ถอด‘บทเรียน’จัดการน้ำต่างชาติ ความท้าทายถึงไทยพร้อมหรือยัง.?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/222251

วันศุกร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“วิกฤติน้ำ” ทั้งน้ำท่วม-น้ำแล้งในห้วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยที่ค่อนข้าง “ล้มเหลว” เพราะไม่สามารถเก็บกัก “น้ำฝน” ไว้ใช้ในยาม “แล้งน้ำ” ได้มากพอ หนำซ้ำบางพื้นที่ยังปล่อยให้เป็น “น้ำรอระบาย” สร้างปัญหาให้กับประชาชน ซึ่งในความเป็นจริงมีหลายประเทศที่ก้าวผ่าน “วิกฤติ” เช่นนี้มาได้แล้ว

ถือเป็น “บทเรียน” ที่ประเทศไทยนำมาประยุกต์ใช้ได้!!!

ในงานเสวนา “บทเรียนต่างประเทศ สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ และอิสราเอล บนความท้าทายในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน” จัดโดยบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย, มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มี “ประสบการณ์” ขององค์กรต้นแบบ ที่น่าสนใจ…

 

‘อิสราเอล’ต้นแบบสู้ภัยแล้ง

“ไวน์เบอร์เกอร์ กาฟเรียล” ผู้อำนวยการสถาบันอุทกวิทยาอิสราเอล กล่าวว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของอิสราเอล “แห้งแล้ง” จึงใช้นโยบาย “ยึดความอยู่รอด” ทำให้ใช้น้ำได้อย่างเต็มที่ทั้งน้ำฝน น้ำบาดาล การใช้น้ำจึงแบ่งเป็น 1.ใช้เพื่อชลประทาน 2.เพื่อบริโภค และ 3.นำน้ำกลับมาใช้ใหม่

อิสราเอลได้เชื่อม “โครงข่ายน้ำจืด” ด้วยระบบท่อใต้ดิน นำน้ำจืดจากทางเหนือลงมาทางใต้ เพื่อใช้อุปโภคบริโภคและผลิตไฟฟ้า ปรับวิถีเกษตรแบบใช้น้ำน้อย โดยพื้นที่เพาะปลูก 70% เป็นระบบชลประทาน “น้ำหยด” จ่ายน้ำให้พืชไร่ได้มากกว่า 90% จึงลดปัญหา “แย่งชิงน้ำ” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังผลิตน้ำเองได้ โดยนำ “น้ำทะเล” มาเปลี่ยนเป็นน้ำจืด และยังบำบัดน้ำเสียน้ำทิ้ง เข้าสู่โรงบำบัดก่อนส่งไปพื้นที่แห้ง เพื่อให้ซึมลงดินเข้าสู่กระบวนการกรองธรรมชาติ แล้วจึงสูบน้ำจากใต้ดินมาใช้ในการเพาะปลูก

“ทุกวันนี้อิสราเอลไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำ แต่สิ่งที่กังวล คือ ต้องจัดการน้ำให้ดีมากยิ่งขึ้น โดยได้ตั้งศูนย์วิจัยที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก ทำหน้าที่พยากรณ์น้ำท่วม น้ำแล้ง คำนวณว่าปริมาณน้ำท่วมจะเกิดขึ้นมากเพียงใด ใช้เวลาเท่าใด ข้อมูลจะถูกส่งผ่านสมาร์ทโฟนไปให้ประชาชนได้เตรียมตัวล่วงหน้า”

 

‘สิงคโปร์’ต้นแบบจัดหาน้ำจืด

“ริดซวน บิน อิสมาอิล” ผู้อำนวยการคณะกรรมการบริการลุ่มน้ำสิงคโปร์ กล่าวว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรน้ำ จำเป็นต้องซื้อน้ำจากต่างประเทศ จึงใช้นโยบาย “น้ำคือความมั่นคงของประเทศ” ลดการซื้อน้ำจากต่างประเทศ กำหนด “ภาษีอนุรักษ์น้ำ” คือ เมื่อใช้น้ำมากก็ยิ่งมีค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าบริการและภาษีที่สูงขึ้น รวมถึงกำหนดอุปกรณ์ประหยัดน้ำ ซึ่งถือเป็นข้อบังคับในการพัฒนาเครื่องอุปโภคในครัวเรือน หากใครใช้น้ำมากจะถูกสั่งให้เขียนแผนลดการใช้น้ำส่งกลับมาให้รัฐพิจารณา และพัฒนาพื้นที่อ่างเก็บน้ำจากเดิมที่มีอยู่ตามธรรมชาติเพียง 3-4 แห่ง จนปัจจุบันมีถึง 17 แห่ง

สิงคโปร์ใช้เทคโนโลยีรีไซเคิลน้ำเสีย ภายใต้ชื่อ NEWater นำน้ำเสียจากภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมมาผ่านกรรมวิธี จนได้ “น้ำดิบ” คุณภาพดี จากนั้นนำกลับเข้าไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม ที่เหลือจะถูกนำไปรวมกับแหล่งน้ำดิบ เพื่อผลิต “น้ำประปา” สู่ประชาชนอีกครั้ง นอกจากนี้ยังแปลงน้ำทะเลเป็นน้ำจืด ทุกวันนี้สิงคโปร์นำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้มากกว่า 1 ครั้ง รวมถึงกำหนดแผนการจัดการน้ำ 50 ปี โดยจะให้ใช้ในครัวเรือนเพียง 30% ส่วนอีก 70% จะนำไปใช้ด้านอื่น และจะนำน้ำทิ้งมาบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ในปริมาณ 55% ที่เหลืออีก 25% จะเป็นการผลิตน้ำเค็มให้เป็นน้ำจืด

“สิงคโปร์เป็นเกาะ หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาให้ได้ทุกหยด จึงต้องกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สร้างที่อยู่อาศัยต้องมีโครงสร้างระบายน้ำเข้าสู่ระบบท่อสาธารณะ ถัดมาคือสิ่งก่อสร้างต้องมีมาตรฐานเรื่องขนาดฐานรากให้กระจายน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ปรับปรุงระบบระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง เช่น ขยายทางระบายให้กว้าง สร้างแก้มลิง”

 

‘เนเธอร์แลนด์’ต้นแบบสู้น้ำท่วม

“ทีจิตต์ โนตา” ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ สถาบันวิจัยเดลทาสร์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า พื้นที่ประมาณ 1 ใน 4 ของประเทศต่ำกว่าระดับน้ำทะเล จึงบริหารจัดการภายใต้โครงการพัฒนาระบบจัดการน้ำและควบคุมผลกระทบจากภัยพิบัติทางน้ำ ครอบคลุมการสูบน้ำออกจากทะเลสาบ พร้อมกับสร้างเขื่อน ทางระบายน้ำและสถานีสูบน้ำจำนวนมาก เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศประสบภาวะ “อุทกภัย” มีการเก็บภาษีน้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยง และยังนำ “กังหันลม” มาช่วยผลิตกระแสไฟฟ้า และลดปัญหาลมที่ทำให้น้ำระเหยเร็ว

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาบริหารจัดการน้ำหลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในประเทศทั้งจากทะเลและจากแม่น้ำ ใช้ “โปรแกรมจำลองเหตุการณ์” เป็นตัวร่วมกำหนดสถานการณ์ เพื่อรับมือปัญหาน้ำท่วม เปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ มีส่วนร่วมตัดสินใจทำแผนบริหารจัดการ นอกจากนี้วาง “ผังเมือง” เพื่อใช้อย่างเป็นระบบ เช่น ทำลานจอดรถใต้ดินในเวลาปกติ แต่เมื่อมีน้ำหลากหรือฝนตกก็ใช้เป็นที่กักเก็บน้ำแทนเพื่อป้องกันน้ำท่วมด้านบน

“สำหรับข้อเสนอถึงประเทศไทย คือ ควรเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นเชิงรุก โดยวางแผนระยะยาวเป็น 100 ปี ไม่ใช่ 5-50 ปี อีกทั้งต้องใช้เครื่องมือที่ทันสมัย ให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องได้เข้ามามีส่วนร่วมบูรณาการอนาคต วางแผนอย่างยืดหยุ่นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง”

 

‘ไทย’…พร้อมรับมือหรือยัง.?

“ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล” ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การสร้างความสมดุลของทรัพยากรน้ำ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “น้ำคือชีวิต” และการบริหารจัดการน้ำ “จากภูผาสู่นที” คือ ต้นแบบของการบริหารจัดการน้ำที่เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังควรดำเนินการ เพื่อให้การจัดการน้ำมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ดังนี้ 1.ควรมีหน่วยงานหลักในการทำหน้าที่บริหารจัดการอย่างจริงจัง 2.ควรฟื้นฟูแหล่งน้ำเดิม แทนการขุดหรือสร้างแหล่งน้ำใหม่ และ 3.ควรมีระบบและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ เพื่อ “รีไซเคิลน้ำ”

ขณะที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้วางแผนบริหารจัดการน้ำ เช่น การส่งน้ำไปยังพื้นที่เพาะปลูกให้ตรงจุด พร้อมส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้เป็นต้นแบบในการนำไปปฏิบัติ รัฐบาลพร้อมผลักดันทุกโครงการให้เกิดขึ้น เราต้องแยกกิจกรรมน้ำอย่างชัดเจน แต่ถามว่าวันนี้คนไทยเตรียมพร้อมหรือยัง…

นี่คือความท้าทายของทุกคน!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment