สังคมชรา-เศรษฐกิจผันผวน ‘วินัย4ประการ’ทำได้…รอด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/221874

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

กลายเป็นเรื่องตื่นตระหนกทันที เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กรณีธนาคารแห่งหนึ่งประกาศจะ “ลดดอกเบี้ยเงินฝาก” ลงเหลือ 0% แม้ต่อมาจะประกาศ “ยกเลิก” นโยบายดังกล่าว แต่ดูเหมือนจะจุดกระแส “ความกลัว” ไว้ไม่อยู่ หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ไว้ค่อนข้างรุนแรงว่า…

หรือนี่จะเป็น “ลางบอกเหตุ”!?!?!

ก่อน “พายุใหญ่” มรสุมเศรษฐกิจครั้งใหม่จะตามมา…

ลำพังหากเป็นความเห็นจากคนทั่วไปคงไม่เท่าไร แต่ถ้าระดับ “นักวิชาการ” ออกมาเตือน คงต้องรับฟังไว้บ้าง เช่นที่ “รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย” อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) เขียนบทความ “การเอาตัวให้รอดในยุคดอกเบี้ย 0%” เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว “Suvinai Pornavalai” แสดงความ “ห่วงใย” ไว้ 4 ประการ คือ 1.คนไทยมีรายได้ตลอดชีวิตที่แทบไม่พอค่าใช้จ่าย 2.ไม่มีรายได้เพื่อบริโภคตลอดอายุขัย 3.วัยเกษียณยังมีหนี้ท่วมหัว และ 5.ครัวเรือนรายได้สูงพอมีเงินเก็บเหลือหลังเกษียณ แต่เฉลี่ยพอมีเงินใช้ได้ไม่เกิน 15 ปี สาเหตุสำคัญ คือ…

ครัวเรือนไทย “เก็บออมลดลง”

แต่ “สร้างหนี้เพิ่มขึ้น”!!!

“ที่ครัวเรือนไทยเป็นเช่นนี้ เพราะมีครัวเรือนเพียง 25% ที่วางแผนออมเงินเพื่อใช้ในยามเกษียณ ขณะที่ครัวเรือน 40% ไม่มีการวางแผนและการออมหลังเกษียณ นี่หมายความว่าครัวเรือนไทยเกือบครึ่งอยู่ในระดับแค่มีเงินใช้ แต่ไม่มีเงินเก็บ มิหนำซ้ำส่วนใหญ่ยังมีภาระหนี้ต่อรายได้ในระดับสูงมาก แม้อยู่ในช่วงวัยก่อนเกษียณ” อาจารย์สุวินัย แสดงความเห็นผ่านบทความ

นักเศรษฐศาสตร์จากรั้วท่าพระจันทร์รายนี้ มองว่า ปัญหาสำคัญของคนไทย คือ “ใช้เงินเพื่อบริโภค” ใช้จ่ายไปเพื่อ “กิน ดื่ม เที่ยว” สนุกสนานไปวันๆ มากกว่าใช้จ่ายเพื่อ “ศึกษาหาความรู้และพัฒนาตนเองตลอดชีพ” พร้อมฝากข้อปฏิบัติเพื่อ “เอาตัวให้รอด” ในยุคนี้และอนาคตอันใกล้ 4 ประการ คือ…

1.ออมเงินให้ได้ จะต้องมีวินัยในการออม เก็บเงินให้ได้ทุกเดือน อย่าสร้าง “หนี้เลว” หรือหนี้ที่ไม่ก่อรายได้เป็นอันขาด 2.ใช้เงินให้เป็น เพื่อให้รายจ่ายน้อยกว่ารายรับ หาทางลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น หาความสุขที่พึ่งการใช้จ่ายเงินเท่าที่จำเป็น ใช้เงินเพื่อสุขภาพและการพัฒนาทักษะความรู้ให้มากๆ 3.หาเงินให้เก่ง พยายามหารายได้จากหลายช่องทาง ถ้ายังมีรายได้แค่ช่องทางเดียวจากเงินเดือน ควรหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มทักษะการทำงานและทำอาชีพเสริม และ 4.ต่อเงินให้งอกเงย ต้องมีความเข้าใจทักษะในการลงทุน

ต้องทำได้ครบ 4 อย่างตั้งแต่บัดนี้!!!

สอดคล้องกับความเห็นของ “สฤณี อาชวานันทกุล” นักเขียน นักแปลด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ จำกัด ที่กล่าวในเวทีเสวนา “สังคมสูงวัย ความท้าทายและการปรับตัวสู่สมดุลใหม่” เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา ก่อนหน้าจะมีข่าวธนาคารปรับดอกเบี้ยลดเหลือ 0% เพียงไม่กี่วัน ว่า การวางแผนทางการเงินเป็นหนึ่งใน “ทักษะชีวิต” ที่จำเป็น

ทำไมต้องวางแผนเพื่ออนาคต.???

“สฤณี” บอกว่า คิดง่ายๆ คืออีกหน่อยเราจะแก่ หรือมีลูกก็ต้องวางแผนทางการเงินเพื่อลูก วางแผนทางการเงินมีหลัก 4 ประการ 1.ต้องพยายาม “ใช้เงินให้น้อย” กว่าที่หาได้ 2.ต้องพยายามหลีก “เลี่ยงเงินกู้” ให้ได้มากที่สุด ถ้าทำธุรกิจแล้วใช้ทุนก็ต้องไปกู้ก็โอเค แต่ถ้ากู้เพราะเรื่องส่วนตัวต้องพยายามหลีกเลี่ยง 3.“ชีวิตไม่แน่นอน” เราคิดว่าแข็งแรง แต่อยู่ดีๆ อาจจะป่วย จึงต้องมีสิ่งที่ภาษาการเงิน เรียกว่า “สภาพคล่อง” หรือภาษาบ้านๆ คือ ต้องมีเงินสดจำนวนหนึ่งติดมือไว้ใช้กรณีฉุกเฉิน และ 4.ต้องวางเป้าหมายระยะยาว

แม้คนไทยถูกอบรมสั่งสอนถึงความสำคัญของการ “เก็บหอมรอมริบ” มานาน เช่น คำกลอนของกวีเอกอย่าง “สุนทรภู่” ที่กล่าวในเชิงสอนว่า “มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์ จงมักน้อยกินน้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน”

ทว่าในความเป็นจริง มีตัวแปรมากมายที่ “ฉุดรั้ง” ให้คนไทยจำนวนไม่น้อย “เก็บเงินไม่อยู่-ตั้งตัวไม่ได้” ซึ่ง “สฤณี” ยกตัวอย่างไว้หลายประการ เช่น 1.ความเฉื่อย คนเรามักเคยชินกับสิ่งเดิมๆ ไม่อยากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่สิ่งใหม่ แม้จะนำไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า 2.คิดว่ารายได้ลด กล่าวคือการออมเงินต้อง “หักเงินส่วนหนึ่งอย่างสม่ำเสมอ” เพื่อเก็บไว้ ทำให้หลายคนมองว่าจำนวนเงินที่จะนำไปใช้อย่างที่อยากใช้น้อยลง และ 3.มองแต่เรื่อง “เฉพาะหน้า” แม้จะรู้ว่าการออมเงินทำเพื่ออนาคต แต่ “หักห้ามใจ” ที่จะใช้จ่ายเงินไม่ได้ เป็นต้น

เรามองการ “ออม” เป็นเรื่องของการ “สูญเสีย”!!!

“คนส่วนใหญ่คิดว่าการออมเป็นการหักเงินบางส่วนที่เราอยากใช้เอาไปออม มันเหมือนกับว่ามีเงินใช้น้อยลง ที่ผ่านมาปราชญ์ชาวบ้านหลายท่านค้นพบตรงนี้โดยที่ไม่ต้องไปเรียนเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม อย่างคนที่ทำเรื่องสัจจะลดรายจ่าย เขาบอกว่าพอทำเรื่องการออมหรือสะสมทรัพย์ ชาวบ้านจะคิดว่าทำไม่ได้เพราะต้องไปหารายได้มาเพิ่มเพื่อออม เลยคิดมุมกลับว่าแล้วจะลดรายจ่ายได้หรือไม่ ถ้าลดได้ก็นั่นแหละคือเอาไว้ออมได้” สฤณี ยกตัวอย่างปัญหาการออมของประชาชนและวิธีแก้ไขของหลายชุมชน

รายงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) หัวข้อ “วาระปฏิรูปที่ 13 : การปฏิรูปการเงินฐานรากและสหกรณ์ออมทรัพย์ : แนวทางการส่งเสริมการให้ความรู้ทางการเงินขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน” เผยแพร่เมื่อเดือนสิงหาคม 2558 ระบุถึงความจำเป็นในการสร้างความรู้ด้านวินัยการเงินให้กับประชาชนไว้ว่า “คนไทยกว่า 70% มีความรู้เรื่องการเงินค่อนข้างต่ำ” โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

สวนทางกับสถานการณ์ขณะนี้ที่หลาย “ตัวแปร” กดดันเข้ามา เช่น สังคมผู้สูงอายุ สภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน รวมถึงเทคโนโลยีที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ทำให้การจ้างงานบางตำแหน่งลดลงหรือหายไป เพราะใช้เครื่องจักรแทนคน สิ่งเหล่านี้เป็น “ความท้าทาย” ของภาครัฐในการ “สร้างความตระหนัก” ให้ประชาชนมีความรู้ทางการเงิน

แต่เหนือสิ่งอื่นใด แต่ละบุคคลต้อง “ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม” มีวินัยทางการเงินมากขึ้น ทั้งใช้จ่ายอย่างประหยัด รวมถึงหารายได้เพิ่ม เนื่องจากภาครัฐมี “ภาระ” หลายด้าน คงยากจะดูแลทั่วถึง…

ฉะนั้น “อัตตา หิ อัตตโน นาโถ” ดีที่สุด!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment