ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/238987
การเมือง : 21 ส.ค. 2559
เวทีสมัชชาปปช.ร่าง “พิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง”
เวทีสมัชชาปปช.ร่าง “พิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง” “อาทิตย์” ชี้ระบบการเมืองล้มเหลว เปรียบเลือกตั้งคือการประมูลประเทศ ซื้อสิทธิ์-ขายเสียง เป็นประเพณี
21 ส.ค.59 — สมัชชาประชาชนปฏิรูปประเทศ(สปป.) จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ(ป+ป)ปฏิรูปประเทศไทย “เดินหน้าปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ครั้งที่1เป็นวันที่ 2 โดยมีนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทลัยรังสิต ในฐานะประธานสปป. กล่าวเปิดงานพร้อมแสดงวิสัยทัศน์ปฏิรูปประเทศไทยตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ต้องเผชิญภัยคุกคามภายในและภายนอกประเทศ ประชาชนเผชิญชีวิตลำบาก เกิดจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ที่ขยายวงออกไปทุกภาคส่วนของสังคม ส่งผลกระทบความเชื่อมั่นของรัฐบาล ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเศรษฐกิจตกต่ำ ค่าครองชีพสูง มีอาชญากรรม โกงกิน ทุจริต คอรัปชั่นทุกวงการ ผู้คนในสังคมขาดคุณธรรมจริยธรรม เกิดการทุจริตที่ฝังลึกของระบอบการเมืองและระบบราชการ เกิดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม ระบบเศรษฐกิจถูกผูกขาดจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่และทุนต่างชาติ มีการรับสัมปทานผูกขาดจากรัฐ ช่องว่างรายได้ มาตราฐานชีวิตการเป็นอยู่สังคม โครงสร้างภาษีที่ไม่เป็นธรรม เป็นสาเหตุหนึ่งของการทุจริต ระบบการเมืองที่ล้มเหลว การเลือกตั้งแปรสภาพเป็นการประมูลประเทศ ซื้อสิทธิ์ขายเสียงจนการเป็นประเพณี การเมืองกลายเป็นธุรกิจ กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ขาดความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม เลือกปฏิบัติ
นายอาทิตย์ กล่าวต่อว่า เวทีนี้เปิดให้กับกลุ่มทุกกลุ่มที่เห็นต่างกับบ้านเมือง ตนเชื่อว่าถ้าทุกฝ่ายได้มีโอกาสแสดงความเห็นเพื่อหาทางออกให้กับประเทศไทยนั้น เราก็จะได้ฉันทามติโดยไม่ต้องทำประชามติ ทำให้เกิดสังคมธรรมาธิปไตย ที่จะนำไปสู่สังคมประชาธิปไตยขั้นสูงสุด ที่ประกอบด้วย 3 มิติ คือ 1.เป้าหมายที่เน้นประโยชน์สุขของประชาชน 2.รูปแบบและวิธีการการได้มาซึ่งตัวแทนของประชาชน ระบอบประชาธิปไตย ที่จะยึดโยงการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งการเลือกตั้งไม่ใช่ทั้งหมดเพื่อให้ได้คนที่ดีเข้ามา แต่รูปแบบอื่นที่ทำให้ได้คนดีเท่ามา อาทิ การสรรหา การแต่งตั้ง ก็ควรจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนด้วย 3. การสร้างมโนสำนึก คือสำนึกที่จะทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ
“ไม่มีช่วงเวลาใดเหมาะสมปฏิรูปประเทศ แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติแล้ว แต่ถ้าคนไทยยังเดินไม่ถูกทาง คนไทยก็จะยังไม่สามารถจะพัฒนาเทียบเท่าประเทศอื่นได้ ผมคิดว่าเราต้องจริงจังกับประเทศไทย ต้องปฏิรูปประเทศไทยก่อนเลือกตั้งทันที โดยสมัชชาฯจะเดินหน้าผลักดันการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องเพื่อประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง”นายอาทิตย์ กล่าว
“เอนก” ชง ยุบภูมิภาครวมส่วนกลาง เลือกตั้งผู้ว่าฯ-ขึ้นตรงนายกฯ
ด้านนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตประธานกรรมาธิการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) กล่าวเกี่ยวกับการปฏิรูประบบการบริหารราชการแผ่นดิน และโครงสร้างการกระจายอำนาจตอนหนึ่งว่า ขอเสนอให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วควบรวมอบจ.กับภูมิภาคเข้าด้วยกันโดย จังหวัดจะเป็นเหมือนกึ่งส่วนกลางเชื่อมโยงกับนายกรัฐมนตรี แล้วให้เกิดจังหวัดปกครองตัวเอง ซึ่งผู้ว่าฯทุกจังหวัดจะประชุมกับนายกฯทุกเดือน เพื่อหารือเชื่อมลงไปยังท้องถิ่น นอกจากการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่ส่วนใหญ่จะหารือในระดับกระทรวงหรือกรม ถ้าพูดให้ตื่นเต้นคือยุบส่วนภูมิภาคออกไป แต่ถ้าพูดตามหลักคือให้ข้าราชการจากที่ผ่านมาสังกัดตามกรมในส่วนกลาง ให้ลงมาอยู่ที่จังหวัดโอนไปขึ้นตรงกับผู้ว่าฯ เพราะประเทศไทยไม่มีคนของพื้นที่ลงไปทำงานอย่างแท้จริง งานต่างๆของกรมจะไปอยู่กับจังหวัด เช่น งานพัฒนาต่างๆ ระดับกรมจะทำอะไรที่ใหญ่กว่าจังหวัด แล้วมีระดับท้องถิ่นอยู่ใต้จังหวัดอีกชั้น
“ผู้ว่าฯจะขึ้นกับนายกฯทั้งหมด ไม่ใช่ขึ้นกับรมว.มหาดไทยเหมือนที่ผ่านมา และต้องทำงานเชิงพื้นที่ให้มากขึ้นกว่างานแบบนโยบาย นอกจากนี้ ในระดับ อบต. อบจ. อาจจะต้องยกฐานะเป็นเทศบาลอำเภอมีฐานะใหญ่ขึ้น งบปนะมาณมากขึ้น ส่วนผู้ว่าเดิมฯที่มาจากการแต่งตั้ง จะไปเป็นรองผู้ว่าฯฝ่ายประจำในจังหวัด แล้วเติบโตตามสายขึ้นมาเป็นรองปลัดฯฝ่ายพัฒนาภาคต่อไป ขณะที่นายอำเภอจะเป็นรองนายกฯเทศบาลอำเภอฝายประจำ เพราะฉะนั้นกระทรวงมหาดไทยจะกลายเป็นกระทรวง ทำงานด้านพัฒนาภาคและความมั่นคงภายใน ตัวรัฐมนตรีเองต้องเป็นรองนายกฯฝ่ายปกครองพื้นที่ และไม่ได้ดูแลผู้ว่าฯโดยตรง แต่นายกฯจะเป็นผู้สั่งการ” นายเอนก กล่าว และว่า สำหรับผู้ว่าฯเลือกตั้งมีข้อดีคือ อยู่ในวาระ4ปี ซึ่งมากกว่าการแต่งตั้งที่บางครั้งอยู่ในตำแหน่งเพียงไม่กี่เดือน นอกจากนี้งานต่างๆของกรมจะไปอยู่กับจังหวัด เช่นงานพัฒนาต่างๆ แต่กรมต้องทำอะไรที่ใหญ่กว่าจังหวัด สำหรับตัวรัฐมนตรีต้องมีความอาวุโส ผ่านงานด้านพื้นที่มาก่อน งบประมาณกระทรวงจะลงไปอยู่ที่จังหวัด ทำให้งานปฏิรูปเป็นงานประจำ”
นายเอนก ยังกล่าวด้วยว่า กรณีเลือกตั้งผู้ว่าฯอาจมีบางคนกังวลจะมีระบบอุปถัมภ์ หรือซื้อเสียงนั้น เราอาจต้องกำหนดคุณสมบัติที่เข้มงวด การหาเสียงต้องอยู่ในจุดที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)จัดขึ้น และขึ้นป้ายหาเสียงตามพื้นที่กำหนด รวมถึงอาจต้องทดสอบความรู้ด้วย โดยไม่จำเป็นต้องยึดรูปแบบการเลือกตั้งสส. สว.เท่านั้น สิ่งสำคัญผู้ว่าฯเลือกตั้งต้องเป็นคนในพื้นที่อย่างแท้จริง
“วิชา มหาคุณ” ดัน รื้อศาล หัวใจสำคัญปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
ขณะที่นายวิชา มหาคุณ คณะบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทลัยรังสิต และอดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กล่าวตอนหนึ่งว่า ได้กล่าวถึงเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมว่า ตนเข้าใจว่าอาจจะต้องปฏิรูปศาลด้วย ตามหลักแล้วเรายังขาดเรื่องของการรักษาความมั่นคงของชาติในด้านความยุติธรรม อันเป็นส่วนสำคัญของประเทศ ผู้พิพากษาต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน ต้องไว้วางใจได้ ตนขอยึดหลักการเศรษฐกิจพอเพียงของของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ซึ่งหลักการนี้เป็นหลักการสายกลาง ถ้านำมาใช้กับการปฏิรูปก็จะต้องแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง คือ 1.กระบวนการความยุติธรรมพื้นฐานในระดับชุมชน ให้ประชาชนผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นอาสาสมัครดูแลประชาชนโดยไม่รับเงินเดือน ซึ่งประชาชนที่เสียสละ มีจิตอาสาจะทำให้รอดพ้นจากการทจริตได้ และกระบวนการที่ 2. ก็คือศาลจังหวัดที่มีทุกจังหวัด ถ้ากระบวนการยุติธรรมในระดับชุมชนไม่สามารถดำเนินการได้ก็จะนำไปสู่ศาลจังหวัดที่จะยุติกันที่ศาลนี้ ไม่ต้องให้เรื่องไปรุงรังที่ศาลฎีกาแบบที่ผ่านมา
“ประเทศที่ประสบความสำเร็จเรื่องการใช้ระบบความยุติธรรมสำหรับชุมชนก็คือประเทศนิวซีแลนด์และประเทศออสเตรเลีย ซึ่งประยุกต์เอาระบบของชนเผ่าดั้งเดิมมาใช้กับกระบวนการยุติธรรมสมัยใหม่ ซึ่งตนคาดว่าระบบนี้เป็นระบบถือเป็นทางสายกลางที่สุด สร้างภูมิคุ้มกันให้รู้ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในสถานการณ์ข้างหน้า ในเรื่องความยุติธรรมถ้าไม่นำหลักพื้นที่ไปสู่ประชาชนอย่างเด็ดขาด ความยุติธรรมจะล้มเหลวไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ มีเหตุมีผล ชอบด้วยกฎหมาย และพิสูจน์ได้ว่ามีความถูกต้องชอบธรรม”นายวิชา กล่าว
อดีต สปช. แนะ ปฏิรูปตำรวจเป็นวาระเร่งด่วน
ส่วนนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตสปช. กล่าวในเรื่องการปฏิรูปตำรวจว่า ประชาชนส่วนมากเห็นว่าตำรวจอยู่ในวาระปฏิรูปที่สำคัญเร่งด่วนที่สุด แต่รัฐบาลนี้อาจมองไม่ตรงกัน เพราะเห็นว่ายังไม่ใช่วาระเร่งด่วน ทำให้โอกาสในการปฏิรูปตำรวจน้อยลงไป สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นคือ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ต้องลดอำนาจสั่งการ แต่งตั้งโยกย้ายที่มีมากจนมากเกินไป แต่ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ก็ยิ่งทำให้โอกาสในการปฏิรูปตำรวจลดลงไปอีก เพราะยังให้อำนาจเต็มอยู่ที่ผบ.ตร. นอกจากนี้ตำรวจยังเข้าไปมีส่วนยุ่งเกี่ยวกับอาชญากรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น หวย บ่อน และการพนันอีกด้วย
“ตำรวจถือเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม แต่ฝ่ายสอบสวนยังขึ้นตรงกับผู้บังคับบัญชา นั่นทำให้ขาดความเป็นอิสระ ผู้บังคับบัญชาอาจสั่งให้ทำสำนวนอ่อน หรือถอนสำนวนออกไปได้ เพราะฉะนั้นควรกระจายอำนาจออกไปที่ตำรวจจังหวัดแล้วให้ไปขึ้นตรงกับผู้ว่าฯเลือกตั้ง จะทำให้กระบวนการยุติธรรมจบลงภายในจังหวัดของตัวเอง ด้านการสอบสวนต้องมีอัยการเข้ามาเป็นหลัก ตามด้วยพนักงานสอบสวนตำรวจ และที่สำคัญภาคประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อรับประกันความเป็นธรรม ขณะที่งานสอบสวนต้องแยกออกจากสำนักงานตำรวจฯหรือส่วนกลางออกไปเลย หรือจะนำไปไว้ที่อัยการเลยก็ได้ ขออย่างเดียวงานสอบสวนต้องมีอัยการ กับประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ส่วนระดับอำเภอนายอำเภอก็จะเข้ามามีส่วนด้วย”นายสังศิต กล่าว
นายสังศิต กล่าวต่อว่า ที่พูดแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะไปยุบกองปราบปราม หรือกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยังคงมีอยู่ แต่จะต้องมีไว้เพื่อช่วยเหลือระดับจังหวัด กรณีหากคนร้ายมีการหลบหนีข้ามจังหวัด ถ้าทำแบบนี้ได้งบฯจะลดลงไปได้มากขึ้น ตำรวจจะได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าเดิม ไม่ต้องมาวิ่งซื้อขายตำแหน่งอีก และไม่ต้องอาศัยนายพลตำรวจที่มีอยู่จำนวนมาก เพราะมันไม่เกี่ยวกับประชาชนเลย โรงพักตามจังหวัดกลับสำคัญกับประชาชนมากที่สุด ขณะที่เรื่องการรับบุคคลเข้าเป็นตำรวจ เป็นไปได้ควรคัดเฉพาะผู้ที่จบปริญญาตรี ส่วนผู้ที่ต่ำกว่านั้นก็ให้มีการตอบแทนแล้วนำไปอยู่ในจังหวัดสำหรับสำนักงานตำรวจฯ ก็ยังมีอยู่แต่จะทำหน้าที่ดูแลงบประมาณต่างๆ ลงไปจนถึงจังหวัด อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าถ้าเป็นในลักษณะนี้อาชญากรรม และภาระในกิจการตำรวจจะลดลงอย่างมาก
