รัฐปัดจ้องล้างบางเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/242756

ไม่ฟัง, การเมือง, รัฐ, ปัด, จ้อง, ล้างบาง, เพื่อ, ไทย, คสช, บิ๊กจิ๋ว, บิ๊กตู่, อุตตม, จตุพร, สุภา, ใบดำ, ทนายปู, แทนคุณ, ย่ำหยุดอยู่กับที่ 10 ปีสังคมไทย, ใบตองแห้ง

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 18 ก.ย. 2559

รัฐปัดจ้องล้างบางเพื่อไทย

รัฐบาลปัดมุ่งล้างบางพรรคเพื่อไทย ชี้เป็นไปตามผลกรรมที่ทำไว้เอง “คสช.” จับตา “บิ๊กจิ๋ว” ตั้งคณะกู้วิกฤตชาติ “บิ๊กตู่” ตั้ง “อุตตม” นั่งที่ปรึกษานายกฯ

    รัฐบาลออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของพรรคเพื่อไทยและแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ระบุว่ารัฐบาลและ คสช.จ้องล้างบางพรรคเพื่อไทย

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการที่แกนนำ นปช.แสดงความเห็นในทำนอง ทหารออกมาแสดงบทบาทกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์แตกต่างกันว่า ทหารไม่ว่ายุคใด สมัยใด จะรักษาความเป็นกลางทางการเมืองและเลือกที่จะอยู่เคียงข้างประเทศและความถูกต้องเสมอมา ไม่เคยเปลี่ยน การแสดงออกทางการเมือง เช่น การประท้วง เดินขบวน หากยังอยู่ในกรอบกฎหมายและเป็นไปด้วยความสงบ ทหารจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเลยไม่ว่ายุคสมัยที่พรรคใดเป็นรัฐบาลก็ตาม แต่คงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ทหารนิ่งเฉย หรือสนับสนุนผู้มีพฤติกรรมเป็นภัยต่อความมั่นคง ความสงบสุข และทำร้ายชีวิตผู้บริสุทธิ์ด้วยอาวุธสงครามร้ายแรง

“ก่อนที่จะมากล่าวหาว่าทหารปฏิบัติไม่เป็นที่ถูกใจนั้น ควรย้อนกลับไปดูการกระทำของตนเองและพวกพ้องว่าประพฤติถูกต้องหรือไม่ สำหรับข้อกล่าวหาของกลุ่ม นปช.ที่ว่า รัฐบาลและคสช.ต้องการจะล้างบางนักการเมืองในสังกัดของพรรคเพื่อไทยนั้น อยากเรียนว่า รัฐบาลและคสช.ไม่มีความคิดที่จะกระทำเช่นนั้น ไม่ว่าจะต่อนักการเมืองพรรคใด หรือสังกัดใด บุคคลใดจะต้องโทษ ถูกดำเนินคดี ถอดถอน ยึดทรัพย์ จำคุก ก็ล้วนเป็นไปตามเหตุแห่งกรรมที่ได้กระทำขึ้นทั้งสิ้น รัฐบาลมีหน้าที่เพียงบังคับใช้กฎหมายให้มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างที่ควรจะเป็น ขณะที่ผู้สุจริตประพฤติชอบทั้งหลาย จะไม่เดือดร้อนจากกระบวนการยุติธรรมอย่างแน่นอน” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

    ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่่่ผ่านมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวน กรณี 40 อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ลงนามเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เมื่อปี พ.ศ.2554 รวมถึงกรณีที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา ถอดถอน พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต ออกจากตำแหน่ง กรณีใช้อำนาจแทรกแซงแต่งตั้งนายทหาร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม และกรณีมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ให้อำนาจกรมบังคับคดีในการยึดทรัพย์คดีจำนำข้าว ซึ่งพรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช.มองว่าเป็นการพยายามจะล้างบางพรรคเพื่อไทย

“จตุพร”ชี้“สุภา”มาเพื่อกวาดล้างพท.

วันเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ว่า ขอส่งสัญญาณเตือนพรรคเพื่อไทยว่า การที่ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธานตรวจสอบอดีต ส.ส.ที่เสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ได้สะท้อนถึงแนวโน้มการกวาดล้างนักการเมืองพรรคฝ่ายตรงข้ามอย่างเด่นชัด อาการกวาดล้างทางการเมืองถูกแสดงออกจากวิธีคิดที่คับแคบ มีจิตใจไม่เปิดกว้าง แนวโน้มประเทศไทยขณะนี้ กำลังเผชิญหน้ากับความคิดแบบเล็กๆ ที่มุ่งเอาความสะใจในการกวาดล้างทางการเมืองฝ่ายตรงข้าม โดยละเลยวิธีคิดใหญ่ๆ ใจใหญ่แบบผู้นำประเทศกลุ่มที่ 1 แม้ผ่านสงครามทำลายประเทศย่อยยับ ยังสามารถนำประเทศไปสู่การเติบโตได้สำเร็จ ทั้งนี้ แนวโน้มการล้างบางอดีตพรรคร่วมรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ เริ่มส่ออาการออกมาชัดเจนขึ้น เมื่อ น.ส.สุภา ซึ่งถอดแบบการทำงานมาจากนายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ราวกับผู้มีอำนาจ ได้ปลูกถ่ายดีเอ็นเอให้เป็นคนเดียวกัน เพื่อมาทำหน้าที่ทำลายปฏิปักษ์ทางการเมือง

นายจตุพรกล่าวว่า เมื่อ น.ส.สุภาตรวจสอบ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม จนถูก สนช.ลงมติถอดถอนออกจากตำแหน่ง และตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี ด้วยข้อหาปลัดกระทรวงกลาโหมไม่ได้ขึ้นตรงต่อ รมว.กลาโหม ซึ่งเป็นข้อหาที่แหลกเหลว เพียงเพื่อเล่นงานทางการเมืองกัน สิ่งนี้จึงเป็นสัญญาณการล้างบางนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม จะเกิดขึ้นตามวิธีคิดคับแคบแบบเน้นความสะใจเท่านั้น นอกจากนี้ น.ส.สุภาได้รับแต่งตั้งเป็นประธานตรวจสอบนักการเมือง ที่เสนอและร่วมลงชื่อร่างกฎหมายนิรโทษกรรม หรือกฎหมายสุดซอย ดังนั้นเชื่อว่าแนวโน้มคงเดินหน้ากวาดพรรคการเมืองที่ร่วมเป็นรัฐบาลชุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยไม่สนใจข้อเท็จจริงและความถูกผิด คิดแต่เพียงความสะใจกับการล้างบางอดีต ส.ส. 40 คน ที่เสนอร่างกฎหมายสุดซอย แล้วจะนำพาไปสู่การกวาดล้างอดีต ส.ส.อีกประมาณ 260 คน ที่โหวตรับร่างกฎหมายฉบับนี้

“การกวาดล้างนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม โดยปักธงเอาชนะนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ได้นั้น มีเพียงการทำงานหนัก หรือทำดีต่อประชาชนให้มากกว่า แต่การมุ่งไปสู่เป้าหมายให้ได้ชัยชนะแบบมักง่าย เน้นสนองความสะใจ โดยละเลยข้อเท็จจริง ความถูก-ผิดแล้ว ย่อมไม่ชนะใจประชาชน เมื่อมีการเลือกตั้งคิดหรือว่าจะชนะ และไม่คิดหรือว่าการทำลายพรรคไทยรักไทยก็เกิดพรรคพลังประชาชน เมื่อถูกทำลายอีกก็ยังมีพรรคเพื่อไทยเกิดขึ้น และถ้ามาทำลายกันอีก ไม่คิดหรือว่านักการเมืองรุ่นที่ 4 จะเกิดสืบทอดกันไปทำหน้าที่ในสภาอีก” นายจตุพร กล่าว

คสช.จับตา“บิ๊กจิ๋ว”ตั้งคณะกู้วิกฤตชาติ

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช.กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมแถลงเปิดตัว “คณะกู้วิกฤตชาติ เพื่อกู้วิกฤตประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นแนวทางสันติวิธี ไม่เป็นภัยต่อความมั่นคง และจะมีการทำกิจกรรมสำคัญที่บ้านพักของ พล.อ.ชวลิต ภายในซอยปิ่นประภาคม จ.นนทบุรี ในวันที่ 19 กันยายนนี้ ว่า ต้องรอดูท่าทีของ พล.อ.ชวลิตก่อน เพราะถือว่าเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง และ คสช.เชื่อว่า พล.อ.ชวลิตมีความคิดและความปรารถนาดี ทั้งนี้ขอรอฟังรายละเอียดก่อนว่าจะมีแนวความคิดช่วยบ้านเมืองอย่างไร

“พล.อ.ชวลิตเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้นำในกองทัพ สามารถเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในกระบวนการเพื่อทำให้บ้านเมืองเดินหน้าไปในทางที่ดีได้ เรามองในแง่ดีไว้ก่อน ส่วนรายละเอียดนั้นต้องติดตามต่อไปก่อนที่จะมาอธิบายได้ว่า สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลหรือไม่” พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าว

“บิ๊กตู่”ตั้ง“อุตตม”นั่งที่ปรึกษานายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 202/2559 เรื่องการแต่งตั้งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี โดยมีเนื้อหาว่า เพื่อให้เป็นการผลักดันและขับเคลื่อนการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดำเนินการในด้านเศรษฐกิจและการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารด้านดิจิทัลมาใช้ในทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 แต่งตั้งให้นายอุตตม สาวนายน เป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนการบริหารราชการ ในด้านเศรษฐกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 15 กันยายน 2559 ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ นายอุตตมได้ลาออกจากตำแหน่ง รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เนื่องจากมีการปรับโครงสร้างกระทรวง และเปลี่ยนชื่อเป็น “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม”

กกต.เข้าแจงร่างพ.ร.บ.เลือกตั้ง 19 ก.ย.

นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า วันจันทร์ที่ 19 กันยายนนี้ เวลา 13.30 น. ตนพร้อมคณะจะเข้าชี้แจงและอธิบายแนวคิดของการยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เบื้องต้นคงจะเน้นประเด็นสำคัญๆ โดยเฉพาะเนื้อหาที่ กกต.ได้ยกร่างขึ้นมาใหม่ว่ามีสิ่งใดบ้างที่มีความแตกต่างไปจากกฎหมายที่มีอยู่เดิม ส่วนที่อดีต กกต.บางคน ออกมาระบุให้เขียนโทษการเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิต หรือ “ใบดำ” ให้ชัดเจนนั้น มองว่าเรื่องนี้เป็นอำนาจของ กรธ.ที่จะพิจารณา เพราะ กกต.เราเพียงเป็นผู้เสนอร่างฯ เพื่อให้ กรธ.นำข้อมูลไปประกอบการพิจารณาเท่านั้น

นายศุภชัยกล่าวต่อว่า สำหรับการประชุม กกต.ในวันอังคารที่ 20 กันยายน กกต.จะมีการพิจารณา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ซึ่งขณะนี้คณะทำงานได้ดำเนินการยกร่างฯเสร็จเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามสำหรับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เหลืออีก 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. กกต.จะเร่งดำเนินการพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายนนี้

เปิดร่างพ.ร.บ.กกต.จ่อโละกกต.จว.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุม กกต.วันที่ 20 กันยายนนี้ จะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นฉบับที่ 3 ในจำนวนร่างกฎหมาย 4 ฉบับ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ที่คณะทำงานของสำนักงานนำเสนอ จากที่ก่อนหน้านี้กกต.ได้ส่งร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ไปให้ กรธ.พิจารณาแล้ว ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของ กกต.ต่อการจัดการเลือกตั้งและพรรคการเมือง มีทั้งสิ้น 6 หมวด และบทเฉพาะกาล ประกอบด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง การสืบสวน ไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด การดำเนินการอื่นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กองทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตการเลือกตั้ง บทกำหนดโทษ และบทเฉพาะกาล

ส่วนที่มาและการพ้นจากตำแหน่งของ กกต. บัญญัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เหมือน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.พ.ศ.2550 แต่ กกต.ปัจจุบัน 5 คน ได้กำหนดในบทเฉพาะกาลให้ดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบวาระ โดยให้เริ่มนับวาระตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และเมื่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้สรรหา กกต.ที่ยังขาดอีก 2 คนให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน โดยสรรหาร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 222 วรรคหนึ่ง (2) ที่ให้มาจากการคัดเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ส่วน กกต.จังหวัดนั้น กำหนดให้มีไม่น้อยกว่า 3 คน แต่ไม่เกิน 5 คน แล้วแต่ขนาดพื้นที่และภารกิจ โดยให้มีการสรรหาใหม่เมื่อร่าง พ.ร.บ.นี้บังคับใช้

ขณะที่อำนาจหน้าที่ วิธีปฏิบัติงานของ กกต.ที่แตกต่างจากเดิมและบัญญัติให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ คือ มติ กกต.ยังยึดหลักเสียงข้างมาก แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ประธานที่ประชุมมีสิทธิออกเสียงเพิ่มเป็นเสียงชี้ขาดเฉพาะกรณีเรื่องทั่วไป แต่ถ้าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในการสืบสวน ไต่สวน ปัญหาข้อโต้แย้งที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. การได้มาซึ่ง ส.ว. พรรคการเมือง การออกเสียงประชามติ การเลือกตั้งท้องถิ่น การสั่งระงับการใช้สิทธิสมัครของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ไม่ให้ประธานที่ประชุมออกเสียงเพิ่มเป็นเสียงชี้ขาด องค์ประชุมของ กกต.ต้องไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของ กกต.เท่าที่มีอยู่ กรณี กกต.พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้เท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่ถ้ามี กกต.เหลือไม่ถึง 4 คน ให้กระทำได้เฉพาะการที่จำเป็น ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

เพิ่มอำนาจออกหมายเรียก-ค้น-ยึด-จับ

ส่วนการสืบสวนหรือไต่สวน กกต.สามารถมอบให้ กกต.แต่ละคนดำเนินการ หรือมอบคณะบุคคลดำเนินการภายใต้การกำกับของ กกต. ถ้าพบว่ามีการกระทำที่สงสัยว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กกต.แต่ละคนที่พบการกระทำผิดมีอำนาจสั่งระงับยับยั้งการเลือกตั้ง การลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งนั้นได้ รวมทั้งในช่วงที่มีการเลือกตั้ง ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หรือผู้สอบบัญชี ดำเนินการตามที่ กกต.คนใดคนหนึ่งหรือหลายคน ซึ่งได้รับมอบหมายจาก กกต.ร้องขอ เพื่อให้การดำเนินการของ กกต.เป็นไปด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้นๆ นอกจากนี้ในการเลือกตั้ง กำหนดให้ กกต., เลขาธิการ กกต., ผอ.กต.จังหวัด, พนักงานสืบสวน หรือกรรมการไต่สวนของ กกต.เป็นพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ มีอำนาจตาม ป.วิ อาญา คือสามารถออกหมายเรียก ตรวจค้น ยึด อายัด จับกุมซึ่งหน้าได้ หากมีหลักฐานว่ามีการกระทำผิด และให้ กกต.เป็นผู้เสียหายกรณีมีการกระทำผิดเลือกตั้ง ส.ส. การได้มาซึ่ง ส.ว.การเลือกตั้งท้องถิ่น กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายออกเสียงประชามติ มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลแพ่ง อาญา โดยอาจให้พนักงาน กกต.เป็นผู้ดำเนินคดีและว่าความในศาลได้ ไม่ใช่ต้องแจ้งตำรวจ หรือพึ่งพาอัยการดำเนินการเหมือนในอดีตเท่านั้น กำหนดให้หน่วยงานที่มีหน้าที่คุ้มครองพยานในคดีอาญา คุ้มครองพยานในคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งด้วย เมื่อได้รับแจ้งจาก กกต.ให้ กกต.ดำเนินคดีกับบุคคลที่ให้ถ้อยคำ แจ้งเบาะแส หรือข้อมูลที่ใช้เป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยการกระทำผิด ซึ่งจะทำให้คนกล้าเข้ามาเป็นพยานให้ กกต.มากขึ้น ให้ กกต.มีอำนาจวางระเบียบเกี่ยวกับการผ่อนชำระค่าเสียหาย และค่าใช้จ่ายสำหรับการจัดการเลือกตั้ง เนื่องจากที่ผ่านมา กกต.ต้องฟ้องคดีผู้สมัครและผู้เสียหายไม่ยอมจ่าย

จนท.ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งมีโทษคุก-ปรับ

ในส่วนข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หน่วยงานของรัฐที่ กกต.มีคำสั่งให้ช่วยเหลือสนับสนุนงานเลือกตั้ง หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง โดยไม่มีเหตุอันสมควร จนเป็นผลให้เกิดความเสียหายแก่การเลือกตั้ง ให้ถือว่าทำผิดวินัยร้ายแรง และต้องรับโทษทางอาญาจำคุก 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท

ร่างกฎหมายดังกล่าวยังกำหนดให้จัดตั้งกองทุนเพื่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตการเลือกตั้ง ใช้สำหรับป้องกันปราบปรามการทุจริตเลือกตั้ง จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้แจ้งเบาะแส มีคณะกรรมการบริหารกองทุนรวม 10 คน โดยประธาน กกต.เป็นประธาน กรรมการประกอบด้วย กกต.คนหนึ่ง ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงยุติธรรม ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารกองทุนภาครัฐหรือภาคเอกชน อย่างละ 1 คน และเลขาธิการ กกต.เป็นกรรมการ มีอำนาจออกระเบียบเกี่ยวกับการรับ-จ่ายเงิน เก็บรักษาเงิน ทรัพย์สินของกองทุน

เงินของกองทุนมาจาก 1.เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ 2.เงินอุดหนุนที่รัฐจัดสรรให้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 3.เงินสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษผู้ที่กระทำความผิดต้องจ่ายตาม พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. 4.เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรืออุทิศให้ 5.ดอกผลและผลประโยชน์ที่เกิดจากกองทุน 6.เงินที่ได้รับจากแสดงเจตนาในแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีละ 100 บาท 7.เงินหรือทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดในคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 8.เงินค่าปรับที่ได้จากการลงโทษทางอาญาแก่ผู้กระทำผิดตามพ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. การได้มาซึ่ง ส.ว. การออกเสียงประชามติ และเลือกตั้งท้องถิ่น 9.เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุนหรือที่กองทุนได้รับตามกฎหมายอื่น การจ่ายสินบนจ่ายให้แก่ผู้แจ้งเบาะแสการทุจริตเลือกตั้ง ถ้าเป็นเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. ผู้บริหารท้องถิ่น จำนวนตั้งแต่ 50,000-100,000 บาท สมาชิกสภาท้องถิ่น 30,000-80,000 บาท

สปท.การเมืองถกก.ม.ลูก 20 ก.ย.นี้

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เปิดเผยว่า ในการประชุม กมธ.ด้านการเมืองวันที่ 20 กันยายนนี้ จะนำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เหลืออีก 2 ฉบับ คือ ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. และร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง เข้าหารือในที่ประชุม โดยในส่วนของ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.นั้น จะพิจารณาในเรื่องเกี่ยวกับวิธีการสมัคร ส.ว.และวิธีการลงคะแนน ซึ่งกำลังดูว่าจะทำอย่างไร โดยเฉพาะประเด็นที่มีความกังวลว่าจะมีการบล็อกโหวตกันมาก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา ส่วนร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยดูตามร่างรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 224 อนุสุดท้าย ให้ กกต.มีอำนาจ เราก็ต้องดูว่าให้อำนาจ กกต.อย่างไร เพื่อให้การทำงานของ กกต.เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ก็บัญญัติเพิ่มได้ในกฎหมายลูก

“การที่ กกต.กำหนดให้ใบสีต่างๆ ก็ต้องสามารถแก้ปัญหาการเลือกตั้งที่ทุจริตได้ ทำให้คนเกรงกลัวที่จะทำผิด แต่ไม่ใช่แบ่งไปแบ่งมา กลายเป็นกีฬาสี ซึ่งต้องดูความเหมาะสมไม่ให้มากไปน้อยไป เพื่อให้การเลือกตั้งสามารถที่จะเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ซื้อเสียง ไม่ทุจริต ซึ่งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ จะเสร็จและนำเข้าที่ประชุมวิป สปท.ในสัปดาห์หน้า เพื่อนำเข้าที่ประชุม สปท. และเสนอต่อกรรมการร่างรัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุด” นายเสรี กล่าว

นายเสรีกล่าวต่อว่า จากที่ กรธ.เชิญ กมธ.ด้านการเมืองไปชี้แจงเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง กรธ.ก็ให้ความสำคัญดีกับข้อเสนอของเรา ซึ่งเป็นเรื่องของการปฏิรูปพรรคการเมือง ที่ผ่านมา กรธ.ก็ต้องการให้พรรคการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว ข้อเสนอเราอาจจะดูหนักมาก เป็นเรื่องการไปปรับแก้เอาว่า จุดสมควรอยู่ตรงไหน ข้อเสนออาจจะมีมาตรการที่รุนแรงก็อยู่ในแนวทางที่เข้าต้องการ ก็เอาหลักการเหล่านี้ไปปรับ เพื่อให้เป็นกฎหมาย ดังนั้นเชื่อว่า กรธ.จะนำหลายเรื่องที่เราได้ศึกษาไปใช้ และร่างกฎหมายลูกของ กมธ.ด้านการเมืองจะวางแนวทางให้สอดรับกับร่างรัฐธรรมนูญที่เรียกว่า ฉบับปราบโกง แล้ว กรธ.จะไม่เอาข้อเสนอได้อย่างไร

สุริยะใสชงกกต.สร้างเครือข่ายพหุภาคี

นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และ ผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวถึงการถ่ายโอนอำนาจในการดูแลจัดการเลือกตั้งจาก กกต.ไปให้กระทรวงมหาดไทยว่า ไม่เห็นด้วยที่จะแก้ปัญหาการจัดการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต โดยกลับไปใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทย และให้ กกต.เป็นแค่ผู้กำกับเท่านั้น แนวคิดนี้แก้ปัญหาแบบมักง่าย และสะท้อนว่าเราไม่สามารถออกแบบกลไกการจัดการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม ที่มีทางเลือกมากกว่า กกต.หรือมหาดไทย

“ผมไม่ปฏิเสธว่าการจัดการเลือกตั้งโดย กกต.ที่ผ่านมามีปัญหา แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า การจัดการโดยมหาดไทยก็มีปัญหาไม่น้อยไปกว่ากัน หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ที่สำคัญถ้าประเมินผลงาน กกต.ในชุดแรกๆ ทำไมจึงได้รับการยอมรับสูงกว่าชุดหลัง อันนี้ต่างหากที่ต้องวิเคราะห์และทบทวนเพื่อปรับปรุงการทำงานของ กกต.ถ้าเรายอมรับกันว่ามันมีปัญหาทั้ง 2 ส่วน ก็ต้องหาทางออกที่สาม ไม่ใช่อยู่ในสภาวะหนีเสือปะจระเข้ กลับไปกลับมาวนในอ่างกันอยู่แบบนี้ ผมเสนอทางที่สามคือ เพิ่มบทบาทประชาสังคมหรือประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้น ทั้งในระดับการจัดการเลือกตั้ง การตรวจสอบทุจริตและไปจนถึงกระบวนการสอบสวนวินิจฉัย เช่น รื้อสัดส่วนที่มาของ กกต.จังหวัดให้หลากหลายและเป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมืองมากกว่านี้ และกกต.ต้องมีแผนในการจัดตั้ง หรือสร้างเครือข่ายการเลือกตั้งที่โปร่งใส เช่น องค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย หรือพีเน็ต ไม่ใช่ขอความร่วมมือจากประชาชนแค่ช่วงเลือกตั้งสั้นๆ ซึ่งไม่มีประสิทธิภาพจริง ในหลายๆ ประเทศมีกลไกประชาสังคมเข้ามากำกับควบคุมการเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายสุริยะใส กล่าว

นายสุริยะใสกล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันก็สร้างภาคีเครือข่ายในรูปแบบพหุภาคี บูรณาการทุกภาคฝ่าย มีทั้ง กกต. ประชาสังคม และกลไกราชการที่ไม่ใช่แค่มหาดไทยก็สามารถเข้าร่วมได้ ความร่วมมือแบบพหุภาคีนี้ จะทำให้เกิดเครือข่ายตาสับปะรดทั่วประเทศ ไม่ใช่อยู่ในมือหรือผูกขาดโดย กกต.หรือมหาดไทยเท่านั้น และเครือข่ายตาสับปะรดไม่ควรเป็นกลไกเฉพาะกิจ นอกจากนี้ควรให้กระบวนการสอบสวนวินิจฉัยต้องโปร่งใสและอิสระมากกว่านี้ เช่น กำหนดให้ กกต.ต้องเขียนคำวินิจฉัยส่วนตน คล้ายๆ ศาลรัฐธรรมนูญ และเปิดเผยเพื่อให้สังคมตรวจสอบคำวินิจฉัยของ กกต.แต่ละคนว่ามีหลักวินิจฉัยที่เป็นเหตุเป็นผลหรือไม่

“ทนายปู” ชี้5ข้อซัดรัฐเลือกปฏิบัติ-ชี้นำ

นายนพดล หลาวทอง ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่หัวหน้า คสช.ได้ออกคำสั่งที่ 56/2559 ลงวันที่ 13 กันยายน 2559 โดยมีสาระสำคัญให้อำนาจกรมบังคับคดี ในการบังคับทางปกครอง ด้วยการยึดทรัพย์ของผู้ต้องรับผิดในโครงการรับจำนำข้าว และยังคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือวินัยนั้น ตนในฐานะทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เห็นว่า การออกคำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม คือ 1.เป็นการรวบรัด หลีกเลี่ยงที่จะไม่ใช้กระบวนการพิจารณาโดยศาลยุติธรรมปกติ แต่กลับตัดตอนใช้วิธีคำสั่งทางปกครองให้รับผิดทันทีแทนการฟ้องคดีต่อศาล

2.เป็นการชี้นำการพิจารณาคดีอาญาที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลและคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง ที่ยังพิจารณาคดียังไม่เสร็จสิ้น 3.การกระทำที่ฝ่าฝืนกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คือ การพิจารณาและวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องนี้ต้องกระทำโดยเสมอกัน หรือเสมอภาคโดยกระบวนการยุติธรรมทางศาลเช่นเดียวกัน จะเลือกปฏิบัติบางรายผ่านศาล บางรายไม่ผ่านศาลไม่ได้ 4.การออกคำสั่งที่ 56/2559 จึงไม่มีความจำเป็น เป็นการข้ามขั้นตอน และเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นอย่างมาก เพราะในการดำเนินการในเรื่องนี้ ได้มีการกำหนดแนวทางการใช้มาตรการบังคับทางปกครองอยู่แล้ว 5.อำนาจหน้าที่ของกรมบังคับคดีถูกบัญญัติไว้โดยกฎหมายอย่างชัดเจนแล้วว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีในสังกัดของกรมบังคับคดีมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินการในฐานะเจ้าพนักงานของศาล เพื่อดำเนินการบังคับคดีตามคำสั่งของศาลยุติธรรม

“การออกคำสั่งนี้จึงมีลักษณะเป็นการก้าวล่วง และก้าวก่ายไปใช้อำนาจหน้าที่ของกรมบังคับคดี ที่เป็นอำนาจสั่งการของศาลยุติธรรม จึงไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรมเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้น ผมในฐานะทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงไม่เห็นด้วยและขอคัดค้านการออกคำสั่งคสช.ที่ 56/ 2559” นายนพดล ระบุ

เพื่อไทยแนะรอฟังคำพิพากษาศาลก่อน

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเตรียมการออกคำสั่งทางปกครอง เรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวว่า เรื่องนี้ในส่วนคดีอาญาอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระบวนการพิจารณาอยู่ระหว่างการสืบพยาน การดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับค่าเสียหาย ถือเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับคดีอาญา จึงอยากให้รอการพิจารณาตรงนั้นให้เสร็จสิ้นก่อน อย่าเพิ่งรีบดำเนินการ

ส่วนกรณีที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์เร่งออกคำสั่งทางปกครองนั้น นายอำนวยกล่าวว่า อยากให้รอการพิจารณาของศาลด้วยเช่นกัน เพราะ นพ.วรงค์ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่สมัยที่โครงการยังดำเนินหน้าอยู่ จนหยุดไปแล้ว ก็ควรที่จะรอคำพิพากษาของศาล ไม่สมควรออกมาพูดอะไรอีก เพราะตอนนี้ทุกฝ่ายต่างต้องการความปรองดอง การออกมาโจมตีทางการเมืองเช่นนี้ ไม่เป็นผลดีต่อใครทั้งสิ้น

จ่อยื่นป.ป.ช.สอบ“ปรีชา-ผ่องพรรณ”

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า วันจันทร์ที่ 19 กันยายนนี้ เวลา 11.00 น. สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญจะไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่สำนักงาน ป.ป.ช. สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี เพื่อให้ตรวจสอบกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวว่ามีการนำชื่อนางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภริยาของ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ไปเป็นชื่อฝายกั้นน้ำ “ฝายแม่ผ่องพรรณพัฒนา” ใน จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสม โดยมีการขึ้นป้ายผ้าไวนิลแสดงผลงานที่ชัดเจน รวมทั้งมีการจัดทำภาชนะบรรจุน้ำให้แก่หน่วยทหาร โดยมีชื่อของนางผ่องพรรณเป็นผู้มอบให้ด้วยนั้น กรณีดังกล่าวเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของสังคมไทยเป็นจำนวนมากว่า นางผ่องพรรณ ซึ่งไม่ได้เป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงกลาโหม แต่เหตุใดจึงใช้บุคลากรและหรืองบประมาณแผ่นดินของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหม ไปดำเนินการดังกล่าวได้ ดังนั้นสมาคมจะนำความดังกล่าวไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ให้ดำเนินการไต่สวน ตรวจสอบ การกระทำของนางผ่องพรรณ และผู้บังคับหน่วยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ว่ามีพฤติกรรมที่ขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่ อย่างไร

แดงป่วนไล่“แทนคุณ”ทำเวทีเสวนาล่ม

วันเดียวกันนี้ กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (เอ็นดีเอ็ม) กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (แอลแอลทีดี) และกลุ่มเสียงจากคนหนุ่มสาว จัดกิจกรรมเสวนาของคนรุ่นใหม่และรุ่นเก๋า 10 ปีรัฐประหาร 49 ในหัวข้อ “ย่ำหยุดอยู่กับที่ 10 ปีสังคมไทย” ที่ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ นายแทนคุณ จิตต์อิสระ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด) นายอธึกกิต แสวงสุข คอลัมนิสต์ชื่อดัง เจ้าของนามปากกาใบตองแห้ง นางวริษา สุขกำเนิด เลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท นายจตุภัทร บุญภัทรรักษา ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ และนายปกรณ์ อารีกุล อดีตนักศึกษา ม.บูรพา แกนนำขบวนการประชาธิปไตยใหม่

โดย นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวปาฐกถาว่า การรัฐประหารปี 2549 เป็นจุดเริ่มต้นวิกฤติครั้งใหญ่ของสังคมถือเป็นการสร้างวิกฤติที่กำลังดำเนินอยู่ โดยไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อใด ทั้งนี้การเล่นงานกลุ่มทักษิณจะจบสิ้นไหม ขอตอบว่า ไม่แน่ใจ แล้วก็แน่ใจไม่ได้ เพราะวิกฤติที่เกิดมาตลอด 10 ปีนี้ ยังไม่จบ

“รัฐประหารในครั้งนั้น มีการนำระบอบราชการมาบริหารการเมืองแทนนักการเมืองในปี 57 เมื่อทำลายระบบรัฐสภาเอาระบบราชการเข้ามาแทน ทำให้เกิดความล้าหลัง นอกจากนี้ระบบทหารและศาล ถือเป็นส่วนสำคัญในการเปิดช่องให้ระบบราชการเข้ามาบริหารงานบ้านเมือง จากการฉีกรัฐธรรมนูญในการทำรัฐประหาร แล้วร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ร่างกี่ครั้งก็ไม่มีความหมาย เพราะร่างที่ทำขึ้นล้วนมาจากชนชั้นนำที่ทำตามอำเภอใจทั้งสิ้น ในท้ายที่สุดการจะมีรัฐธรรมนูญหรือไม่มี ก็ไม่มีความหมาย” นายสุธาชัย กล่าว

ต่อมาในวงเสวนา นายจตุรภัทร บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน นิสิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ขอยอมรับว่าเคยเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ไปขับไล่รัฐบาลทักษิณ เมื่อปี 2549 เพราะเป็นความคิดเห็นทางการเมืองที่ต้องตรวจสอบรัฐบาล ปัจจุบันยอมรับว่าการออกมาขับไล่รัฐบาลในขณะนั้น เป็นสิ่งที่ผิดพลาด เพราะหลังจากเกิดรัฐประหารมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับชาวบ้าน จึงได้เห็นว่าชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน เพราะศูนย์อำนาจหรือโครงสร้างอำนาจอยู่ที่ กทม. ชาวบ้านที่อยู่ต่างจังหวัดจึงไม่ได้รับการพัฒนาเท่ากับคนเมือง ทำให้รู้ว่าการรัฐประหารไม่ใช่เรื่องดี

ด้าน นายปกรณ์ อารีกุล อดีตนิสิตมหาวิทยาลัยบูรพา และนักกิจกรรม กล่าวว่า เป็นการกระทำที่ผิดพลาด 10 ปีก่อนตนเคยออกไปขับไล่ทักษิณ จึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการทำลายระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยความไม่เดียงสาทางการเมือง จึงต้องขอโทษ ในวันนี้ตนขอวอนประชาชนที่ยังมีความกลัวนายทักษิณ มองนายทักษิณเป็นเหมือนผีว่า อย่ากลัว เพราะปัญหาบ้านเมืองยังมีมากกว่านั้นอีก

ขณะที่ นายอธึกกิต แสวงสุข คอลัมนิสต์ชื่อดัง เจ้าของนามปากกา “ใบตองแห้ง” กล่าวว่า การรัฐประหารเมื่อ 2 ปีที่แล้ว หลายคนมองว่า เป็นการแก้ปัญหาประเทศ การโค่นอำนาจจากนายทักษิณ ในรูปแบบทางการเมืองนั้นถือว่าชนะมาแล้ว เพราะพรรคเพื่อไทย หรือขบวนการต่างๆ ของทักษิณ อาทิ กลุ่มคนเสื้อแดง นปช. ไม่มีทางเข้าสู่อำนาจอย่างน้อย 5 ปี

“ปัจจุบันสังคมมืดมิด มองไม่เห็นอนาคต ทำให้หยวนๆ กันไป เป็นการลากไปข้างหน้า ผมคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นคนที่มีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง

 

Leave a comment