‘สระพวง…บ้านสาแพะ’สู้แล้ง ผันน้ำจาก‘สระแม่’สู่ลูกหลาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/219475

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

“ภัยแล้ง” ในห้วงที่ผ่านมา แม้จะนำความเดือดร้อนแพร่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า แต่ถ้ามองอีกมุมความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นนำมาซึ่งการ “ตื่นตัว” และตระหนักต่อการรับมือกับภาวะอากาศที่แปรปรวน หลายพื้นที่หลายองค์กรพยายามแสวงหาวิธี “รับมือ” กับภัยแล้ง โดยเฉพาะการ “เก็บกักน้ำ” ไว้ใช้ในยามที่ “ผืนดินแตกระแหง ผืนน้ำแห้งขอด” ในอนาคต

“สระพวง” เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ถูกพูดถึง และมีตัวอย่างความสำเร็จให้เห็นแล้วในพื้นที่ “บ้านสาแพะ” อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง!!!

ฤดูร้อนที่กินช่วงเวลานาน อีกทั้งผลกระทบจากการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า กอปรกับสภาพภูมิประเทศที่ตั้งอยู่บนดอยสูง ทำให้น้ำไม่สามารถไหลผ่านมาถึงหมู่บ้านได้ ส่งผลให้ “บ้านสาแพะ” เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ประสบวิกฤติภัยแล้งอย่างหนัก

“บ้านสาแพะตั้งอยู่บนดอยสูง แทบทุกครั้งที่เข้าสู่ช่วงฤดูฝนจะเกิดน้ำท่วมเฉียบพลัน และดินโคลนถล่ม บางปีช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ยังแล้งจัด หนำซ้ำยังไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ เมื่อเกิดภัยแล้งชาวบ้านจึงขาดน้ำใช้อุปโภคบริโภค และใช้ทำการเกษตร”

“คงบุญโชติ กลิ่นฟุ้ง” ผู้ใหญ่บ้านบ้านสาแพะ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง เล่าถึงสถานการณ์ในพื้นที่ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเข้าร่วม “โครงการเอสซีจี รักษ์น้ำ…เพื่ออนาคต” และร่วมกับลูกบ้านสร้าง “ฝายชะลอน้ำ” ควบคู่ไปกับการปลูกต้นไม้พันธุ์ท้องถิ่นทดแทนต้นไม้ที่เคยถูกตัดไป และเกิดแนวคิด “ต่อยอด” ว่า เมื่อมีป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีฝายชะลอน้ำคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศ ทำให้เกิดน้ำใต้ดิน…

เมื่อป่าให้น้ำแล้ว เราจะนำน้ำเข้ามาใช้ในหมู่บ้านได้อย่างไร.???

กระทั่งเขามีโอกาสไปดูงานการขุดสระพวงกับ “โครงการปิดทองหลังพระ” ที่ จ.น่าน จึงนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ที่บ้านสาแพะ โดยพื้นที่สำหรับสร้างสระพวงได้มาจากคนในชุมชนที่เสียสละ “บริจาค” พื้นที่ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

แนวทางการสร้างสระพวงแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ“สระแม่” 1 สระ เป็นสระขนาดใหญ่ใช้พื้นที่ 2 ไร่ เพื่อดึงน้ำจากฝายมากักเก็บไว้ โดยเก็บน้ำได้ 8,500 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หลังจากนั้นจะกระจายน้ำไปยัง “สระลูก” ที่ขุดไว้ 1 สระ เก็บน้ำได้ 4,600 ลบ.ม. และ “สระหลาน” 3 สระ ตามลำดับความสูงของพื้นที่ เก็บน้ำได้รวม 1,500 ลบ.ม. ซึ่งขณะนี้ขุดสระแม่ 1 สระ และสระลูก 1 สระ เสร็จแล้ว

นอกจากการขุดสระพวงให้เป็นแหล่งน้ำในหมู่บ้าน ชาวบ้านยังปรับเปลี่ยน “วิถีการเกษตร” ด้วยการหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยและใช้ระบบน้ำหยดเพื่อประหยัดน้ำ จนทำให้สามารถเพาะเมล็ดพันธุ์ฟักทอง, บวบหอม, มะระ และอื่นๆ ส่งขายไปยังต่างประเทศ จนปัจจุบันจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ให้กับบริษัทเอกชนไปแล้วกว่า 10 ล้านบาท

เมื่อ “สระพวง” เป็นของทุกคน ชุมชนจึงต้องร่วมกันดูแลภายใต้ “กติกา” เดียวกัน โดย “คงบุญโชติ”บอกว่า การใช้น้ำจากสระพวงจะมีประธานและกรรมการหมู่บ้าน คอยควบคุม โดยกรณีที่ใช้น้ำเพาะปลูกต่อเนื้อที่1 ไร่หรือเกินกว่านั้น ต้องจ่ายเงินอุดหนุน 100 บาท หากเพาะปลูกเนื้อที่ไม่ถึง 1 ไร่ จ่ายเงินอุดหนุน 50 บาทต่อ4 เดือน โดยเงินดังกล่าวจะเก็บไว้ใช้ซ่อมแซมสระพวงต่อไป

“คงบุญโชติ” บอกด้วยว่า ก่อนหน้านี้ชุมชนแก้ปัญหาน้ำแล้งแบบ “ไร้เข็มทิศ” แต่เมื่อ “จับจุด” ได้จนนำไปสู่การสร้างฝายชะลอน้ำและสระพวง ที่ช่วยแก้ปัญหาน้ำแล้งที่ให้กับชุมชนได้ในที่สุด ซึ่งปัจจัยที่ทำให้จัดการน้ำได้มาจาก “คน” เป็นสำคัญ รวมถึงมี“ข้อมูล” ที่ชัดเจนเพื่อนำมาสู่การจัดการพื้นที่ เมื่อผนวกกับ “องค์ความรู้” ด้านการจัดการ ทำให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

“ตั้งแต่วันแรกที่มีลูกบ้านมาช่วยสร้างฝายครั้งแรกแค่ 5 คน จนถึงวันนี้หมู่บ้านเปลี่ยนแปลงไปมาก ภายใน 3 ปีฟื้นฟูป่ากลับคืนมาได้ 20-30% แม้จะยังไม่มากนัก แต่ความชุ่มชื้นในผิวดินที่กลับคืนมานับเป็นสัญญาณที่ดี ที่สำคัญ คือ ลูกบ้านมีทัศนคติเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าที่ดีขึ้น จากเดิมที่จ้องแปรรูปต้นไม้ใหญ่ เพื่อแลกกับเงินทุกวันนี้ทุกคนมองว่าต้นไม้ใหญ่อุ้มน้ำและปล่อยน้ำออกมาให้ใช้ได้ในยามที่เกิดภัยแล้ง” ผู้ใหญ่บ้านบ้านสาแพะ กล่าว

ด้าน “อาสา สารสิน” ประธานคณะกรรมการกิจการสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี กล่าวว่า การร่วมกันขุดสระพวงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้ชุมชนบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน หลังจากชุมชนได้สร้างฝายชะลอน้ำ ทำให้ระบบนิเวศฟื้นคืนสู่ความสมดุล มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี นอกจากนั้นชุมชนยังต่อยอดไปสู่การสร้างสระพวงเพื่อเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาการทำเกษตรในหน้าแล้ง รวมถึงนำน้ำมาใช้บริโภค ซึ่งสระพวงที่บ้านสาแพะเมื่อสร้างเสร็จแล้ว น้ำที่กักเก็บไว้จะเพียงพอใช้สำหรับปีหน้า ถือเป็นพื้นที่ตัวอย่างสำหรับชุมชนอื่นให้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ต่อไป

“สระพวงเป็นแหล่งกักเก็บน้ำฝน เพื่อช่วยแก้ปัญหาน้ำแล้งได้ในระยะยาว ซึ่งเอสซีจีตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำ เพราะมีคุณค่าต่อการดำรงชีวิต จึงน้อมนำแนวพระราชดำริด้านการบริหารจัดการน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นแนวปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ” อาสา กล่าว

ส่วน “สุรชัย นิ่มละออ” กรรมการผู้จัดการ บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (สาขาลำปาง) กล่าวว่า เอสซีจี ได้ส่งเสริมให้ชุมชนบริหารจัดการน้ำด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำ ทั้งยังต่อยอดไปสู่การสร้างสระพวงเพื่อกักเก็บน้ำ เช่น ชุมชนบ้านสาแพะ ที่ประสบปัญหาภัยแล้งจากการมีพื้นที่อยู่บนสันเขา จึงไม่มีแหล่งเก็บน้ำ ชุมชนจึงร่วมกันขุดสระพวงโดยแบ่งเป็นการขุดสระน้ำขนาดใหญ่เพื่อเก็บน้ำเรียกว่า“สระแม่” ส่งน้ำต่อไปยังสระเล็กๆ ที่เรียกว่า “สระลูกสระหลาน” ใกล้ๆ หมู่บ้าน เชื่อมต่อกันเป็นระบบ เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำไว้ใช้ทำการเกษตรได้ทั้งหมู่บ้าน

“สระพวง…บ้านสาแพะ”

นอกจากเป็นอีกทางเลือกของการบริหารจัดการน้ำแล้ว ยังสะท้อนว่าเมื่อ “วิกฤติ” มาเยือน การเริ่มต้นจากการแก้ไขปัญหาเล็กๆ และต่อยอดไปสู่การจัดการปัญหาใหญ่ๆ ด้วยการ “พึ่งพาตนเอง” จะกลายเป็นความร่วมมือของทุกฝ่ายได้ในอนาคต และนำมาซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ “ยั่งยืน” ต่อไป

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment