‘ป่าหาย-เขาหัวโล้น’ อย่าแก้กันแบบ‘หลงทาง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/218505

วันพุธ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องตามกันต่อไปกับ “เขาหัวโล้น ณ เมืองน่าน” จากกรณีที่มีภาพภูเขาหัวโล้นใน จ.น่าน ปรากฏผ่านสื่อต่างๆ ช่วงปลายเดือน มี.ค. 2559 ที่ผ่านมา ตามมาด้วยความร่วมมือจากผู้มีชื่อเสียงหลายรายในการหาทางฟื้นฟู ทว่าก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กล่าวโทษชาวบ้านที่รับจ้างนายทุนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำให้เกิดคำถามว่า “เป็นธรรมหรือไม่?” รวมถึงมีข้อกังวลว่า การปลูกป่าอย่างที่ทำกันอยู่นี้ จะช่วยให้ “มีป่าอย่างยั่งยืน” ได้จริงหรือ?

‘ป่าหาย-เขาหัวโล้น’ ใครผิด?

“สัมปทานป่าไม้สามสิบกว่าปี ภาคเหนือเป็นภาคที่มีสัมปทานป่าไม้มากที่สุดในประเทศไทย แต่ก่อนเราจะมีพ่อเลี้ยงเยอะแยะไปหมด พ่อเลี้ยงก็คือคนที่รวยจากสัมปทานป่าไม้ทั้งสิ้น”

สุมิตรชัย หัตถสาร นักกฎหมายและผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น กล่าวในเวที กสม.พบประชาชน (ภาคเหนือ) จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) 26 พ.ค. 2559 ณ โรงแรมดวงตะวัน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ถึง “สาเหตุที่แท้จริง” ของป่าไม้ที่หายไป

ซึ่งสอดคล้องกับบทความ “สัมปทานป่าไม้ บทเรียนจากสายน้ำเลือด” จากเว็บไซต์ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร (www.seub.or.th) ระบุว่า สัมปทานป่าไม้ในไทยเริ่มขึ้นในปี 2496 แต่ยังเป็นเพียงรายย่อย กระทั่งทำกันแบบ “เป็นล่ำเป็นสัน” ในปี 2511 เมื่อรัฐบาลขณะนั้น กำหนดให้ผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับป่าไม้ และประชาชนแต่ละจังหวัดร่วมกันจัดตั้งนิติบุคคลขึ้น เรียกว่า “บริษัททำไม้ประจำจังหวัด” เพื่อเป็นผู้รับสัมปทานทำไม้ในป่าที่อยู่ในท้องที่นั้นๆ

แม้จุดประสงค์ของรัฐบาลจะ “หวังดี” ต้องการให้ผู้รับสัมปทาน “ช่วยดูแลป่า” ทว่าในความเป็นจริงผลที่ออกมากลับ
“ตรงกันข้าม” ไล่ตั้งแต่ผลประโยชน์การทำป่าไม้ไม่ได้ตกอยู่กับชาวบ้านในจังหวัดจริงๆ เพราะนายทุนนำรายชื่อญาติพี่น้องเพื่อนฝูงไปใส่ในโควตาประชาชน การกำหนดเงื่อนไขให้นำเงินจากธุรกิจป่าไม้มาสนับสนุนภารกิจปลูกป่าของกรมป่าไม้ ทำให้ผู้ได้รับสัมปทานไม่ใส่ใจที่จะดูแลป่า

นอกจากนี้เมื่อพบว่ามีการบุกรุกป่า หลายครั้งผู้ได้รับสัมปทานมักอ้างว่าคนรับจ้างตัดไม้ทำกันเอง ตนไม่รู้เรื่องด้วย พฤติกรรมเหล่านี้ก่อให้เกิดการลักลอบตัดไม้กันมหาศาล เพราะไม้ในป่าสัมปทานไม่เพียงพอ ในบทความนี้กล่าวว่า ปี 2504 ประเทศไทยเคยมีป่าไม้สูงถึงร้อยละ 53 ของพื้นที่ประเทศ ทว่าในปี 2528 กลับลดลงมาเหลือเพียงร้อยละ 29.05 กระทั่งรัฐบาลยุคต่อมาตัดสินใจประกาศ “ปิดป่าถาวร” ในปี 2532 ไม่ให้มีสัมปทานป่าไม้อีกต่อไป

เช่นเดียวกับที่ พฤ โอโดเชา ผู้ประสานงานเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ชาวปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง) บอกเล่ากับ “สกู๊ปแนวหน้า” ว่าต้องย้อนไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ยุคที่ “ฝิ่น” ยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่ “ไม่ผิดกฎหมาย” นายทุนพ่อค้าใน
ยุคนั้นได้ชักชวนให้ชาวบ้านไปเป็นแรงงานในไร่ฝิ่น เกิดการขยายที่ปลูกกันอย่างมโหฬาร

กระทั่งยุคต่อมาเมื่อฝิ่นกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย นายทุนจึงชักชวนให้ปลูกพืชเศรษฐกิจอีกหลายชนิดเพื่อทดแทนฝิ่น ในจำนวนนี้ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ได้รับการส่งเสริมมากที่สุด ซึ่งภาครัฐในขณะนั้นก็มิได้ทักท้วง โดยที่ยังไม่มีใครตระหนักว่ามันจะกลายเป็น “วงจรหนี้สิน” มาจนถึงปัจจุบัน

“ชาวบ้านอย่างพวกผมก็ไปรับเมล็ดพันธุ์จากอีกหมู่บ้านหนึ่งที่เขาปลูกแล้วมาปลูกบ้าง เขาก็บอกว่าไปยืมปุ๋ยได้ยืมยายืมสารเคมีได้ ข้าวโพดออกแล้วก็ไปใช้เขา ผลคือพื้นที่ที่เราปลูกก็กลายเป็นหนี้หมุนเวียน ป่าของเราก็ถูกตัดขายไป เหลือแต่ดินไม่นานดินก็เสื่อม ส่วนข้าวโพดปลูกไม่นานก็ไม่คุ้มแล้ว” พฤ กล่าว

ขณะที่ สุมิตรชัย ตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายของภาครัฐที่ต้องการให้ “มีพื้นที่ป่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ” ซึ่งหากดูเป็นรายภาค ภาคเหนือนั้น “มีพื้นที่ป่ามากกว่าเกณฑ์” แต่เหตุใดเมื่อภาครัฐจะเอาจริงเอาจังกับปัญหาการบุกรุกทำลายป่า จึง “เพ่งเล็ง” ภาคเหนือเป็นพิเศษ

“เชียงใหม่มีป่า 70 เปอร์เซ็นต์ น่านเหลือป่า 65 เปอร์เซ็นต์ คือถ้าเอาเกณฑ์ 40 เปอร์เซ็นต์เป็นตัววัด ภาคเหนือผ่านนะครับ เราเกินเกณฑ์มาตลอด แต่กลับถูกมองว่าเป็นผู้ทำลาย” สุมิตรชัย ระบุ

‘แห่ปลูกป่า’ ช่วยได้จริงหรือ?

กับกระแส “ตื่นป่าหาย-เขาหัวโล้น” ที่เกิดขึ้น พฤ ให้มุมมองว่า ที่ผ่านมาเมื่อมีกระแสดังกล่าว สิ่งที่มักจะทำกันคือบรรดาคนดัง คนมีชื่อเสียงทั้งหลาย จะชักชวนกันไป “ปลูกป่า” ทว่าจากสิ่งที่ผู้ประสานงานกลุ่มชาติพันธุ์รายนี้เห็นมาตลอดนับสิบปีคือ “เมื่อคล้อยหลังไปไม้ก็ตาย” เพราะผู้ปลูก “ไม่เข้าใจระบบนิเวศน์” ในพื้นที่นั้น

“การปลูกไม้ปลูกป่าที่ผมเห็นมา ส่วนมากตายหมดครับ ด้านหลังป้ายปลูกป่านั่นธรรมชาติขึ้นเองทุกต้น ส่วนที่ปลูกตรงป้ายนั่นตายหมด เหลือแค่ไม่กี่ต้นที่เขาจะต้องรดน้ำพรวนดินอย่างดี เพื่อให้เจ้านายที่มีชื่อในป้ายนั้นจะได้ไม่เสียชื่อ ผมอยู่มาก็เห็นแบบนี้”

พฤ ระบุ และยังย้ำด้วยว่า หน่วยงานรัฐรวมถึงสังคมไทยต้อง “ทำความเข้าใจ” ก่อนปลูกป่าต้องทำการศึกษาจากพื้นที่จริงเสียก่อน มิใช่อยากจะปลูกอะไรก็ปลูก เพราะนอกจากจะไม่ทำให้ป่าฟื้นแล้ว ยังอาจ “ทำลายพื้นที่” โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

“นักปลูกต้นไม้ในไทย เคยรู้ถึงข้อนี้ไหม? อะไรก็ปลูกอะไรก็เพาะ มองว่าต้นไม้ดีหมด แต่จริงๆ มันเป็นการเอาไม้ต่างถิ่น
มาแย่งชิง มากลืนกินอาหารของไม้พื้นถิ่นไปหมด ไม้พื้นถิ่นก็หาย พืชที่มีเมล็ดที่สัตว์ป่าไปกินก็ไม่เหลือ” ผู้ประสานงานกลุ่มชาติพันธุ์รายนี้ กล่าวย้ำ

‘คนเมือง’ ต้องร่วมรับผิดชอบ

อย่างที่ทราบกันดีว่า เมื่อมีข่าวการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูก มักมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะจาก “คนในเมือง” ว่าชาวบ้านบ้าง นายทุนบ้าง เป็นผู้ทำลายธรรมชาติ ซึ่ง พฤ ให้ความเห็นว่า คนเมืองในฐานะ “ผู้บริโภค” เองก็ต้อง “มีส่วนร่วม” ด้วยเช่นกัน เช่นกรณีนี้ ข้อเท็จจริงคือ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกนั้นถูกนำไปใช้เลี้ยงปศุสัตว์ เพื่อนำเนื้อสัตว์นั้นไปทำอาหารเลี้ยงคนอีกทอดหนึ่ง” ซึ่งหากผู้บริโภคปฏิเสธ “ไม่เอาสินค้าทำลายสิ่งแวดล้อม” นายทุนผู้ผลิตและผู้ที่รับจ้างนายทุนผลิต ก็จะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปโดยปริยาย

“ขอให้คนในเมืองยอมรับและเห็นต้นเหตุวงจรการทำลายทั้งหมดก่อน ให้เกิดการตื่นรู้ตื่นตัวกันเป็นวงจร ไม่ใช่ตื่นกันแค่ดอยหัวโล้น ต้องศึกษา อย่างถ้าจะกินปลา ต้องรู้ว่าบริษัทนี้เขาใช้ปลาจากประมงที่บริสุทธิ์ไหม? ทำแบบทำลายอย่างอวนรุนอวนลากไหม? ต่อไปคนไทยต้องฉลาดขึ้นและมองการณ์ไกลขึ้น” พฤ ฝากทิ้งท้าย ซึ่งทั้งหมดนี้น่าจะเห็นภาพชัดเจนว่า วิกฤติ “ป่าหาย-เขาหัวโล้น” มีที่มาที่ไปอย่างไร และการแก้ไขคงมิใช่การโทษกันไปมา

แต่ต้อง “ร่วมมือกันทุกฝ่าย” ทั้งรัฐ เอกชน และชาวไทยทุกคน!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment