวังและต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดินตายไป ทำให้สภาพดินเสื่อมโทรม ขาดการบำรุงดิน มีอินทรียวัตถุในดินต่ำ ผลผลิตข้าวต่อไร่มีปริมาณต่ำ เฉลี่ยไร่ละ 400 กิโลกรัม เท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อปากท้องและรายได้ของเกษตรกรในวงกว้าง

ปี 2557 ชาวบ้านจึงรวมตัวกัน จัดตั้ง “กลุ่มเกษตรอินทรีย์” เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เริ่มจากหันมาทำนาอินทรีย์พร้อมกับทำปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นใช้เอง ประจวบเหมาะกับกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีโครงการ “1 ตำบล 1 ล้านบาท” เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน ทำให้เกิดโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชุมชน สร้างรายได้และลดต้นทุนการผลิต เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ของชุมชนแห่งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพึงพอใจของทุกฝ่าย เนื่องจากการดำเนินงานปีแรกสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้ 54 ตัน ขายปุ๋ยให้สมาชิกในราคากิโลกรัมละ 4 บาท สร้างเม็ดเงินสะพัดในท้องถิ่นกว่า 200,000 บาท รายได้จากการจำหน่ายปุ๋ยทางกลุ่มฯ จะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับผลิตปุ๋ยในรุ่นต่อไป

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว นับเป็นการปรับตัวสู้วิกฤตได้อย่างยั่งยืน เพราะได้ผลกำไรที่ดี 2 ต่อ ข้อแรก คือ ผลิตปุ๋ยใช้เอง เท่ากับลดรายจ่ายของเกษตรกร ข้อที่ 2 คือ สร้างโอกาสขายสินค้าข้าวอินทรีย์ได้มากขึ้น เนื่องจากทุกวันนี้ทั่วโลกกำลังตื่นตัวสนใจบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์ ดังนั้น ข้าวอินทรีย์ ของชุมชนแห่งนี้ จะขายได้ราคาที่ดี และเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อทั่วโลก

สูตรปุ๋ยอินทรีย์ ตำบลสลักได

ป้าจันทรา สำเร็จดี วัย 53 ปี หนึ่งในชาวนาที่เข้าร่วมกลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในชุมชนแห่งนี้ เล่าว่า การผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อแก้ปัญหาสภาพดินเสื่อมโทรม จะใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นมาเทกอง เช่น 1. มูลสัตว์ 100 กิโลกรัม 2. แกลบดิบ 100 กิโลกรัม 3. แกลบดำ 100 กิโลกรัม 4. รำอ่อน 10 กิโลกรัม 5. กากน้ำตาล 20 ซีซี (ช้อนโต๊ะ) 6. น้ำหมักชีวภาพ 20 ซีซี (ช้อนโต๊ะ) 7. น้ำสะอาด 100 ลิตร

เมื่อเตรียมวัสดุครบถ้วน เกษตรกรจะนำแกลบดิบ แกลบดำ มูลสัตว์ รำละเอียด ผสมให้เข้ากันก่อน หลังจากนั้นจะผสมน้ำหมักชีวภาพกับกากน้ำตาล น้ำ 10 ลิตร ที่เตรียมไว้ ใส่บัวรดน้ำราดบนกองมูลสัตว์กับแกลบให้ชุ่ม คลุกเคล้าให้เข้ากัน ปุ๋ยหมักจะมีความชื้น ประมาณ 50% หมักปุ๋ยทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน คลุมด้วยกระสอบป่านหรือผ้าใบ เมื่อปุ๋ยเกิดความร้อนให้กลับกองปุ๋ย 1-2 ครั้ง ต่อวัน หากสังเกตพบว่า ปุ๋ยหมักเกิดราสีขาว แสดงว่าจุลินทรีย์กำลังย่อยสลาย เมื่อหมักปุ๋ยครบ 7 วัน ชาวบ้านจะกรอกปุ๋ยใส่กระสอบที่เตรียมไว้ อัตราบรรจุ กระสอบละ 25 กิโลกรัม ก่อนนำไปจัดที่โรงเก็บปุ๋ย เพื่อรอการจำหน่ายต่อไป

“เมื่อต้องการนำปุ๋ยอินทรีย์ไปใช้งานในแปลงนา เกษตรกรจะนำปุ๋ยอินทรีย์ไปผสมดินก่อน จึงค่อยไถกลบตอซังก่อนหว่านเมล็ดข้าว เมื่อต้นข้าวเติบโต สูงประมาณ 1 นิ้ว จึงค่อยใส่ปุ๋ยอีกครั้งเพื่อบำรุงต้น เมื่อต้นข้าวโตเต็มที่จะให้ผลผลิตที่ดี ปริมาณข้าวต่อรวงสูงมาก เมล็ดข้าวแข็งแรง ไม่แตกหักง่าย แถมมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของข้าวหอมมะลิเมืองสุรินทร์ ซึ่งแตกต่างจากข้าวหอมมะลิที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยเคมี พบว่า เมล็ดข้าวไม่ค่อยมีกลิ่นหอม แถมเมล็ดข้าวมีสีออกคล้ำ ไม่น่ารับประทาน” ป้าจันทรา กล่าวในที่สุด

การทำปุ๋ยหมักคุณภาพสูง โดยไม่กลับกอง

ปัจจุบัน การผลิตพืชผักมีปัญหามาตลอด เพราะเกษตรกรผู้ผลิตขาดเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมและใช้สารเคมีเกษตรและปุ๋ยเคมีกันมากขึ้น เพื่อป้องกันและกำจัดโรคและแมลง ทำให้ผู้บริโภคได้รับผลจากสารพิษตกค้างในพืชผัก และเกิดปัญหามลภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นพิษตามมา ทั้งนี้ ประเทศไทยมีวัสดุอินทรีย์เหลือทิ้งจากภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก เช่น เศษพืช ใบไม้ ผักตบชวา ฟางข้าว ต้นข้าวโพด ถั่วต่างๆ แกลบ กากอ้อย ประมาณ 80 ล้านตัน ต่อปี ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่นำวัสดุดังกล่าวเผาทิ้ง จึงเป็นสาเหตุประการหนึ่งทำให้เกิดปัญหาสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมและภาวะโลกร้อนตามมา

คุณวุฒิชัย ทองดอนแอ นักวิชาการเกษตร ชำนาญการพิเศษ ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โทร. (081) 944-3805 จึงออกมาเรียกร้องให้เกษตรกรเรียนรู้วิธีการทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง โดยนำวัสดุอินทรีย์เหลือทิ้งจากภาคเกษตรและอุตสาหกรรมมาทำปุ๋ยหมักคุณภาพสูง และลดปริมาณขยะอินทรีย์ รักษาสภาพแวดล้อมและลดภาวะโลกร้อน

ปุ๋ยหมักที่จำหน่ายในท้องตลาดหรือที่เกษตรกรผลิตใช้เองในบางครั้ง อาจมีคุณภาพไม่คงที่ ธาตุอาหารหลักมากบ้าง น้อยบ้างตามวัตถุดิบ ทำให้ไม่ตอบสนองต่อการเจริญเติบโตของพืชในระยะต่างๆ โดยทั่วไป ในระยะแรกของการเติบโต พืชต้องการธาตุไนโตรเจนสูงสำหรับการเจริญเติบโต ช่วงออกดอกต้องการแร่ธาตุฟอสฟอรัส ช่วงออกผล ต้องการแร่ธาตุโพแทสเซียม ดังนั้น เกษตรกรจึงควรศึกษาเรียนรู้ว่าวัตถุดิบมีธาตุอะไรบ้าง เพื่อปรับสูตรให้เหมาะสมกับพืช ก่อนการผลิตปุ๋ยหมักแต่ละสูตร ควรนำธาตุอาหารในวัตถุดิบมาคำนวณ เพื่อกำหนดปริมาณและชนิดของวัตถุดิบที่จะใช้

คุณวุฒิชัย ยกตัวอย่างปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในวัตถุดิบแต่ละประเภท ยกตัวอย่าง เช่น

กลุ่มมูลสัตว์ ประเภท มูลค้างคาว มีปริมาณธาตุอาหาร N (1.05) : P (14.82) : K (1.84) มูลไก่ มีปริมาณธาตุอาหาร N (3.77 ) : P (1.89) : K (1.76) มูลกระบือ มีปริมาณธาตุอาหาร N (1.23) : P (0.55) : K (0.69) มูลโค มีปริมาณธาตุอาหาร N (1.91) : P (0.56) : K (1.40) มูลสุกร มีปริมาณธาตุอาหาร N (2.80) : P (1.36) : K (1.18)

กลุ่มพืช ประเภท ถั่วเหลือง มีปริมาณธาตุอาหาร N (2.71) : P (0.56 ) : K (2.47) ใบก้ามปู มีปริมาณธาตุอาหาร N (2.10) : P (0.09) : K (0.40) ผักตบชวา มีปริมาณธาตุอาหาร N (1.55 ) : P (0.46) : K (0.49) ใบกระถินณรงค์ มีปริมาณธาตุอาหาร N (1.58 ) : P (0.10) : K (0.40) ฟางข้าว มีปริมาณธาตุอาหาร N (0.59 ) : P (0.08) : K (1.72) ซังข้าวโพด มีปริมาณธาตุอาหาร N (1.78) : P (0.25) : K (1.53), (ดูเพิ่มเติมได้จากตารางแสดงปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในวัตถุดิบแต่ละประเภท)

นอกจากนี้ คุณวุฒิชัย ได้แนะนำการผลิตปุ๋ยหมัก 3 สูตร สำหรับ

สูตรที่ 1 ให้เตรียมวัตถุดิบ 100 กิโลกรัม แบ่งเป็น มูลวัว (แห้ง) 75 กิโลกรัม แกลบดิบ 5 กิโลกรัม แกลบดำ 5 กิโลกรัม กระถินสับแห้ง 5 กิโลกรัม รำละเอียด 10 กิโลกรัม

สูตรที่ 2 เตรียมวัตถุดิบ 100 กิโลกรัม แบ่งเป็น มูลโค (แห้ง) 50 กิโลกรัม มูลสุกร (แห้ง) 30 กิโลกรัม แกลบดิบ 10 กิโลกรัม กระถินสับ 10 กิโลกรัม และ

สูตรที่ 3 เตรียมวัตถุดิบ 100 กิโลกรัม แบ่งเป็น มูลโค (แห้ง) 40 กิโลกรัม มูลสุกร (แห้ง) 40 กิโลกรัม แกลบดิบ 10 กิโลกรัม กระถินสับ 10 กิโลกรัม

เมื่อตัดสินใจได้ว่า อยากทำปุ๋ยสูตรไหน และเตรียมวัสดุได้ครบตามสูตรแล้ว จึงค่อยเตรียมน้ำผสม โดยใช้หัวเชื้อน้ำหมัก 2 ลิตร กากน้ำตาล 10 ลิตร น้ำสะอาด 200 ลิตร และนำน้ำผสมแล้วมาเทราดกองปุ๋ยหมัก คลุกเคล้าให้มีความชื้น ประมาณ 40% เมื่อทำเสร็จจนครบทุกขั้นตอนการทำปุ๋ยหมัก จึงค่อยตักปุ๋ยหมักใส่ถุง น้ำหนัก 25 กิโลกรัม ต่อถุง ตั้งเปิดปากถุงเรียงเป็นแถวโดยไม่กลับกอง หมักอยู่ในถุงประมาณ 15 วัน จนเนื้อปุ๋ยหมักเย็น ไม่มีความร้อน จึงจะนำไปใส่ต้นพืชได้

หลักในการพิจารณาปุ๋ยหมักที่ใช้ได้แล้ว คุณวุฒิชัย แนะนำให้ดูจาก

1. สีของปุ๋ยหมัก จะเริ่มเข้มขึ้นกว่าเมื่อเริ่มกอง อาจเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล

2. อุณหภูมิภายในกองปุ๋ยหมัก เมื่อเริ่มกองใหม่ๆ จะร้อนมาก เมื่อกองไป 3-5 วัน ความร้อนจะลดลง เมื่ออุณหภูมิภายในและภายนอกกองไม่แตกต่างกัน จนกองปุ๋ยหมักเย็น ใช้เวลาประมาณ 10-15 วัน

3. สังเกตกลิ่นของปุ๋ยหมัก ถ้าเป็นปุ๋ยหมักใช้ได้ ปุ๋ยหมักจะมีกลิ่นคล้ายกลิ่นของดินตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม มาตรฐานของปุ๋ยหมักที่แนะนำก็คือ

1. มีอัตราส่วนสารประกอบคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C/N ratio) ไม่มากกว่า 20 : 1

2. เกรดปุ๋ยไม่ควรต่ำกว่า 1-1-0.5 (%ของ N, P2O5, K2O ตามลำดับ)

3. ความชื้นและสิ่งที่ระเหยได้ ไม่ควรมากกว่า 35-40% (โดยน้ำหนัก)

4. ปริมาณอินทรียวัตถุ ประมาณ 30-60% (โดยน้ำหนัก)

5. ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ประมาณ 6.0-7.5

6. ปุ๋ยหมักที่ใช้ได้แล้ว ต้องไม่มีความร้อนหลงเหลืออยู่

7. ปุ๋ยหมักที่ดี ต้องปราศจากเชื้อโรคทุกชนิด

8. ปุ๋ยหมักที่ดี ต้องไม่มีกลิ่น

สำหรับปุ๋ยหมักทั้ง 3 สูตร ข้างต้น คุณวุฒิชัย ได้แนะนำวิธีการใช้ประโยชน์ปุ๋ยหมักในแปลงเพาะปลูกว่า สำหรับพืชผัก ควรใช้ปุ๋ยหมักคลุกบนแปลงปลูก ในอัตรา 200 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือใช้ปุ๋ยหมักรองก้นหลุมก่อนปลูก หรือย้ายต้นกล้าอัตรา 1-2 กำมือ ต่อหลุม ต่อต้น ทั้งนี้ ควรใส่ปุ๋ยหมักในกลุ่มพืชผักและข้าวโพดฝักอ่อน ประมาณ 2 ครั้ง ต่อรุ่น หากเป็นกลุ่มไม้ผล ควรใส่ปุ๋ยหมักอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ในอัตรา 1-2 ตัน ต่อไร่ ควรใส่ที่โคนต้นรอบทรงพุ่ม โดยคำนวณ จากต้นไม้ผลในแปลง แบ่งใส่เท่าๆ กัน ในอัตราที่กำหนด

“การผลิตปุ๋ยหมักทั้ง 3 สูตร เมื่อนำไปใช้ประโยชน์ในแปลงเพาะปลูก จะช่วยเพิ่มธาตุอาหารแก่พืช ในลักษณะต่อเนื่อง ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพและคุณสมบัติทางเคมีของดิน ที่สำคัญยังช่วยเพิ่มผลผลิตพืชและช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี” คุณวุฒิชัย ทองดอนแอ กล่าวในที่สุด

Leave a comment