ป่วน..จัดทัพสิงห์มหาดไทยล็อตใหญ่ 24ผู้ว่าฯ 3ผู้ตรวจฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/242500

24, ตรัง, รองพ่อเมือง, ถวาย, ฎีกา, ฟ้อง, ศาลปกครอง, ข้ามหัว, อาวุโส, ข่าวการเมือง, คมชัดลึก, ป่วน, จัด, ทัพ, สิงห์, มหาดไทย, ล็อต, ใหญ่, 24, ผู้ว่าฯ, ผู้ตรวจ, 3ผู้ตรวจฯ, สายัณห์

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 16 ก.ย. 2559

ป่วน..จัดทัพสิงห์มหาดไทยล็อตใหญ่ 24ผู้ว่าฯ 3ผู้ตรวจฯ

จัดทัพล็อตใหญ่มหาดไทยส่อป่วน “สายัณห์” รองพ่อเมืองตรังจ่อยื่นถวายฎีกา-ฟ้องศาลปกครองหวังรักษาระบบคุณธรรม ปูดตั้งรองผู้ว่าฯ 2ปีหลายรายข้ามหัวอาวุโสสูงสุด

 

16 ก.ย. 59 – ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า นายสายัณห์ อินทรภักดิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ได้ส่งข้อความผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ ถึงกลุ่มเพื่อนข้าราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย โดยระบุว่า วันที่ 20 ก.ย. นี้ ตนจะยื่นถวายฎีกา และยื่นฟ้องศาลปกครองเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดครั้งล่าสุด เนื่องจากตนรับราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้มาเป็นเวลา 12 ปี ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าฯยะลาเป็นเวลา 3 ปี 8 เดือน ซึ่งตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ให้นำอายุราชการทวีคูณมาคิดคำนวณด้วย ดังนั้นตนจึงได้อายุราชการในตำแหน่งรองผู้ว่าฯยะลา 7 ปี 4 เดือน ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าฯตรังอีก 1 ปี รวม 8 ปี 4 เดือน ซึ่งถือว่าอาวุโสที่สุดในประเทศไทย และตนมีกำหนดจะเกษียณปี พ.ศ.2560 นี้ โดยเมื่อปีที่ผ่านมา ตนและนายอุดร น้อยทับทิม รองผู้ว่าฯยะลา จะได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมา แต่ปรากฏว่า ไม่ได้รับการแต่งตั้ง และมีคำสั่งย้ายจากรองผู้ว่าฯยะลา มาเป็นรองผู้ว่าฯตรัง รวมถึงในปีนี้การแต่งตั้งผู้ว่าฯ คนที่เป็นรองผู้ว่าฯมา 2 ปี และ ไม่ถึง 2 ปี ได้รับการแต่งตั้งหลายคน

          นายสายัณห์ ระบุอีกว่า ตนได้สอบถามมายังนายกฤษฏา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ถึงปัญหาในการโยกย้ายดังกล่าว ได้รับคำตอบว่า ตนไม่มีปัญหาอะไร ทางปลัดกระทรวงมหาดไทยได้เสนอตามหลักอาวุโสแล้ว แต่ไม่ผ่านบอร์ด ตนจึงปรึกษาผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือทั้งอดีตผู้ว่าฯ และตุลาการศาลปกครอง โดยได้รับคำแนะนำให้ตนฟ้องต่อศาลปกครอง เพราะเคยมีกรณีของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่แต่งตั้งข้ามหลักอาวุโส โดยมีเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น ศาลปกครองให้ยกเลิกและดำเนินการคัดเลือกใหม่ ส่วนการถวายฎีกาก็ให้ทำไปพร้อมกัน เพราะการแต่งตั้ง ผู้ว่าฯต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ

“ท่านแนะนำให้กระผมถวายฎีกาอีกทางหนึ่งด้วย ดังนั้นกระผมจึงกราบเรียนเพื่อนข้าราชการว่า ผมจำเป็นต้องทำครับ เพื่อรักษาระบบคุณธรรมไว้ให้หลงเหลืออยู่บ้าง กระผมได้กราบขออนุญาตท่านปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้วว่า ผมขอใช้สิทธิฟ้องตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนการถวายฎีกานั้นกระผมได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่ที่คนในวงการมหาดไทยให้ความเคารพนับถือแม้ท่านจะเกษียณอายุราชการไปหลายปีแล้ว ท่านบอกว่า สมัยก่อนไม่เลวร้ายแบบนี้ สมัยนี้ทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ ท่านสนับสนุนให้กระผมดำเนินการทั้งสองกรณีโดยเร็ว” นายสายัณห์ ระบุ

ด้านนายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กรณีที่นายสายัณห์อ้างว่า ถ้านับอายุราชการ ตนถือว่าอาวุโสที่สุดในประเทศไทยนั้น รองผู้ว่าฯที่อาวุโสที่สุดในประเทศไทย คือ นายณรงค์ พลละเอียด รองผู้ว่าฯระนอง ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ว่าฯชุมพร โดยมีอายุงาน 7 ปี ซึ่งนับเป็นปกติ แต่กรณีของนายสายัณห์ เป็นการนับแบบทวีคูณ

เมื่อถามว่า บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งก่อนหน้านี้ ถือว่า มีคุณสมบัติที่ดีกว่ารองผู้ว่าฯตรังหรือไม่ ปลัดมท. กล่าวว่า คำว่าคุณสมบัติที่ดีกว่ามีหลายองค์ประกอบ อาทิ ประวัติ ประสบการณ์ทำงาน ความรู้ความสามารถ ที่ทางคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา และไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยทั้งหมด ไม่ได้กระทำโดยคนเพียงคนเดียว แต่ดำเนินการในรูปแบบคณะกรรมการ ซึ่งวิธีนี้เราใช้มาเป็นระยะเวลาเกิน 10 ปี แล้ว ดังนั้นจะมาบอกว่า การแต่งตั้งครั้งนี้เลวร้ายที่สุดนั้น ตนรับไม่ได้

เมื่อถามว่า ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งทั้ง 24 คน ถือว่าอาวุโสกว่ารองผู้ว่าฯตรัง ใช่หรือไม่ นายกฤษฎา กล่าวว่า “การแต่งตั้งครั้งนี้มีทั้งที่อาวุโสกว่าอยู่ประมาณ 5 – 6 คน อาวุโสเท่ากัน และอาวุโสน้อยกว่าประมาณ 7 คน น้อยกว่าในที่นี้คือ การนับอายุการเป็นรองผู้ว่าฯ แต่เราไม่ได้พิจารณาแบบนี้แบบเดียว ถ้าเอาแบบนี้ ผมก็ไม่ต้องพิจารณาอะไรแล้ว ใครเป็นก่อนก็สั่งตั้งก่อน ถ้าเรียงคิวมาอย่างนั้นก็จบ ตามระเบียบ ก.พ.เขามีรายละเอียดว่า ต้องดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าฯมาก่อนด้วย ไม่ได้บอกว่าต้องเป็นมา 1 ปี หรือ 2 ปี เป็นวันเดียวก็ตั้งได้ ถ้าพูดกันตามกฎหมาย ส่วนรายละเอียดการพิจารณานั้น ต้องไปถามคณะกรรมการ เพราะกรรมการเขารวบรวมรายชื่อแล้วเสนอมาที่ผม ไม่ใช่ผมเป็นคนไปบอกกรรมการ” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว

อย่างไรก็ตามวันเดียวกันนี้ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ยังได้ทำหนังสือชี้แจง และสร้างความเข้าใจผ่านทางไลน์ ต่อกรณีดังกล่าวว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการครั้งล่าสุดไม่เป็นธรรมนั้น  ตามขั้นตอนการเสนอรายชื่อผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ได้ดำเนินการตามขั้นตอน พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน และพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน โดยการแต่งตั้งโยกย้ายที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา มีตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดว่าง 24 ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยว่าง 3 ตำแหน่ง โดยได้กำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะเข้ารับการคัดเลือก ต้องเป็นรองผู้ว่าฯ หรือรองอธิบดีในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งรอบแรกมีผู้สมัครตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด 87 ราย และผู้ตรวจราชการจังหวัด 38 ราย กระทรวงมหาดไทยจึงได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาขึ้นมา 2 ชุด โดยชุดแรกกลั่นกรองจากการเขียนวิสัยทัศน์ ผลงาน รวมทั้งประวัติการรับราชการที่ผู้สมัครที่เขียนเสนอมาให้คณะกรรมการพิจารณา แล้วประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สัมภาษณ์                                                                          ปลัดกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงต่อว่า หลังจากนั้นจะมีคณะกรรมการชุดที่ 2 มีจำนวน 5 ราย เป็นผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นบุคคลภายนอกกระทรวงที่อนุกรรมการข้าราชการพลเรือนกระทรวงมหาดไทย (อ.ก.พ.มท.) คัดเลือกมา 3 ท่าน รองปลัดกระทรวงมหาดไทยฝ่ายบริหาร และอธิบดีกรมที่ดิน เป็นผู้แทนข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่ อ.ก.พ.กระทรวงให้ความเห็นชอบมาร่วมกันเป็นคณะกรรมคัดเลือกรอบสุดท้าย ซึ่งคณะกรรมการได้นำหลักเกณฑ์ตามมาตรา 42(3) แห่งพ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน ปี 2551 กำหนดไว้โดยพิจารณาจากความรู้ความสามารถ ประวัติ และประสบการณ์ในการทำงานที่ผ่านมา ซึ่งกรรมการแต่ละท่านก็จะใช้หลักเกณฑ์ และดุลพินิจในการให้คะแนนหลังจากได้รวมคะแนนแล้วก็จะเสนอมาให้ปลัด มท.ให้ความเห็นชอบตามจำนวนตำแหน่งที่ว่าง เพื่อเสนอ ครม.ให้ความเห็นชอบต่อไป

“การพิจารณาดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการด้วยตัวบุคคลเพียงคนเดียว แต่เป็นการพิจารณาในรูปกรรมการถึง 2 ชั้น จึงไม่ใช่เป็นการแต่งตั้งที่อ้างว่า เลวร้ายกว่าครั้งก่อนๆแต่อย่างใด เพราะขั้นตอนและหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นได้ใช้ในการดำเนินการมาแล้วเกือบ 10 ปี ดังนั้นผู้ที่มีส่วนได้เสียกับกระบวนการแต่งตั้งยังสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง คือการใช้สิทธิ์ฟ้องศาลให้ตรวจสอบได้รวมทั้งสามารถใช้สิทธิตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารขอดูผลคะแนนของตนเองได้ด้วย” ปลัดกระทรวงมหาดไทย ระบุในการชี้แจง.

 

Leave a comment