ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/242966
การเมือง >ข่าวการเมือง : 20 ก.ย. 2559
รอลงอาญา กล่าวหา ว.5 โฟร์ซีซั่น
“ศาลอุทธรณ์” พิพากษายืน รอลงอาญา 2 ปี 3 พิธีกรสายล่อฟ้า คดี ว.5 โฟร์ซีซั่น ชี้ แม้ถ้อยคำจะหมิ่น แต่เจตนาดีตั้งคำถามให้ตรวจสอบ จึงรอลงโทษ
ที่ห้องพิจารณา 712 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 20 ก.ย.59 เวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดี หมายเลขดำ อ.630/2557 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมกัน เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ , นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และนายศิริโชค โสภา อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งดำเนินรายการ “ สายล่อฟ้า ” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมบลูสกาย เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา และดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 , 326 , 328 และ 332
ตามฟ้องอัยการโจทก์ เมื่อวันที่ 17 มี.ค.57 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 10 ก.พ.55 และ 15 ก.พ.55 จำเลยทั้งสาม ร่วมกันจัดรายการ “ สายล่อฟ้า ” ที่ออกอากาศผ่านดาวเทียมบลูสกาย มีเนื้อหาใส่ความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขณะนั้น ที่เป็นผู้เสียหาย ทำนองว่า โดดภารกิจการประชุมของรัฐสภา และน่าจะกระทำภารกิจ ว.5 ที่โรงแรมโฟรซีซั่นส์ ซึ่งเป็นความประพฤติที่ผิดจริยธรรมในฐานะสตีเพศที่เป็นภรรยาของสามี นอกจากนี้ยังมีภาพประกอบนำเสนอในรายการด้วย ซึ่งข้อความดังกล่าวน่าจะทำให้ผู้เสียหาย ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังจากประชาชนทั่วไป โดยเป็นการทำให้ผู้เสียหาย ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ในฐานะประมุขของฝ่ายบริหารได้รับความอับอาย และเป็นการทำลายเกียรติของผู้เสียหายในฐานะนายกรัฐมนตรี อันเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน และในฐานะส่วนตัวที่เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป เหตุเกิดที่แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. ชั้นพิจารณาของศาล จำเลยทั้งสาม ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
โดยศาลชั้นตนมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 27 ส.ค.58 เห็นว่า การกระทำของจำเลย เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา ม.328 ให้จำคุกจำเลยทั้งสาม คนละ 1 ปี ปรับคนละ 50,000 บาท แต่พิจารณาแล้วจำเลยทั้งสาม ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงเห็นควรให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้จำเลยทั้งสาม ร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาย่อ ในหนังสือพิมพ์รายวัน 5 ฉบับ 7 วันติดต่อกัน ขณะที่จำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์
ซึ่งวันนี้ นายชวนนท์ , นายเทพไท และนายศิริโชค จำเลยที่ 1-3 เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ โจทก์ร่วม มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลสาธารณะที่สามารถจะตรวจสอบได้ภายใต้กฎหมาย หากการตรวจสอบกระทำไปโดยไม่คำนึงถึงผลที่เกิดและเผยแพร่ไปยังสื่อมวลชน ย่อมทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย และอาจส่งผลสร้างความเสียหายไปถึงกระบวนการยุติธรรมได้ โดยการจัดรายการของจำเลยทั้งสามมีการใช้ถ้อยคำที่มีความหมายพิเศษซึ่งจากหลักฐานที่โจทก์ร่วมนำสืบเห็นว่า ถ้อยคำของจำเลยทั้งสาม ทำให้คนทั่วไปเห็นว่าโจทก์ กระทำการที่ไม่เหมาะสมทางเพศ
ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า คำฟ้องโจทก์เป็นการนำข้อความของจำเลยคนละช่วงในการจัดรายการมาปะปนกัน และเป็นการคาดคะเนของโจทก์ร่วมเอง ศาลเห็นว่า การฟ้องโจทก์จำเป็นต้องนำข้อความในส่วนที่มีลักษณะหมิ่นประมาทโจทก์มายื่นฟ้อง ซึ่งการยื่นฟ้องดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นการตัดต่อข้อความโดยศาลจะเป็นผู้พิจารณาข้อความทั้งหมดเหมือนการอ่านหนังสือหรือชมภาพยนตร์ทั้งเรื่อง ไม่ได้มีการพิจารณาเฉพาะข้อความบางท่อน
ส่วนที่จำเลยอ้างว่า เป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริตเพื่อให้โจทก์ร่วม ออกมาชี้แจงเหตุการณ์ที่ไปปฏิบัติภารกิจในวันดังกล่าว ศาลมองว่าการกระทำของจำเลยไม่ได้เป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริตแต่ลักษณะการพูดเป็นการชี้นำในรายการ ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับที่จำเลยอ้าง
และที่จำเลยอุทธรณ์อีกว่า หากมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงถึงการทำภารกิจของโจทก์ร่วมในวันเกิดเหตุดังกล่าวจะเป็นเหตุไม่ต้องรับโทษเนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะนั้น ศาลเห็นว่าจำเลยไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงดังกล่าวในการต่อสู้คดี ที่จำเลยอุทธรณ์มานั้นยังรับฟังไม่ได้
ส่วนที่โจทก์ร่วม ขอให้มีการลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวตัวโจทก์ร่วมเอง ก็ไม่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุให้กระจ่าง การกระทำจำเลยต้องการให้โจทก์ร่วมออกมาชี้แจงเรื่องภารกิจในวันดังกล่าว การกระทำจำเลยจึงเป็นเจตนาดีสมควรให้รอการลงโทษ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษายืน
ภายหลังฟังคำพิพากษา นายเทพไท หนึ่งในจำเลย กล่าวว่า ต้องขอปรึกษาทนายความก่อนว่าจะยื่นฎีกาต่อสู้อีกหรือไม่ เนื่องจากทั้งสองศาล พิพากษายืน หากจะยื่นฎีกาจะต้องขออนุญาตฎาจากผู้พิพากษาก่อน
