ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/216096
วันอังคาร ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ฤดูกาล “เปิดเทอม” ที่เวียนมาถึงอีกครั้ง ถือเป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่และผู้ปกครองต้อง “กระเป๋าฉีก” กับสารพัดรายจ่าย โดยเฉพาะชนชั้นกลางลงไปถึงล่างระดับ“รากแก้ว” ที่ลำพังแค่ค่าใช้จ่ายประจำวันยัง “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” พอมาเจอเปิดเทอมเข้าให้หลายคนต้อง “วิ่งขาขวิด” เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเทอม ค่าเสื้อผ้า รองเท้า หนังสือ เครื่องเขียน และอีกจิปาถะ
“เปิดเทอม” จึงเป็นอีกช่วงที่หลายคนจำต้องบากหน้าไปพึ่ง “โรงรับจำนำ” ซึ่งถือเป็น “ที่พึ่งยามยาก” สำหรับคนจนโดยแท้ ซึ่งช่วงก่อนเปิดเทอมที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจปัจจุบัน “ฝืดเคือง” เพียงใด…
เพราะ “โรงตึ๊ง” ต้องเพิ่มเงินทุนหมุนเวียน รอให้บริการ…
เพราะลูกค้า “โรงรับจำนำ” เพิ่มขึ้นมากเป็นพิเศษ…
“วราภรณ์ จันทร์เพ็ญ” รองผู้อำนวยการสำนักงานสถานธนานุบาล กรุงเทพมหานคร รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ กล่าวว่า ช่วงเปิดเทอมภาคเรียนปีการศึกษา 2559 ที่ผ่านมา สถานธนานุบาลหรือ “โรงรับจำนำ กทม.” เตรียมเงินทุนหมุนเวียนไว้มากกว่า 700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว พร้อมทั้งจัด “โปรโมชั่นพิเศษ” คือ โครงการลดดอกเบี้ยช่วงเปิดเทอมสำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา และผู้ปกครอง มีระยะเวลาให้บริการตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤษภาคม วงเงินจำนำต่อ 1 ราย ไม่เกิน 70,000 บาท คิดดอกเบี้ยเพียง “2 สลึง” หรือร้อยละ 0.50 ต่อเดือน จากเดิมเงินต้น 5,001-15,000 บาท คิดร้อยละ 1 เกิน 15,000 บาท 2,000 บาทแรก ร้อยละ 2 ส่วนที่เกิน 2,000 บาท ร้อยละ 1.25 ต่อเดือน
“ช่วงก่อนเปิดเทอม มีผู้มาใช้บริการจำนวนมาก ทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่นำมาจำนำจะเป็นทองคำร้อยละ 85 ได้แก่ ทองคำรูปพรรณ หรือทอง 96.5 มีน้ำหนักแตกต่างกันไป ตั้งแต่น้ำหนัก 1 สลึง 2 สลึง 1 บาท จนถึง 5 บาท 10 บาท ส่วนประเภททองเค และทองเจือก็มีเช่นกันประมาณร้อยละ 12 ที่เหลือจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า แว่นตา นาฬิกา แต่มีน้อยไม่ถึงร้อยละ 1” วราภรณ์ กล่าว

ส่วน “สิทธิวิชญ์ ตั้งธนาเกียรติ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตั้งธนสิน จำกัด เจ้าของกิจการโรงรับจำนำในเครือ “อีซี่มันนี่” กล่าวว่า ช่วงปกติจะมีผู้มาใช้บริการโรงรับจำนำ “สาขาใหญ่” 500-600 รายต่อวัน ส่วน “โรงเล็ก” 150-250 รายต่อวัน แต่ช่วงก่อน หรือใกล้ “เปิดเทอม” มีผู้มาใช้บริการเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40 อย่างสาขาเล็กจากเดิมวันละ 200 ราย เป็น 280 ราย เท่าที่เห็นส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งก็คือผู้ปกครองที่มีลูกหลานอยู่ในวัยเรียน โดยสิ่งของที่นำมาจำนำส่วนใหญ่เป็นเครื่องเพชร พลอย และทองคำ เป็นต้น รองลงมาเป็น “แบรนด์เนม” เช่น นาฬิกา กระเป๋า รวมถึงสินค้ากลุ่มไอที เช่น โทรศัพท์มือถือ ไอแพด และโทรทัศน์ที่เชื่อมต่อโซเชียลเนตเวิร์กได้
“สิทธิวิชญ์” กล่าวอีกว่า ในความเป็นจริงผู้ใช้บริการโรงรับจำนำเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่ช่วงหลังเทศกาล “สงกรานต์” โดยมีผู้นำทองคำมาจำนำเป็นจำนวนมาก เพราะทุกคนใช้เงินไปกับการกลับบ้านไปหมดแล้ว จึงจำเป็นต้องใช้เงินหลังช่วงเทศกาล โรงรับจำนำในเครือของตนจึงเป็นที่พึ่งอันดับต้นๆที่ถูกนึกถึง เพราะ “ตีราคา” ทรัพย์สินให้สูงกว่าโรงรับจำนำทั่วไป และดอกเบี้ยเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด คือ ร้อยละ 1.25 ต่อเดือน
“เทียบกันช่วงต่อช่วง หลังสงกรานต์ คือ หลังวันที่ 16 เมษายน เป็นต้นมา ปีนี้เฉพาะที่โรงรับจำนำอีซี่มันนี่ทั้ง 32 สาขา ยังมียอดรับจำนำโดยรวมเติบโตเด้งขึ้นมาสูงกว่าปีที่แล้วถึงร้อยละ 65 น่าจะเป็นผลมาจากเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยลูกค้าของเราในหลายสาขาเป็นพนักงาน หรือลูกจ้างในนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง เริ่มมีจำนวนครั้งในการทำงานนอกเวลา หรือโอทีลดลง ตามยอดการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศลดลง พนักงานจึงจำเป็นต้องนำสิ่งของต่างๆ ที่พอจะเปลี่ยนเป็นเงินได้มาจำนำ เพื่อหมุนเงินมาใช้จ่ายภายในครอบครัวไปก่อน ยิ่งมาเจอเปิดเทอมซ้ำเข้าไปอีก ก็ยิ่งหนัก”
“สิทธิวิชญ์” กล่าวทิ้งท้ายว่า โดยภาพรวมแล้วยามที่เศรษฐกิจดี สถานะของโรงรับจำนำจะดีกว่าในยามที่เศรษฐกิจแย่ เพราะเมื่อเศรษฐกิจขยายตัว ลูกค้าโรงรับจำนำมักต้องการใช้เงินทุนไปหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ตามอัตราเติบโตของเศรษฐกิจ และเกิดการหมุนเงินหลายรอบตามครั้งที่ต้องการใช้เงินไปลงทุน…“กลับกัน” ยามที่เศรษฐกิจแย่ หรือชะลอตัว ผู้ที่นำของมาจำนำมักจะนำเงินไปใช้หมุนเวียนตามความจำเป็นแค่ช่วงเดียว หรือไม่กี่ช่วงเท่านั้น เพราะยังไม่มีการลงทุนค้าขายเพื่อต่อยอด จึงไม่รู้จะนำเงินไปลงทุนอะไร
ด้าน “สุจิตรา” คุณแม่ลูกสาม บอกว่า ช่วงเปิดเทอมตนจะใช้บริการ “สถานธนานุบาล” เป็นประจำ เพราะมีลูกถึง 3 คน จึงมีค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมไม่น้อย ทั้งจะต้องซื้อเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋านักเรียน นี่แค่ค่าของใช้เท่านั้น ยังไม่รวม
“ค่าเทอม” ก็หมดเงินไปแล้วไม่ใช่น้อย ทรัพย์สินส่วนใหญ่ที่นำมาจำนำจะเป็น “ทองรูปพรรณ” เพราะได้ราคาดี แถมดอกเบี้ยถูกกว่าโรงรับจำนำของเอกชน
“ล่าสุดเพิ่งเอาทองไปจำนำหาเงินมาจ่ายค่าเทอมให้ลูกทั้ง 3 คน ขาดเงินอีกแค่ 6,000 บาท ที่ใช้น้อยเพราะโชคดีที่ทั้งหมดเรียนในโรงเรียนรัฐบาล เราก็จ่ายส่วนที่รัฐไม่ได้จ่ายให้ เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ที่จำเป็นต้องใช้ ไม่ได้เปลี่ยนให้ลูกทุกปี แต่จะเปลี่ยนตามความจำเป็น อย่างกระเป๋านักเรียนถ้าขาด เราจะเย็บให้ลูกใหม่ ไม่เปลี่ยนให้เขาทุกเทอม เพื่อให้เขารู้จักรักษาของ และรู้ว่ากว่าจะได้ของแต่ละชิ้นละอย่างมามันยากลำบาก พ่อแม่ต้องเก็บเงินออมซื้อให้” สุจิตรา กล่าวทิ้งท้าย
“…พ่อแม่ส่งให้ลูกเรียน เพียรอุตส่าห์
พ่อแม่ฟันฝ่าอุปสรรค แสนหนักเหลือ
พ่อแม่ตั้งหน้าหาทุน มาจุนเจือ
พ่อแม่ทำเพื่อลูกเจริญ เดินก้าวไกล”
เพราะการศึกษา คือ สิ่งที่พ่อแม่ส่วนใหญ่พร้อมจะมอบให้กับลูกหลานจนถึงที่สุด ดังนั้น “เปิดเทอม” ทีไร จึงได้เห็นภาพอมตะพ่อแม่ผู้ปกครองที่ไม่ได้มี “เงินตรา” มากมาย แห่เข้า “โรงตึ๊ง” เพื่อเอาเงินออกมาเป็น “ค่าเทอม” ให้กับบุตรหลาน จึงสมควรหรือไม่.???
ที่บรรดานิสิต นักศึกษา และนักเรียนทั้งหลาย จะตั้งใจเล่าเรียน เพื่อให้คุ้มค่ากับ “หยาดเหงื่อ” และแรงกายแรงใจที่พ่อแม่ “กระเสือกกระสน” ดิ้นรน…
SCOOP@NAEWNA.COM
