‘ภัยแล้ง’วิกฤติอากาศโลก ถึงเวลาเปลี่ยนสู่‘วิถียั่งยืน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/219148

วันอาทิตย์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“2559 ปีแล้งเดือด”

ไม่ใช่ชื่อของภาพยนตร์ที่ไหน..แต่คือ “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง” สดๆ ร้อนๆ ช่วงต้นปี2559 กับ “วิกฤติภัยแล้ง” ถึงขนาดที่แม่น้ำหลายสาย “แห้งขอด” กระทั่งเทศกาลแห่งความสนุกสนานอย่าง “สงกรานต์” ก็ยัง “กร่อย” หลายพื้นที่ต้องงดจัดงานเพราะไม่มีน้ำเพียงพอให้เล่น พร้อมๆ กับที่ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NASA) เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็น “อุณหภูมิร้อนระอุ” ปกคลุมประเทศไทย

ปรากฏการณ์นี้หลายคนกล่าวตรงกันว่า “ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิต”!!!

ในงานแถลงข่าวการประชุมวิชาการ “ความท้าทายต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเอเชีย” เมื่อ 19 พ.ค. 2559 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ชั้น 26 อาคารสยามพิวรรธ์ทาวเวอร์ ปทุมวัน กรุงเทพฯ ดร.ณรรต ปิ่นน้อยผู้เชี่ยวชาญประจำโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) กล่าวถึงผลกระทบจากวิกฤติภัยแล้งหนนี้

โดยอ้างอิงตัวเลขของ “สภาพัฒน์” สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่พบว่า ตั้งแต่ปี 2557 ที่ประเทศไทยเริ่มประสบปัญหาภัยแล้ง ผลผลิตทางการเกษตรของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ในแวดวงอุตุนิยมวิทยานานาชาติ ยังมีการทำนายสภาพอากาศของไทยและภูมิภาคนี้ในอนาคตไว้ว่า..

“ฤดูร้อน” จะแล้งยาวนานขึ้น..ส่วน “ฤดูฝน” ฝนจะตกหนักขึ้น!!!

ผู้เชี่ยวชาญจาก UNDP กล่าวต่อไปว่า ทิศทางการพัฒนาจึงต้องมุ่งเน้น “ความยั่งยืน” มากขึ้น ซึ่งสำหรับประเทศไทย เรามีต้นทุนความรู้อยู่แล้วคือ เกษตรพอเพียงตามแนวพระราชดำริ ดร.ณรรต ยกตัวอย่าง “การบริหารความเสี่ยงของพื้นที่” เช่น เกษตรกรมักไม่ค่อยอยาก “ขุดบ่อเก็บน้ำ” เพราะกลัวจะเสียพื้นที่เพาะปลูกทำให้เมื่อถึงฤดูแล้ง นอกจากจะไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับพืชหลักแล้ว ยังไม่สามารถทำอย่างอื่นที่ใช้น้ำน้อยทดแทนได้ด้วย

เมื่อ “ไม่มีผลผลิต” ก็ย่อมขาด “รายได้” ไปโดยปริยาย!!!

“เกษตรกร 5 ล้านครัวเรือน มีที่ทำเกษตรกร 3 ประเภท คือเพาะปลูก เลี้ยงปศุสัตว์ และเลี้ยงสัตว์น้ำ แค่ 1.4 เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลนี้มาจากสำมะโนเกษตรล่าสุดของประเทศไทย คือคุณไม่มีแหล่งน้ำนี่คุณหมดสิทธิ์ทำแหล่งน้ำเลย ทำไม่ได้แน่นอน ปศุสัตว์ก็เลี้ยงได้น้อย เพราะทุกอย่างไปทำเพาะปลูกหมด

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านไปดูว่าบรรพบุรุษของเราทำเกษตรกันมายังไง ท่านพูดว่าท่านไม่ได้ทำอะไรใหม่ เพียงแต่รวบรวมสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในอดีตเอามาเรียบเรียงให้พวกเราฟัง ว่าถ้าเราทำอย่างที่เราเคยทำกันสมัยโบราณ มันทำให้เกิดผลสำเร็จ ที่พิสูจน์กันมาแล้วเป็นร้อยๆ ปี สมัยเด็กๆ บ้านผมมีบ่อน้ำ ทุกบ้านแถวนั้นก็มีบ่อน้ำ เพราะเวลาหน้าแล้งเราก็มีน้ำสำหรับให้สัตว์เลี้ยงบ้างอะไรบ้าง ก็ยังสามารถมีปลามีอะไรไว้ทำมาหากินได้” ดร.ณรรต กล่าว

เรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้นเป็นความสนใจในระดับโลกดังที่ องค์การสหประชาชาติ (UN) ตั้งเป้าหมายการพัฒนาไว้ 17 ข้อซึ่งก็มีเรื่องของ “สิ่งแวดล้อม” หลายประการ เช่น (7)มีพลังงานสะอาดใช้อย่างเพียงพอ, (12)บริโภคและผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ, (13)การดูแลเรื่องสภาพภูมิอากาศ, (14)ดูแลทรัพยากรทางน้ำ เป็นต้น

รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แม้หลายๆ ตัวชี้วัดของสหประชาชาติไทยจะทำได้ดีมาก่อนหน้าแล้ว แต่หลายเรื่องยังต้องเดินหน้ากันต่อไปโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เพราะท้ายที่สุดย่อมย้อนกลับไปกระทบกับรายได้และความเป็นอยู่ของประชากรในประเทศ

“เมื่อมีปัญหาสิ่งแวดล้อม เมื่อสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย การเข้าถึงฐานทรัพยากรของเกษตรกรที่ยากจนก็เข้าถึงได้ยาก การจะพึ่งตนเองก็เลยเป็นเรื่องที่ยาก เราทำไปมากพอสมควร แต่เราก็ยังต้องมีจุดมุ่งเน้นใช้แรงกายแรงใจอีกเยอะที่จะทำสิ่งเหล่านี้” อาจารย์นวลน้อย กล่าวทิ้งท้าย

หมายเหตุ : งานประชุมวิชาการ “ความท้าทายต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเอเชีย” จะจัดขึ้นในวันที่ 8 มิ.ย. 2559 ณ โรงแรมดุสิตธานี แยกศาลาแดง กรุงเทพฯ

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment