สังสรรค์“อานันท์ ปันยารชุน”อายุครบ 7 รอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/238712

วันอานันท์, สังสรรค์, อานันท์, ปันยารชุน, อายุ, ครบ, รอบ, สังสรรค์อานันท์, ปันยารชุนอายุครบ, อานันท์ ปันยารชุน, กลาง, ตอนนี้, ความสุข, สีแดง
วันอานันท์, สังสรรค์, อานันท์, ปันยารชุน, อายุ, ครบ, รอบ, สังสรรค์อานันท์, ปันยารชุนอายุครบ, อานันท์ ปันยารชุน, กลาง, ตอนนี้, ความสุข, สีแดง
วันอานันท์, สังสรรค์, อานันท์, ปันยารชุน, อายุ, ครบ, รอบ, สังสรรค์อานันท์, ปันยารชุนอายุครบ, อานันท์ ปันยารชุน, กลาง, ตอนนี้, ความสุข, สีแดง
วันอานันท์, สังสรรค์, อานันท์, ปันยารชุน, อายุ, ครบ, รอบ, สังสรรค์อานันท์, ปันยารชุนอายุครบ, อานันท์ ปันยารชุน, กลาง, ตอนนี้, ความสุข, สีแดง

การเมือง  : 19 ส.ค. 2559

สังสรรค์“อานันท์ ปันยารชุน”อายุครบ 7 รอบ

เฟซบุ๊ก อาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ AnekLaothamatas ได้โพสต์ข้อความ งานสังสรรค์และงานวันเกิดของนายอานันท์ ปันยารชุน อายุครบ 7 รอบ

       เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 59 ณ สยามสมาคม ว่า ตั้งแต่แดดร่ม หลังพายุฝนซาตัว คนร่วมร้อยมาทานอาหารสังสรรค์และร่วมงานวันเกิดคุณอานันท์ ปันยารชุน อายุครบ 7 รอบ แบบกันเอง มีคนหลายวัยมาในงานนี้ ตั้งแต่ วัยแปดสิบเศษ เช่น อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์, ดร.เสนาะ อูนากูล, เจ็ดสิบเศษ เช่น ดร.อัมมาร สยามวาลา, พิภพ ธงไชย, นิวัติ กองเพียร, ลงมาถึงคนวัยหกสิบเศษ เช่น ดร.ณรงค์ เพชรประเสริฐ, พงษ์โพยม วาศภูติ, รสนา โตสิตระกูล ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, ประสาร มฤคพิทักษ์, ลงมาจนถึงคนวัยหกสิบ ห้าสิบ และต่ำกว่า

บนเวทีมี เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ อ่านกวีอวยพรวันเกิด และ ปรีชา เถาทอง เขียนภาพ ประกอบบทกวี ทั้งสองเป็นศิลปินแห่งชาติ และ ธีรยุทธ บุญมี ขึ้นไปเป็นตัวแทนคนมาร่วมงานทั้งหมดอวยพรเจ้าของวันเกิด

การสนทนามีหลากหลายเรื่อง แต่ละโต๊ะก็ต่างๆกันไป แต่สองสามโต๊ะที่ผมโฉบไปพูดคุยด้วยยังเป็นควันหลงของประชามติ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสท่านหนึ่ง ไม่ใช่แดงแน่ๆ ท่านเล่าว่าไปหย่อนบัตรไม่รับทั้งรัฐธรรมนูญไม่รับทั้งคำถามพ่วง ท่านคิดตรงกับพวกสีแดงจริงๆ อย่างสิ้นเชิง ท่านงงงันมาก ไม่เข้าใจประชาชน คุณหมอใหญ่แห่ง สปท. ไม่ใช่แดงแน่ๆ ท่านไม่บอกว่าลงคะแนนอย่างไร ถ้าให้ผมอนุมานท่านรับรัฐธรรมนูญ แต่ไม่รับคำถามพ่วง ท่านเสนอว่าประชาชนดูจะเป็นผู้ใหญ่มาก ไม่สนใจรายละเอียด รู้คร่าวๆเนื้อหารัฐธรรมนูญ แต่อยากเห็นบ้านเมืองเดินหน้าต่อไป ให้เสียหายน้อยที่สุด ทำอะไรที่ดีที่สุดเท่าที่พอจะทำได้ในเวลานี้

//

ผมเติมให้ว่า คนไทยเราแปลกนะ เรามักตัดสินใจในยามวิกฤตได้เก่งที่สุด เต็มไปด้วยเชาวน์ไวไหวพริบ ไม่ค่อยผิด และไม่ผิดได้ต่อเนื่องด้วยนะ

ตอนสงครามโลกนั้น ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกตลอดอ่าวไทย รอมร่อจะนองเลือดกันใหญ่ เรารบต้านทานไม่กี่ชั่วโมง ก็ยอมให้กองทัพพระเจ้าจักรพรรดิผ่านไทยอย่างสันติ ญี่ปุ่นบุกไหนตายเป็นหมื่นเป็นแสนในจีนตายหลายล้าน แต่เรามีไหวพริบมาก หยุดรบทันที ทั้งที่เตรียมรบกับผู้รุกรานจนเลือดหยดสุดท้าย ย้ำว่าไม่ใช่เพียงรัฐบาลเราจะมีไหวพริบเท่านั้น แต่ประชาชนไทยก็ร่วมมือกับรัฐบาล ร่วมกันไม่ต้านทานญี่ปุ่น

แน่นอนว่าตอนอยู่ในเหตุการณ์ย่อมถกเถียงกันได้ว่าตัดสินใจอย่างนั้นถูกหรือเปล่า แต่เวลานี้คิดย้อนหลัง สรุปได้ว่าคนอะไรประเทศอะไรเก่งจริงๆเอาชีวิตคนเป็นหมื่นเป็นแสนรอดจากเงื้อมมือทหารโหดชาวญี่ปุ่นมาได้ เราไม่เพียงแต่เอาตัวรอดจากอาณานิคม“ผิวขาว” มาได้ นั่นก็เกือบจะเหลือเชื่อ แต่ยังเอาตัวรอดต่อมาจาก “ภัยเหลือง” คือจากกองทัพญี่ปุ่นในสงครามโลกมาได้อีก

ตอนที่ญี่ปุ่นแพ้นั้น ความจริงเราต้องแพ้ตามญี่ปุ่น แต่แล้วเราก็ตัดสินใจอย่างมีไหวพริบ กระโดดเข้าร่วมสงครามเย็นในค่ายอเมริกาเต็มเหนี่ยวเลย ไม่เป็น “กลาง” อะไรอีกแล้ว เป็นฝ่ายเสรีฝ่ายอเมริกาเต็มที่ ผลก็คืออเมริกาซึ่งใหญ่ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของโลก ต้องมาช่วยไทยเอาไว้ไม่ยอมให้ฝ่ายอังกฤษฝรั่งเศสมาเอาคืน การตัดสินใจของรัฐบาลไทยหลังสงครามโลกจึงทำได้ถูกอีกในแง่นี้

แล้วไทยเราก็เข้าร่วมในสงครามเย็นกับฝ่ายอเมริกา แต่ก็หลักแหลมพอที่จะไม่ถลำเข้าสู่สงครามร้อน บางครั้งหวุดหวิด บางครั้งจวนๆ จะเข้า แต่ที่สุดก็ไม่เข้ารบเต็มตัวแบบเวียดนาม แบบลาว แบบเขมร การตัดสินใจได้ดีในยามวิกฤตทำให้เรารอดจากสงครามเย็นมาได้อีก

ฉะนั้นเวลานี้ที่บ้านเมืองยังอยู่ในวิกฤตในสิบปีมานี้ ค่อยๆ ดู ค่อยๆฟัง ค่อยๆคิดตามประชาชนบ้างน่าจะดี จริงอยู่เวลาบ้านเมืองปกติหรือสถานการณ์เรียบร้อย รัฐและประชาชนมักทำอะไรได้ไม่ดีดังใจ ไม่ดีดังที่ตำราหรือทฤษฎีอยากให้ดี แต่อย่าลืมคนไทยเรามักจะทำได้ดีเวลาวิกฤตเสมอ เรียนรู้อะไรจากประชามติให้มากหน่อยน่าจะไม่ผิด เพราะคนไทยมีเค้าว่าจะตัดสินใจในยามวิกฤตได้ดีได้ถูกเป็นพิเศษ เอาประวัติศาสตร์เป็นเครื่องพิสูจน์ ย่อมเห็นอย่างนั้น

แล้วคุณอานันท์ก็ขึ้นมากล่าวขอบคุณและให้แง่คิดแก่เพื่อนมิตรผู้มาแสดงมุทิตาจิตท่านในโอกาศวันเกิดครบ 84 ปี ท่านพูดหลายเรื่อง และก็พูดถึงครอบครัว ท่านรักลูกรักภรรยา ครองชีวิตคู่กับคุณหญิงมา 61 ปี แต่คุณหญิงล้มป่วยมาร่วมสามสิบปี เมื่อเร็วๆ นี้ลูกๆจัดงานวันเกิดให้คุณแม่ เขาถามคุณแม่ว่าตั้งแต่มีครอบครัวมายาวนานคุณแม่จำได้ไหมว่า ตอนไหนมีความสุขที่สุด ย่อมเดาได้ว่าคุณอานันท์นั้นท่านสงสารและเห็นใจในความทุกข์อันเนื่องมาจากปัญหาสุขภาพเรื้อรังของคุณหญิง คุณอานันท์เล่าต่อเสียงเครือว่าคุณหญิงตอบรวดเร็วว่า “ตอนนี้”ไงลูก แม่มีความสุขที่สุดตอนนี้

ที่ประชุมงัน ตกอยู่ภวังค์ คุณอานันท์เล่าต่อ คุณหญิงท่านไม่คิดหวนหาอดีตว่ามีอะไรที่สุข และท่านก็ไม่ไขว่คว้าหรือดิ้นรนที่จะมีอะไรเป็นอะไรที่สุขกว่าในอนาคต แม้ยามที่ท่านป่วยไข้ ณ ที่นี่ ในตอนนี้ก็คือ “ความสุข”ของท่านแล้ว

ผมคิดต่อว่าคุณหญิงท่านเป็นปุคคลาฐิษฐานยิ่งกระไรของความคิดไทย ที่ทรงปัญญา อดีตนั้นเอากลับขึ้นมาทำใหม่ไม่ได้ อนาคตนั้นจะฝันเอาก็หาได้ ต้องอยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ค่อยๆ คลี่คลาย ไม่ทำปัจจุบันให้พลาด หรือพลาดอีก อย่าใช้แต่ความรู้ หากต้องใช้ไหวพริบและที่สำคัญต้องใช้ปัญญาด้วย

ผมเชื่อมากขึ้นจากที่ฟังคุณอานันท์เล่าเกี่ยวกับคุณหญิงของท่านว่าคนไทยนั้นมี

ผมเชื่อมากขึ้นจากที่ฟังคุณอานันท์เล่าเกี่ยวกับคุณหญิงของท่านว่าคนไทยนั้นมีภูมิปัญญาจริงๆ คิดเป็น อยู่เป็น ทำเป็น ในการเอาตัวให้รอดปลอดภัยได้ในยามวิกฤต

คุณอานันท์ปิดท้ายว่า เสียดายงานคืนนี้ไม่ได้เจอเพื่อนมิตรที่เป็นพวก“สีแดง” เข้าใจว่าคนจัดไม่ได้เชิญ ท่านรักพวกสีแดงด้วย แม้จะไม่เห็นด้วยในเรื่องวิธีการบางเรื่อง แต่ปัญหาที่สีแดงหยิบยกขึ้นมานั้นท่านเข้าใจและเห็นด้วยไม่น้อย ท่านอยากให้ทุกฝ่ายทุกสีคุยกัน ฟังกัน หารือกันและผมขอปิดท้ายของผมเองว่า“ให้เกียรติ”กันด้วย ทำไมถึงคิดเช่นนั้น เพราะการที่ท่านเอ่ยถึงสีแดงในงานที่คนส่วนใหญ่แทบทั้งหมดไม่ใช่สีแดง แม้ว่าไม่ใช่เหลืองทั้งหมดก็ตาม ย่อมชี้ว่าท่านต้องการให้เกียรติสีแดง คิดถึงสีแดง ให้คุณค่ากับสีแดงด้วย

ฟังคุณอานันท์จบ ผมค่อยๆปลีกตัวออกจากงาน กลับบ้านด้วยความอิ่มเอิบใจ ครับ ขอกราบอารธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลจงบันดาลให้คุณอานันท์อายุมั่นขวัญยืน เป็นผู้ใหญ่ที่เคารพรักของทุกสีตลอดไป…

 

Leave a comment