“โหนกระแสตุรกี” แผนดิสเครดิต คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/443638

"โหนกระแสตุรกี" แผนดิสเครดิต คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ล่าสุดพรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ “ยกย่องชัยชนะของประชาชนตุรกีในการต่อต้านความพยายามทำรัฐประหาร” จับกระแสความพยายามการทำรัฐประหารล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีเรเซฟ เตยิป เออร์โดกัน ด้วยการนำกองกำลังรถถังและเฮลิคอปเตอร์เข้ายึดสถานที่สำคัญและใช้กำลังอาวุธโจมตีในกรุงอังการา เมืองหลวงของตุรกี รวมทั้งนครอิสตันบูล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่าสองร้อยคน และผู้ได้รับบาดเจ็บอีกนับพันคน

แต่การรัฐประหารดังกล่าวได้ล้มเหลวลงจากการร่วมแรงร่วมใจของประชาชนที่ออกมาต่อสู้บนท้องถนนเพื่อคัดค้านการกระทำที่ทำลายระบอบประชาธิปไตย อันแสดงถึงความกล้าหาญ ความสามัคคี และกำลังใจที่เข้มแข็งในการต่อต้านความพยายามทำรัฐประหาร โดยไม่ยอมให้ประเทศตกอยู่ใต้อำนาจของกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้มาจากประชาชน

“จากเหตุการณ์ข้างต้น พรรคเพื่อไทยขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น และขอยกย่องการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ และชัยชนะของประชาชนตุรกี ที่ได้แสดงให้โลกได้เห็นถึงพลังประชาชนที่พิทักษ์ระบอบประชาธิปไตย และไม่ยินยอมให้มีการใช้กำลังอาวุธและอำนาจนอกระบบ มาบังคับและกำหนดชะตาชีวิตของประเทศของตน”

ถือเป็นการ “โหนกระแส” ของพรรคเพื่อไทยโดยอาศัยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตุรกี เรียกทั้งคะแนนความสงสาร และยังได้ดิสเครดิตการทำรัฐประหารในประเทศไทย

แน่นอนว่าเหตุการณ์รัฐประหารที่เกิดขึ้นในประเทศตุรกีนั้นยากที่จะเอามาเปรียบเทียบกันได้กับประเทศไทย ด้วยบริบทที่แตกต่างกันในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองก่อนหน้านี้ เบื้องหน้าเบื้องหลังกลุ่มผู้สนับสนุน

ไม่แปลกที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ จะวิเคราะห์ว่าแถลงการณ์ของเพื่อไทยเป็นการ “ตีกิน” สร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง พร้อมเปรียบเทียบว่าความพยายามทำรัฐประหารของกลุ่มนายทหารที่ทำรัฐประหาร นั้นสื่อมวลชนต่างประเทศต่างวิเคราะห์ว่า ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งประชาชนก็รู้ดีว่าเป็นการทำเพื่อแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์

“ดังนั้นชาวตุรกีจึงรวมตัวสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของเขาเอง และเป็นรัฐบาลเน้นปกป้องผลประโยชน์ให้ชาวตุรกีมากกว่า และเป็นที่น่าสังเกตว่าสหรัฐซึ่ง จาตุรนต์ ฉายแสง และวัฒนา เมืองสุข มองว่าเป็นต้นแบบของประชาธิปไตยกลับกลายเป็นฝ่ายสนับสนุนให้ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเสียเอง แสดงว่าประชาธิปไตยที่เราเห็น ก็มีด้านมืดที่อาจจะไม่ใช่ หรือเรามองไม่เห็น” นพ.วรงค์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม หากย้อนเปรียบเทียบไปถึงการรัฐประหารในประเทศไทยที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.นั้น ในมุมหนึ่งพรรคเพื่อไทยเสมือนตกอยู่ในสถานะผู้ถูกกระทำ โดน คสช.เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

แถลงการณ์ของเพื่อไทยที่ยกย่องเชิดชูกลุ่มประชาชนที่ออกมาต่อต้านรัฐประหารอีกด้านหนึ่งจึงเป็นการตอกย้ำเรียกคะแนนความสงสารที่พรรคเพื่อไทยเคยตกเป็นฝ่ายถูกยึดอำนาจ โดยไม่มีมวลชนออกมาปกป้อง สอดรับกับท่าทีก่อนหน้านี้ที่เพื่อไทยพยายามออกมาป่าวประกาศว่าเป็นฝ่ายถูกกระทำจาก คสช.ทั้งในระดับพื้นที่และส่วนกลาง

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เพียงแค่จะไม่มีประชาชนออกมาปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ให้ถูกรัฐประหารแล้ว ตรงกันข้ามเหตุการณ์ในประเทศไทยช่วงนั้นยังมีมวลชนเรือนแสนเรือนล้านหมุนเวียนออกมาชุมนุมกดดันให้รัฐบาลลาออก และเปิดประตูเชิญชวนให้ทหารออกมารัฐประหารฝ่าทางตันทางการเมืองด้วยซ้ำ

ที่สำคัญช่วงเวลานั้นรัฐบาลประสบปัญหาขาดความน่าเชื่อถืออย่างหนักตั้งแต่เรื่องออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และเงื่อนงำการทุจริตคอร์รัปชั่นในหลายคดี โดยเฉพาะคดีจำนำข้าวที่นำไปสู่ความเสียหายหลายแสนล้านบาท จึงเป็นเรื่องยากที่มวลชนฝั่งที่เคยสนับสนุนรัฐบาลจะออกมาต่อต้านรัฐประหาร

อีกด้านหนึ่งแถลงการณ์เพื่อไทยที่ออกมายังถูกมองว่าเป็นความพยายามดิสเครดิต คสช. แบบ อ้อมๆ เพราะด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือและมีคำสั่ง คสช.ออกมาควบคุมการแสดงความคิดความเห็นที่สุ่มเสี่ยงกระทบกับความมั่นคง

จะเห็นว่าที่ผ่านมาเพื่อไทยได้แต่ใช้วิธีเลียบๆ เคียงๆ ออกมาแสดงความเป็นห่วงในการบริหารราชการของ คสช. โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจที่ยังไม่อาจปลุกความเชื่อมั่นฟื้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออก การค้า การลงทุนได้เสียที

อีกด้านการออกมาขย่ม คสช.ในเวลาใกล้ถึงกำหนดการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่มีหลายฝ่ายเรียกร้องให้เปิดกว้างสำหรับการแสดงความคิดความเห็น เพื่อนำไปสู่การถกเถียงหาข้อสรุปที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ แต่ทาง คสช.ยังกลับควบคุมการแสดงความเห็นอย่างเข้มงวดจนถึงเวลานี้

แถลงการณ์ที่ถูกมองว่าออกมาเพื่อหวังดิสเครดิต คสช.นั้น อีกด้านหนึ่งจึงอาจหวังผลต่อเนื่องไปถึงการซ้ำเติมความน่าเชื่อถือของรัฐธรรมนูญอีกทางด้วย

สอดรับกับท่าทีก่อนหน้านี้ที่เพื่อไทยได้เปิดหน้าประกาศตัว “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมพยายามเคลื่อนไหวตามกรอบที่จะทำได้

คู่ขนานไปกับการเคลื่อนไหวของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เปิดเกมรุกอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ศูนย์ปราบโกงประชามติและการเปิดรายการแสดงความเห็นต่อเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญหลายช่องทาง

แต่ทั้งหมดด้วยบริบทและสถานการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างมาก สุดท้ายแถลงการณ์ของเพื่อไทยที่ออกมาโหนกระแสตุรกีหวังว่า
จะได้รับคะแนนสงสาร หรือทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช. ในช่วงโค้งสุดท้ายเช่นนี้ อาจไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการ ตรงกันข้ามอาจเป็นช่องว่างให้ถูกถล่มและเกิดกระแสตีกลับไปยังเพื่อไทยก็เป็นได้

 

Leave a comment