กรรมโกงแบบไหน… ใครสนอง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/241165

รายงาน, รางาน, งาน, องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ กรรมโกงแบบไหน... ใครสนอง? ในโอกาสวันต่อต้านคอร์รัปชั่นแห่งชาติ, ข่าวการเมือง คมชัดลึ, กรรม, โกง, แบบ, ไหน, ใครสนอง, กรรมโกงแบบไหน, กรรมโกงแบบไหน ใครสนอง

การเมือง  : 6 ก.ย. 2559

กรรมโกงแบบไหน… ใครสนอง?

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ “กรรมโกงแบบไหน… ใครสนอง?” ในโอกาสวันต่อต้านคอร์รัปชั่นแห่งชาติ

          วันที่ 6 ก.ย. ถือว่าเป็นวันต่อต้านคอร์รัปชั่นแห่งชาติ ซึ่งเป็นเหมือนสิ่งตอกย้ำว่า ปัญหาการโกงยังคงเวียนสังคมไทยปัญหาการคอร์รัปชั่น เป็นเรื่องเรื้อรังในสังคมไทยมานานและยังไม่ได้รับการแก้ไขดีพอ จนหลายคนอาจรู้สึกเบื่อหน่าย และชินชา ซึ่งในวันนี้ทางองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ “กรรมโกงแบบไหน… ใครสนอง?” โดยได้เชิญคนสำคัญจากหลายภาคส่วน มาร่วมพูดคุย ว่าแต่ละภาคส่วนจะมีส่วนช่วยปราบโกงอย่างไร

ด้านการศึกษา กับการปลูกฝังค่านิยม 

“ที่ผ่านมาเราเป็นผู้ถูกกระทำจากการคอร์รัปชั่น ถูกดูดทรัพยากรอันดีไป ที่สำคัญเราเองก็มีส่วนในเรื่องนี้ด้วย เพราะเพิกเฉยต่อปัญหานี้ ถ้าเราจะต้องหลุดจากปัญหานี้ได้ ก็ต้องต่อสู้ ซึ่งตนมีความเห็นอยู่ 2 ประการ ประการแรกตนคิดว่าโลกนี้มีกฎอยู่ 3 อย่างคือ 1.กฎหมาย ที่เราพยายามออกมาเพื่อต่อสู้กับการโกง 2.กฎสังคม ที่เราเกลียดคนโกง ไม่ได้ชื่นชมคนมีเงิน และ3.กฎของธรรมชาติ ถ้าเราทำให้เขากังวล หมายคามว่าใครก็ติดคุกได้ ซึ่งหลังๆผมเห็นเหล่าข้าราชการเดินเข้าคุกกันมาก ส่วนตัวคิดว่านี่คือสิ่งที่ทำให้คนกลัว เมื่อเห็น 3 กฎพร้อมกันมีผลทันที ตนเชื่อว่าจะช่วยบรรเทาครอปัชั่นไปได้บ้างเรื่องนี้จะช่วยได้มาก” รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรมช.ศึกษาฯ เริ่มกล่าว 3 กฎที่ช่วยปราบโกงได้

นอกจากนี้ รศ.ดร.วรากรณ์ ยังเล่าต่อไปว่า ประการที่สองเรื่องการศึกษา ตนคิดว่าคนๆหนึ่งจะเป็นอย่างไรนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงเรียนอย่างเดียว หากนับชั่วโมงใน 1 ปี แล้วเด็กอยู่กับครูจริงๆประมาณ 22% ที่เหลืออยู่กับพ่อแม่ และสิ่งแวดล้อมภายนอก ถ้าหากพ่อแม่สามารถทำให้ลูกเลื่อมใสในเรื่องคุณธรรมได้จะดีมาก โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาหลายคนระบุว่าการจะสอนคนไม่ใช่แค่การการเลคเชอร์ หากต้องปลูกฝังให้เด็กซึมซับ ซึ่งเราคงทำอะไรกับพ่อแม่ และสิ่งแวดล้อมพูดได้ยาก แต่สิ่งที่เราทำได้คือการศึกษา ออกแบบหลักสูตรให้เห็นว่า การขาดคุณธรรมเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ปัญหาการคอร์รัปชั่นส่งผลต่อการไว้เนื้อเชื่อใจของคนในสังคม ในประเทศที่พัฒนาแล้ว การลงทุนธุรกิจร่วมกันสามารถเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะต้นทุนการประเมินว่าบริษัทิที่ลงทุนด้วยดีหรือเลวต่ำมาก เพราะส่วนใญ่เป็นองค์กรที่ดี แต่ในประเทศที่มีปัญหาการโกงเยอะ เราจะต้องเสียเงินเยอะเพื่อประเมินเรื่องดังกล่าวเยอะ ถ้าเราแก้ไขเรื่องนี้ได้จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมระยะยาว

“สรุปแล้วภาคการศึกษามีส่วนสำคัญทำให้เกิดค่านิยมต่างๆ ตนไม่เชื่อเรื่องการ กำหนดหลักสูตรเท่าไหร่ หากต้องอยู่ที่ตัวครู สร้างศรัทธาในตัวเด็กให้ได้ ซึ่งกระทรวงศึกษาจะต้องแก้ไจในเรื่องนี้ เรายังไม่ค่อยเห็นเรื่องของกรรมสนองโกงของคนในภาคการศึกษาที่ติดคุก หากแต่อยู่ระหว่างการสอบสวนทั้งนั้น”อดีต รมช.ศึกษาฯกล่าว

 

แปลงแผนยุทธศาสต์ ให้เป็นแผนปฏิบัติปราบโกง

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. เริ่มเล่าว่า ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา เราได้ยึดทรัพอายัดเงินของเจ้าหน้าที่รัฐที่ร่ำรวยผิดปกติ มากกว่า 2,000 ล้านบาท เราเลยคิดว่าจะต้องเอาเงินตรงนี้กลับมาใช้แก้ไขปัญหาอย่างไร ซึ่งในกฎหมาย ป.ป.ช. ที่เรากำลังจะแก้ให้เป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญ เราจะตั้งกองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งเงินที่ที่เรายึดให้เป็นของแผ่นดินจะตกเข้ากองทุน เพื่อสนับสนุนหน่วยงานต่างๆต้านคอร์รัปชั่นและเราก็จะทำงานร่วมกับ ปปง. แชร์ข้อมูลซึ่งกันและกัน เขาจะได้ยึดทรัพย์ได้รวดเร็วก่อนถูกเปลี่ยนสภาพ ถ้าเราทำได้เร็ว เขาโกงไป นอกจากติดคุกแล้ว ทรัพย์สินก็นำไปใช้ไม่ได้

“ทั้งนี้ปัญหาของเราคือ จะทำอย่างไรเเพื่อให้การแก้ไขปัญหาทุจริต เป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานรัฐ ซึ่งทาง ป.ป.ช. มองว่าเราต้องมียุทธศาสตร์ที่ดี แปลงให้เป็นแผนปฏิบัติ โดยในเดือนนี้เราจะเสนอยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุจริตระยะที่ 3 พ.ศ. 2560 – 2564 โดยมีวิสัยทัศน์คือ ‘ประเทศไทยใสสะอาด ไทยทั้งชาติต้านทุจริต’” พล.ต.อ.วัชรพลกล่าว

ประธานป.ป.ช. เริ่มบรรยาถึงแผนดังกล่าวว่า เริ่มจากยุทธศาสตร์แรกการสร้างสังคมที่ไม่ทนการต่อต้านทุจริต ด้วยการยกระดับเจตจำนงค์ทางการเมือง ถ้าใครจะอาสาเป็นนักการเมือง เป็นตัวแทนประชาชนเพื่อบริหารประเทศ แต่ถ้าไม่มีเจตจำนงค์ทางการเมืองต่อต้านการทุจริต ก็เข้ามาเป็นนักการเมืองไม่ได้ ยุทธศาสตร์ที่ต่อมา คือการสกัดกั้นการทุจริตเชิงนโยบายให้เป็นรูปธรรม ที่เอาใจประชาชนบางกลุ่ม แต่เกิดความเสียหายต่อประเทศอย่างมาก

ยุทธศาสตร์ต่อไป ก็คือเรื่องพัฒนาระบบการป้องกันการทุจริต อีกยุทธศาสตร์หนึ่งก็คือการปฏิรูปกระบวนการปราบปรามการทุจริต ให้รวดเร็วมีประสิทธิภาพ และยุทธศาสตร์สุดท้ายคือ การยกระดับคะแนน ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perception Index : CPI) ใน 5 ปีข้างหน้าเราจะต้องได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ถ้าเราได้มากกว่านั้น ก็จะทำให้เราเป็นที่ยอมรับ ต่างชาติก็มั่นใจกล้าลงทุนกับเรา

“เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่สำคัญ การทำให้สังคมไม่ทนต่อการทุจริต ส่งเสริมให้มีระบบ และกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมเพื่อต้านทุจริต ซึ่งต้องทำทุกช่วงวัย โดยเรื่องนี้เป็นของทุกคน ทั้งนี้ถ้ามีคนชี้เบาะแสการโกงมา ทาง ป.ป.ช. และ ปปท. ก็จะทำงานสะดวกขึ้น เข้าถึงได้เร็วขึ้น” ประธาน ป.ป.ช. กล่าวปิดท้าย

 

หากสังคมตื่นตัว การปราบโกงจะได้ผล 

ด้านนายวินัย ดำรงค์มงคลกุล รองอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่ากระบวนปราบทุจริตของไทย ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างเต็มที่เพื่อขจัดปัญหานี้ ตนอยากเรียนให้ทราบปัญหาเรื่องการทุจริตในภาคเอกชนบ้าง ซึ่งมีความเสียหายต่อรัฐเช่นกัน อย่างกรณีที่เศรษฐกิจที่ดิ่งลงในปี 2540 ส่วนหนึ่งมาจากเอกชนด้วย จนกระทั้งสถาบันกองทุนเพื่อการฟื้นฟูของธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชนหลายแสนล้านบาท โดยมาจากภาษีประชาชน ซึ่งเรื่องการทุจริตในภาคเอกชนนี้ในปัจจุบันระบบตรวจสอบมีส่วนดีขึ้นจริง ข้อกล่าวหาในธนาคารพาณิชย์น้อยลง โดยจะมีการดำเนินคดีกับผู้รับและผู้ให้อย่างเฉียบขาดหากมีพยานหลักฐาน

“ในส่วนที่ว่าทางสำนักงานอัยการประสบปัญหาเรื่องกำลังคนหรือไม่นั้น เรามีพนักงานอัยการที่ที่รับคดี ป.ป.ช. ทั้งประเทศไม่เกิน 20 คน ซึ่งเราจะเพิ่มจำนวนคน แต่ต้องใช้เวลา ทั้งนี้เราก็ต้องช่วยกันทำงาน โดยเราทำงานร่วมกับ ป.ป.ช. ดีมาตลอด แน่นอนว่ากระบวนการยุติธรรมต้องเป็นไปตามลำดับ ช้าตรงไหนก็ต้องปรับปรุง เราเชื่อมั่นว่าต่อจากนี้ ทุกภาคส่วนจะร่วมมือในกระบวนการยุติธรรม ผมอยากให้ความมั่นใจว่า เมื่อมีความตื่นตัวในสังคมไทย รู้สึกรังเกียจการคอร์รัปชั่นผมเชื่อว่าปัญนี้จะน้อยลง และหมดไปในที่สุด และผลประโยชน์ที่เสียไปจะตกเป็นของประชาชน ทุกคน”รองอัยการสูงสุดกล่าว

 

สร้างความโปร่งใส ในเส้นทางการเงิน 

ดร.ธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เริ่มเล่าว่า ในเรื่องการกำกับเส้นทางการเงินให้โปร่งใส จริงๆแล้วมี 3 ส่วน ส่วนแรกคือตัวสถาบันการเงิน ที่มีส่วนสำคัญเข้าไปจัดการกรรมการฝ่ายบริหาร ถ้าเราสามารถคัดกรองคนดีเข้าไปบริหารงานได้ ก็ชัดเจนโปร่งใส แต่ถ้าเราเอาคนไม่ดีเข้าไป ต่อให้มีกฎเกณฑ์ดีอย่างไร เราก็ไล่ตามไม่ทัน ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุดก็ต้องเริ่มจากส่วนนี้ ส่วนที่สองคือเจ้าของและผู้ถือหุ้น ที่ต้องดูแลผลประโยชน์ของตัวเอง และส่วนที่สามคือฝ่ายกำกับ อย่างธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นต้น โดยกลไกนี้ส่วนตัวคิดว่าค่อนข้างดี ในกระบวนการคัดสรรผู้ดูแลสภาบันทางการเงินก็ระวัดระวังมากขึ้น ขณะนี้ความเสี่ยงของการทุจริตในภาคการเงินน่าจะมีน้อยลง

“ดังนั้นจากมุมมองจากข้างนอกแล้ว คิดว่ากลไกของ 3 ส่วนนี้ เราควรต้องทำให้ชัดเจน เพื่อให้มีการคานอำนาจกัน และลดช่องทางการคอร์รัปชั่น ถ้าหากว่ากรรมการเข้าไปแบบเป็นบุญคุณต่อกัน หรือมีการซื้อตำแหน่ง เรื่องเหล่านี้จะมีเหตุจูงใจใจโกงแน่นอน นอกจากส่วนนี้แล้ว ตัวธนาคารพาณิชย์ หรือคนที่อยู่ในธุรกิจภาคการเงิน ถ้ายังไม่ได้เข้ามาอยู่ในภาคีต่อต้านคอร์รัปชั่น ซึ่งเข้าใจว่ามีหลายสถาบันทางการเงินเข้าร่วมภาคีแล้ว นอกจากนี้เวลาปล่อยกู้ให้กับบริษัทใด ก็ต้องดูว่ามีระบบธรรมาภิบาลดี มีการคอร์รัปชั่นภายในไหม ถ้าเราทำกระบวนการเหล่านี้อย่างต่อเนื่องก็จะเป็นการส่งต่อแรงต่อต้านคอร์รัปชั่นให้เป็นมุมกว้างด้วย” ดร.ธาริษา กล่าว

 

การปราบโกงในมุมมองภาคประชาชน 

“เราจะต้องตื่นตัวจากผู้ที่เพิกเฉยปัญหาคอร์รัปชั่น ต้องปรับทัศนคติจากผู้มีส่วนร่วมวัฒนธรรมการโกง หรือเป็นผู้เพิกเฉยต่อเรื่องดังกล่าว ซึ่งกลไกเรื่องการสื่อสารถือเป็นสิ่งสำคัญ ยกตัวอย่างจากคลิปที่มีคนโกงกันตามๆกันไป ที่ภายในไม่กี่วันคนดูเป็นล้าน โดยเราต้องปรับความคิดเรื่องนี้โดยอาศัยสื่อเข้าช่วย อีกช่องสำคัญก็คือสื่อมวลชน ซึ่งเป็นตัวกลางสังคมเป็นหมาเฝ้าบ้านที่สำคัญ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงหน้าที่ของรัฐเท่านั้น ดังนั้นตนคิดว่าพลังของ ป.ช.ช. เป็นเรื่องที่สำคัญ” นายวิเชียร์ พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย เริ่มเปิดประเด็นให้เห็นว่าพลังของประชาชนมีส่วนสำคัญในการปราบโกง

นายวิเชียร์กล่าวต่อไปว่าที่ผ่านมาเราพูดกันว่า จะสร้างความเข้มแข็งของสื่อได้อย่างไร ตนขอยกตัวอย่างประเทศที่พัฒนาอย่างอเมริกา สื่อประเภทสืบสวนสอบสวน จะได้รับการสนับสนุนจากกองทุน Media Development Investment Fund (MDIF) ที่มาจากประชาชน ภาคประชาสังคม โดยสิ่งเหล่านี้เราควรจะให้เกิดขึ้นในประเทศเรา ซึ่งมีส่วนการสร้างทัศนคติที่ดี

เรื่องที่สองคือการสร้างภูมิคุ้มกันให้คนรุ่นใหม่ เครื่องเราก็มีอย่างหลักสูตรโตไปไม่โกง แต่เรื่องนี้เราต้องอาศัยการบูรณาการร่วมมือระหว่างโรงเรียน ชุมชน และหลายๆฝ่าย ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ รวมถึงครอบครัวด้วย เพื่อสร้างทัศคติในการไม่ยอมรับการโกง

“ในส่วนภาคธุรกิจ มีเรื่องต้องปรัทัศนคติกันเยอะ มีหลายโครงการที่ต่อต้านการคอร์รัปชั่น อย่างโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (ซีเอซี) ที่ปลูกฝังกระบวนการบริหารจัดการใหม่ที่เราไม่ยอมรับการคอร์รัปชั่นโดยยังต้องอาศัยสมาคมภาคธุรกิจต่างๆเชิญชวนให้ภาคธุรกิจเข้าร่วมมากขึ้น และเมื่อมีแนวร่วมมากขึ้น ก็จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้เยอะและเปลี่ยนได้จริง ซึ่งเครื่องมือเช่นนี้เป็นสิ่งที่เราต้องส่งเสริม” ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย กล่าวปิดท้าย

 

สร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลปราบโกง 

สมโภชน์ โตรักษา ผู้ช่วยหัวหน้ากองบรรณาธิการข่าวช่อง 7 เริ่มเปิดประเด็นเรื่องนี้ว่า ในเรื่องการปราบคอร์รัปชั่น ตนเชื่อว่าไม่ว่า คสช. หรือรัฐบาล จะตั้งให้เรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ก็จะไม่สำเร็จได้เลย เพราะการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและยั่งยืนต้องมาจากประชาชนด้วย ส่วนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปราบคอร์รัปชั่น เขาเห็นถึงภัยร้ายที่กัดกินสังคมไทย ซึ่งเราจะไม่ยอมถ้าหากว่าคนไทยไม่นิ่งเฉย ออกมารวมพลังกันเพื่อต่อสู้การโกง

“ผมมีความสุขในการทำงานสื่อมวลชน และได้สร้างเครือข่ายในการทำงาน ซึ่งเข้าใจดีว่าการทำงานสื่อย่อมมีการแข่งขัน แต่ผมมองข้ามเรื่องนี้ ผมได้ให้ข้อมูลบางส่วนกับสำนักข่าวอิสรา และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เราแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน รวมถึงหน่วยงานอื่นๆอย่างเข้มแข็ง เพราะผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า เรื่องเหล่านี้จะไม่สำเร็จเลย ถ้าประชาชนละเลย ดังนั้นทฤษฎีที่ผมจะใช้คือหมาหมู่ ที่ไม่ได้เป็นความหมายเชิงลบ แต่เป็นหมาที่มีคุณธรรม ติดตามตรวจสอบ รักษาผลประโยชน์ของประเทศ ดูอย่างในในโลกออนไลน์ประชาชนทนไม่ได้กับการโกงของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ส่งคลิปเข้ามา อย่างนี้แหล่ะคือหมาหมู่คุณธรรมที่รักษาแผ่นดิน” ผู้ช่วยหัวหน้ากองบรรณาธิการข่าวช่อง 7 กล่าวปิดท้าย

จากงานเสวนานี้สิ่งหนึ่งที่ชักเจนก็คือ การปราบโกงนั้นไม่ใช่เรื่องของใครคนหนึ่ง หากแต่ประชาชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างสำคัญ หากคนนสังคมมีการตื่นตัวมากขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ว่า การทุจริตสังคมไทยจะลดน้อยลง ทั้งนี้ได้แต่หวังว่างานเสวนาปีหน้า เราจะไม่ค้นหาว่าจะปราบโกงอย่างไร แม้นั่นเป็นเพียงความหวัง แต่ก็ไม่สูงเกินไปที่เราจะหวังได้

 

Leave a comment