โต้’ไทย’ทิ้งขยะลงทะเลที่6ของโลก ชี้มีปัญหาจริง-รอแม่งานดูแลจริงจัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/235184

วันอังคาร ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2559, 18.52 น.

วันที่ 13 ก.ย. 2559 เวลา 10.00 น. มีการจัดเสวนาเรื่อง “ขยะในทะเล : ..ขยะบกตกทะเล..จะแก้อย่างไร” โดยคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ณ รร.ดิเอมเมอรัลด์ ห้วยขวาง กทม. ซึ่งสืบเนื่องจากงานวิจัยของ Jenna R. Jambeck เรื่อง “Plastic waste inputs from land into the ocean” ที่ตีพิมพ์ในมหาวิทยาลัยจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา (University of Georgia,USA) โดยระบุว่า ประเทศไทยนั้นทิ้งขยะลงทะเลเป็นอันดับ 6 ของโลก

ดร.ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า งานวิจัยดังกล่าวคำนวณจากตัวแปร 1.จำนวนประชากรที่อยู่อาศัยระยะ 50 กม. จากชายฝั่ง 2.อัตราการเกิดขยะต่อคน 3.ปริมาณพลาสติกในขยะ 4.ประสิทธิภาพการจัดการขยะ โดย 10 อันดับแรกของชาติที่ทิ้งขยะลงทะเลคือ 1.จีน 2.อินโดนีเซีย 3.ฟิลิปปินส์ 4.เวียดนาม 5.ศรีลังกา 6.ไทย 7.อียิปต์ 8.มาเลเซีย 9.ไนจีเรีย และ 10.บังคลาเทศ

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ก็มีข้อน่าสังเกต อาทิ 1.การระบุว่า ประชากรของประเทศไทยในระยะ 50 กม. จากชายฝั่ง มีถึง 26 ล้านคน อาจจะมากกว่าความเป็นจริง 2.งานวิจัยดังกล่าวอ้างว่าในปี 2553 ประชากรไทยผลิตขยะ 1.20 กก./คน/วัน แต่ในความเป็นจริง ปีดังกล่าวประชากรไทยผลิตขยะอยู่ที่ 1.04 กก./คน/วัน และปี 2557 อยู่ที่ 1.11 กก./คน/วัน 3.งานวิจัยดังกล่าวเน้นไปที่ปริมาณขยะพลาสติก แต่กลับไม่นำจำนวนการรีไซเคิลขยะพลาสติกไปคำนวณด้วย ซึ่งไทยรีไซเคิลได้ถึงร้อยละ 22 และนับวันจะมีปริมาณการส่งออกเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากไทยไปตลาดโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ และ 4.ขยะในไทยส่วนใหญ่ฝังกลบบนบกห่างไกลทะเลและขยะที่พบในแหล่งน้ำมักเป็นขยะในคลองที่มีประตูเปิดปิด มีการตักขึ้นมาเก็บเป็นระยะๆ

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าปัญหาขยะเป็นปัญหาที่มีอยู่จริงในประเทศไทยซึ่งต้องได้รับการแก้ไข

ขณะที่ นายอนุพันธ์ อิฐรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่มีหน่วยงานกลางที่ดูแลปัญหาขยะเป็นการเฉพาะ โดยเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นที่มีหน่วยงานทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากทุกภาคส่วนก่อนประมวลผลเป็นองค์ความรู้ ทำให้ข้อมูลเป็นเอกภาพชัดเจน ขณะที่ไทยนั้นแต่ละหน่วยงานใช้วิธีคำนวณหาค่าเฉลี่ยกับพื้นที่และประชากรแล้วประมาณการ ทำให้ข้อมูลแต่ละหน่วยงานไม่ตรงกัน เมื่อเผยแพร่ต่อประชาชน

Leave a comment