ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 19 ส.ค. 2559 05:15
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/694686

พล.อ.สาธิต พิธรัตน์ ประธานกรรมการบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยในงานแถลงข่าวก้าวสู่ปีที่ 14 ของการจัดตั้งบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด และปี 133 ของกิจการไปรษณีย์ไทย ว่า ปัจจุบันไปรษณีย์ไทยต้องปรับตัว และปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องกับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิตอลของรัฐบาล เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2562 การบริหารและการบริการของไปรษณีย์ต้องเป็นยุคดิจิตอลอย่างสมบูรณ์
นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไปรษณีย์ไทย กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2559 ต่อเนื่องจนถึงปี 2560 ไปรษณีย์ไทยจะนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือระบบไอซีที มาปรับปรุงการให้บริการมากขึ้น ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ไปรษณีย์ไทย…เครือข่ายชีวิตดิจิตอล” โดยจะปรับระบบการรับฝาก การส่งของ และการนำจ่ายสิ่งของ ให้มีประสิทธิภาพรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น “พร้อมโพสต์ (Prompt Post)” เพื่อรองรับการบริการธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเปิดบริการรับส่งสิ่งของล่วงหน้า และถ้าสิ่งของมีจำนวนมาก ก็สามารถเรียกแมสเซนเจอร์โพสต์ไปรับที่บ้านได้
ขณะเดียวกัน ไปรษณีย์มีบริการกล่องพร้อมส่งสีฟ้า ทั้งหมด มี 4 ขนาด ได้แก่ ขนาด SS/S ราคา 35 บาทและขนาด M/L 65 บาท และเมื่อแพ็กสิ่งของเสร็จ ก็ไม่ต้องเสียเวลาต่อคิวในการจัดส่ง ณ ที่ทำการไปรษณีย์ไทย เนื่องจากมีระบบบัตรเติมเงินสด เพื่อชำระค่าบริการไปรษณีย์อีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีเครื่องบริการไปรษณีย์อัตโนมัติ เพื่อรับส่งสิ่งของน้ำหนักไม่เกิน 500 กรัม โดยปัจจุบันติดตั้งให้บริการ 2 จุด ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านสนามบินแล้วมีสิ่งของที่ไม่สามารถนำติดตัวขึ้นเครื่องบินได้ ก็สามารถใช้บริการไปรษณีย์ไทยได้ รวมทั้งยังมีบริการจุดนำจ่าย ตู้ไปรษณีย์อัจฉริยะหรือ Drop Station เพื่อรองรับลูกค้าที่ทำงานนอกบ้าน แต่สามารถรับสิ่งของได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยลงทุนซื้อกล่องพลาสติกขนาดใหญ่ เพื่อลดการโยนสิ่งของและป้องกันการแตกของสิ่งของที่ส่งด้วย
“การที่ไปรษณีย์ไทยได้ลงทุนและปรับระบบการรับฝาก การส่งต่อ การนำจ่าย ที่ถือเป็นหัวใจของไปรษณีย์ไทยนั้น ก็เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิตอล โดยไปรษณีย์ไทยก็ต้องปรับตัว ปรับปรุงบริการให้มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ เพราะตลาดการขนส่งโลจิสติกส์ มีการแข่งขันกันสูงมาก ฉะนั้นหากเรามีบริการที่ดี คุณภาพเยี่ยม เชื่อว่าลูกค้าจะมาใช้บริการเราอย่างแน่นอน”
นางสมรกล่าวต่อว่า ในช่วง 6เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) ที่ผ่านมา ไปรษณีย์ไทยมีรายได้ราว 12,200 ล้านบาท กำไร 1,677 ล้านบาท คาดว่าทั้งปีจะมีรายได้ 24,300 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,000 ล้านบาท โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากการขนส่งโลจิสติกส์ ที่ถือว่าสร้างรายได้เป็นอันดับหนึ่งราว 42% รองลงมาเป็นรายได้จากไปรษณียภัณฑ์ 37% ธุรกิจบริการระหว่างประเทศ 14% ธุรกิจค้าปลีกและการเงิน 6% และในปี 2560 คาดว่าจะมีรายได้ราว 26,000 ล้านบาท.