ส่อง’ภาษีที่ดิน’ฉบับใหม่ ‘ผู้เช่า’…จุก-กระเป๋าฉีก!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/222642

วันจันทร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ค่อนข้างชัวร์แล้วว่า “เอาแน่” สำหรับ “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา ประเด็นที่น่าสนใจ คือ “บ้านหลังแรกต่ำกว่า 50 ล้านบาทไม่ต้องเสียภาษี” ซึ่งถูกวิพากษ์ว่าเพื่อ “ลดแรงต้าน” เพราะคนมีบ้านราคาเกิน 50 ล้านบาท…

คงไม่ใช่ “ผู้มีรายได้น้อย”!!!

ข้อมูลจาก “สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง” ระบุว่า ภาษีที่ดิน “อัตราใหม่”…“ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย” หลังแรกไม่เกิน 50 ล้านบาท ไม่เสียภาษี ขณะที่บ้านราคา 50 ล้านบาทขึ้นไป จะเก็บส่วนที่เกินมาตั้งแต่ร้อยละ 0.05-0.1 ของราคาประเมิน ทั้งนี้เพดานภาษีอยู่ที่ร้อยละ 0.5 ของราคาประเมิน ส่วนหลังที่ 2 เป็นต้นไปเก็บตั้งแต่บาทแรก ตั้งแต่ร้อยละ 0.03-0.3 ของราคาประเมิน

ที่ดินเพื่อการเกษตร ใช้อัตราเดียวกับที่ดินเพื่ออยู่อาศัย แต่เพดานภาษีที่อยู่ที่ร้อยละ 0.2 ของราคาประเมิน, ที่ดินเพื่อการอื่นๆ เช่น พาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม เสียภาษีตั้งแต่ร้อยละ 0.3-1.5 ของราคาประเมิน เพดานภาษีอยู่ที่ร้อยละ 2 ของราคาประเมิน และที่ดินรกร้างว่างเปล่า เสียภาษีมากที่สุด คือ ปีที่ 1-3 เสียร้อยละ 1 ของราคาประเมิน ปีที่ 4-6 เสีย
ร้อยละ 2 ของราคาประเมิน และ ปีที่ 7 ขึ้นไป เสียร้อยละ 3 ของราคาประเมิน เพดานภาษีอยู่ที่ร้อยละ 5 ของราคาประเมิน

ทั้งหมดนี้มาแทน “ภาษีโรงเรือนและที่ดิน” ที่ใช้มานาน และเป็นรายได้ให้ท้องถิ่น!!!

นักวิชาการที่ติดตามเรื่องนี้มายาวนาน อย่าง “ดร.สมชัย จิตสุชน” ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มองว่า ภาษีที่ดินฉบับล่าสุดนี้ คงไม่กระทบกับเจ้าของบ้านที่เป็นคนทั่วไป ไม่ร่ำรวย

นอกจากนี้ แม้บ้านราคาเกิน 50 ล้านบาท ก็ยังเสียในอัตราที่ “ไม่แพง” เช่น มีบ้านราคา 60 ล้านบาท คิดภาษีแค่ส่วนที่เกินออกมา 10 ล้านบาท เสียที่ร้อยละ 0.05 คิดเป็นเงินเพียง 5,000 บาทต่อปี หรือกรณีคนมีบ้านย่านชานเมือง แล้วมาซื้อคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองเพื่อสะดวกในการทำงาน หากราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท แม้จะต้องเสียตั้งแต่บาทแรกในฐานะที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 แต่ก็เสียเพียงร้อยละ 0.03 หรือปีละไม่เกิน 1,500 บาท เป็นต้น

“กระทรวงการคลังออกมาแบบนี้ คงเพื่อลดเสียงคัดค้านว่าจะกระทบคนชั้นกลางหรือไม่ ซึ่งคนชั้นกลางอาจกระทบในส่วนของที่ดินว่างเปล่า อย่างปีที่ 1-3 เสียร้อยละ 1 แล้ว ถ้ายังว่างเปล่าอีก ขึ้นปีที่ 4-6 เสียเป็นร้อยละ 2 ถือว่าเยอะพอสมควร คนชั้นกลางที่ไปซื้อที่ทิ้งไว้เพื่อหวังว่าเกษียณแล้วจะไปอยู่ ถ้าราคาสักล้านบาท ก็เจอไปปีละหมื่น ตรงนี้คงเป็นภาระมากอยู่ แต่เข้าใจว่ารัฐบาลไม่อยากให้มีที่ว่าง คือ ถ้าจะอยู่ก็รีบๆ ไปอยู่เสีย แต่ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะไปอยู่ อย่าเพิ่งซื้อ” ดร.สมชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม ภาษีที่ดินฉบับใหม่ออกมา “แทนที่” กฎหมายเก่าอย่าง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน 2475 และ พ.ร.บ.บำรุงท้องที่ 2508 ซึ่งอัตราภาษีเดิมอยู่ที่ร้อยละ 12.5 ต่อปีคำนวณจาก “รายได้” ในการหาประโยชน์บนพื้นที่นั้น เช่น ให้ผู้อื่นเช่าเดือนละ 5,000 บาท หรือขายของได้เดือนละ 5,000 บาท เท่ากับมีรายได้ปีละ 60,000 บาท เสียภาษีร้อยละ 12.5 เท่ากับปีละ 7,500 บาท

แต่หากใช้ภาษีที่ดินฉบับใหม่ จะคำนวณตาม “ราคาประเมิน” เช่น ที่ดินไม่เกิน 20 ล้านบาท เสียภาษีร้อยละ 0.3 หรือปีละ 60,000 บาท “ไม่ว่าจะมีรายได้เท่าใด-ประกอบกิจการใดก็ตาม” ซึ่งก่อนหน้านี้ “นายสมชัย สัจจพงษ์” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ผู้มีบ้านบนที่ดินของผู้อื่น หรือเช่าที่ดิน “จะจัดเก็บภาษีจากเจ้าของที่ผู้ให้เช่า” เช่นเดียวกับอพาร์ทเมนท์หรือห้องเช่า ก็จะจัดเก็บจากเจ้าของเช่นกัน ดังนั้น…

ผู้เช่าต้อง “จ่ายเพิ่มขึ้น” หรือไม่? อยู่ที่ “เจ้าของ” จะพิจารณา!!!

“จะจัดเก็บจากเจ้าของที่ ซึ่งเป็นการผลักภาระให้ผู้เช่าอยู่แล้ว แต่จะมากน้อยอยู่ที่เจ้าของที่ หรือเจ้าของที่อาจรับภาระให้ผู้เช่าโดยไม่เพิ่มค่าเช่า ก็เป็นไปได้หมด อยู่ที่เจ้าของที่ดิน” นายสมชัย กล่าว

คำกล่าวนี้สร้างความ “กังวลใจ” ให้กับบรรดา “ผู้เช่า” ไม่น้อย อาทิ ผู้เช่ารายหนึ่งระบุว่า ตนเช่าที่ดิน 30 ตารางวา ปลูกบ้านอยู่อาศัยเอง 1 หลัง ไม่มีบ้านที่อื่นอีก ราคาประเมินทั้งบ้านและที่ดินปัจจุบันอยู่ที่ 2 ล้านบาท ทุกวันนี้เจ้าของที่คิดค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาท หากเป็นภาษีโรงเรือนและที่ดินแบบเก่า คิดจากรายได้จากค่าเช่าร้อยละ 12.5 ต่อปี เจ้าของที่ดินจะเสียภาษีเพียงปีละ 1,500 บาท

ทว่า…เมื่อใช้ภาษีที่ดินอัตราใหม่ หากจัดเก็บในอัตรา “ที่ดินเพื่ออยู่อาศัย” แม้จะเก็บตั้งแต่บาทแรกในฐานะที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 เป็นต้นไป ขั้นต่ำมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท เสียภาษีร้อยละ 0.03 ต่อปี พบว่าเสียภาษีอยู่ที่ปีละ 600 บาท ถือว่า “ถูกกว่าเดิม” แต่หากจัดเก็บในอัตรา “ที่ดินเพื่อการอื่นๆ” ขั้นต่ำมูลค่าไม่เกิน 20 ล้านบาท เสียภาษีร้อยละ 0.3 ต่อปี ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นปีละ 6,000 บาท “แพงกว่าเดิม” 4 เท่า

“ค่าเช่า” หลังจากนี้อาจ “พุ่งขึ้น”!!!

สอดคล้องกับที่ “นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์” นายกสมาคมกิตติมศักดิ์และที่ปรึกษาสมาคมอาคารชุดไทย ยกตัวอย่างกรณี “ห้องเช่า” เช่น ผู้ประกอบการมีที่ดินมูลค่า 20 ล้านบาท สร้างอพาร์ทเมนท์ 100 ห้อง รวมมูลค่า 100 ล้านบาท ให้เช่าห้องละ 3,000 บาทต่อเดือน มีคนเช่า 60 ห้อง รวมรายได้ต่อเดือน 180,000 บาท หากเป็นภาษีโรงเรือนและที่ดินแบบเก่า คิดจากรายได้จากค่าเช่า ร้อยละ 12.5 ต่อปี เจ้าของที่ดินจะเสียภาษีเพียงปีละ 270,000 บาท แต่หากเป็นภาษีที่ดินแบบใหม่ คิดตามมูลค่าทรัพย์สิน “ห้องเช่าถือเป็นอาคารพาณิชย์” อาจต้องเสียภาษีเต็มเพดานที่ร้อยละ 2 ก็จะเสียเพิ่มสูงขึ้นเป็นปีละ 2 ล้านบาท

หรือต่อให้คิดในอัตรา “ร้อยละ 0.7-0.9” ตามราคาทรัพย์สินตั้งแต่ “50-1,000 ล้านบาท” ก็ยังต้องเสียภาษีอยู่ที่ “700,000-900,000 บาท” ชัดเจนว่า “แพงกว่าเดิม” อย่างมากเช่นกัน!!!

ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้เบื้องต้นภาครัฐจะ “เดินมาถูกทาง”แล้วกับภาษีที่ดิน โดยการทำให้คนมีบ้านเป็นของตนเอง “ร้องไชโย” หากมีบ้านหลังเดียวและราคาไม่ถึง 50 ล้านบาทก็ไม่ต้องจ่ายภาษี แต่อย่าปล่อยให้ผู้เช่า ทั้งเช่าบ้าน-ห้อง-ที่ดินต้อง “ร้องไห้โฮ” จากอัตราภาษีที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เพราะต้องไม่ลืมว่า “ผู้เช่า” อาจมิใช่ “คนรวย”…

เป็นเพียง “รากแก้ว” ที่หาเช้ากินค่ำ!!!

หมายเหตุ : ดูอัตราภาษีที่ http://www.fpo.go.th/FPO/member_profile/it-admin/upload/file/Untitled-2.pdf

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment