“โภคิน” ไม่ต้องจ่าย 1.4 พันล้าน จัดซื้อรถ-เรือดับเพลิงฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/243939

คมชัดลึก, ข่าวทั่วไป, ผู้ว่าฯ, 1.4 พันล้าน, ศาลปกครองกลาง, รมว.มหาดไทย, กทม., รถ-เรือดับเพลิง, โภคิน, ไม่ต้อง, จ่าย, พัน, ล้าน, จัดซื้อ, เรือ, ดับ, เพลิง, ไม่ต้องจ่าย, พันล้าน

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 27 ก.ย. 2559

“โภคิน” ไม่ต้องจ่าย 1.4 พันล้าน จัดซื้อรถ-เรือดับเพลิงฯ

ศาลปกครองกลาง เพิกถอนคำสั่ง กทม.“โภคิน”ไม่ต้องจ่าย1.4 พันล้าน ชดใช้โครงการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง ศาลชี้ข้อตกลง A.O.U.ออสเตรีย ตรวจสอบก่อนลงนามโดยอดีตผู้ว่าฯกทม.

 

27 ก.ย.59 – นายสมศักดิ์ ศุภะรัชฎเดช ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวน และองค์คณะ มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ 1070/2554 คดีที่นายโภคิน พลกุล อดีต รมว.มหาดไทย ยื่นฟ้อง กรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 เรื่องออกคำสั่งโดยมิชอบ กรณีออกคำสั่งให้นายโภคิน ผู้ฟ้องชดใช้เงิน แก่กรุงเทพมหานคร จำนวน 1,434,463,937.07 บาท จากกรณี ป.ป.ช. ชี้มูลกล่าวหานายโภคิน กระทำการทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ในการจัดซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิง พร้อมด้วยอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยในราคาที่สูงเกินความเป็นจริง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ

ศาลพิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า ขณะผู้ฟ้อง ดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย เป็นผู้เสนอขออนุมัติโครงการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิงฯ ตามที่ผู้ถูกฟ้องทั้งสอง เสนอผ่านต่อ ครม. ที่มีมติอนุมัติหลักการโครงการฯ ดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.47 ผู้ถูกฟ้องที่ 1 เป็นผู้ทำความตกลงกับรัฐบาลของสาธารณรัฐออสเตรีย ซึ่งนายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่าฯ กทม.ขณะนั้น มีบันทึกถึงผู้ฟ้องเพื่อเสนอขอให้พิจารณาลงนามใน A.O.U.เรื่องการจัดหารถ-เรือดับเพลิงฯ ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐออสเตรีย ซึ่งต่อมาผู้ฟ้องได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ A.O.U. ลงวันที่ 30 ก.ค.47 โดยเมื่อพิจารณาข้อความที่ปรากฏใน A.O.U ทั้งฉบับภาษาอังกฤษและภาษาไทยในส่วนภาคผนวกต่างๆ แนบท้ายบันทึกแล้ว เห็นว่า A.O.U. เป็นเพียงกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนำไปสู่การทำสัญญาซื้อขายกันอีกครั้งหนึ่ง โดยคู่สัญญาจะต้องไปปรับปรุงรายละเอียดของสินค้าให้เป็นไปตามที่ ครม.กำหนดภายในกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติ ดังนั้นเมื่อเป็นเพียงกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ จึงไม่ก่อให้เกิดพันธะผูกพันทางกฎหมาย ที่จะทำให้เป็นสนธิสัญญา ตามคำนิยามของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969

โดยก่อนที่ผู้ฟ้อง ลงนาม A.O.U. ก็ได้รับการยืนยันจากกรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนและได้ตรวจสอบความถูกต้องของการดำเนินการแล้ว ต่อมาวันที่ 4 ส.ค.47 นายสมัคร ผู้ว่าฯกทม.ขณะนั้น ก็ได้มีบันทึกถึงผู้ฟ้อง ยืนยันว่าการลงนามใน A.O.U. เป็นไปตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 7 ม.ค.46 แล้ว พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวจึงมีเหตุผลเพียงพอให้เชื่อได้ว่าผู้ฟ้อง เห็นว่าผู้ถูกฟ้องที่ 1 ได้ตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาและขั้นตอนการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวโดยถูกต้องแล้ว แม้ผู้ฟ้องคดีลงนามใน A.O.U. ไปโดยไม่มีอำนาจ แต่ปรากฏต่อมาภายหลังว่ากระทรวงมหาดไทย มีหนังสือลงวันที่ 16 ส.ค.47 ขออนุมัติ ครม.เพื่อก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พร้อมแจ้งว่าผู้ฟ้อง ได้ลงนาม A.O.U. กับเอกอัครราชทูตออสเตรียประจำประเทศไทยแล้ว และในวันที่ 17 ส.ค.47 มีการนำ A.O.U. ที่ลงนามให้ ครม.ดูก็ไม่มีผู้ใดคัดค้าน แล้วเมื่อวันที่  24  ส.ค.47 ครม.ได้มีมติอนุมัติ ให้กระทรวงมหาดไทยโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณในโครงการดังกล่าว จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่า ครม.เห็นชอบในตัวบุคคลที่ลงนามใน A.O.U. แล้วตั้งแต่วันอนุมัติโครงการ และถือว่าผู้ฟ้องลงนามโดย ครม.ได้ให้สัตยาบันแก่การลงนามนั้นแล้ว ส่วนผู้ฟ้องคดี ทราบคุณลักษณะเฉพาะของรถและเรือดับเพลิงก่อนลงนาม A.O.U. หรือไม่นั้น กรณีรับฟังได้ว่า ก่อนลงนาม A.O.U. ผู้ฟ้องคดีไม่เคยได้รับเอกสาร Offer No. 870/04/03/58-1 จาก บริษัท สไตเออร์ฯ

ส่วนที่ ผู้ว่าฯ กทม.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 อ้างว่า ได้มีหนังสือขอให้ผู้ฟ้อง ทบทวนการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิงฯ ศาลเห็นว่า อำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการเงินงบประมาณทั้งหมดเป็นของ กรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องที่ 1โดยผู้ว่าฯ กทม. ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ไม่ได้เป็นอำนาจของ รมว.มหาดไทยแต่อย่างใด เนื่องจากระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการใช้จ่ายเงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดให้แก่กรุงเทพมหานคร พ.ศ.2533 ข้อ 6 เพียงแต่กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ต้องได้รับความเห็นชอบจาก รมว.มหาดไทยเพื่อขออนุมัติในการจ่ายเงินเท่านั้น หากกรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องที่ 1 เห็นว่าการจัดซื้อโครงการไม่ถูกต้อง หรือยังไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควรก็เป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของผู้ว่าฯ กทม. ผู้ถูกฟ้องที่ 2 จะต้องดำเนินการทบทวนข้อตกลงซื้อขายด้วยตนเอง

ศาลจึงเห็นว่า ผู้ฟ้องไม่ได้จงใจ หรือประมาทเลินเล่อกระทำต่อ กรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องที่ 1 โดยผิดกฎหมาย ทำให้ได้รับความเสียหายแก่ทรัพย์สิน และไม่ได้กระทำละเมิดจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำนวน 1,434,463,937.07 บาท รวมทั้งค่าเสียหายอื่น ๆ และค่าเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ขอสงวนสิทธิจะเรียกร้องเพิ่มเติมในภายหลัง ตามคำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ 1365/2557 ลงวันที่ 21 เม.ย.57 แต่อย่างใด ดังนั้น คำสั่งของผู้ว่าฯ กทม. ผู้ถูกฟ้องที่  2 ที่ให้นายโภคิน ผู้ฟ้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จึงพิพากษา ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ว่า กทม. ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ตามคำสั่งกรุงเทพมหานครที่ 1365/2557 ลงวันที่ 21 เม.ย.57 ที่ให้นายโภคิน ผู้ฟ้อง ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่กรุงเทพมหานคร ผู้ถูกฟ้องที่ 1 จำนวน 1,434,463,937.07 บาท โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่มีคำสั่งดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำพิพากษาดังกล่าวเป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งคู่ความยังสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 30 วัน.

 

Leave a comment