หนุน ‘กิจการเพื่อสังคม’ ร่วมอุดช่องว่าง ‘เหลื่อมล้ำ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/214804

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

พูดถึง “ระบบราชการไทย” ปัจจุบันยังคงพบข้อจำกัด 2 เรื่องคือ “รวมศูนย์” อำนาจการตัดสินใจมักจะกระจุกอยู่ที่ส่วนกลาง อีกทั้งยัง “แยกส่วน” แต่ละกระทรวง ทบวง กรม ดำเนินงานแบบต่างคนต่างทำ เมื่อประชาชนมีข้อร้องทุกข์ก็บอกว่าอยู่นอกเหนือหน้าที่ของตน ทำให้ไม่อาจตอบสนองความต้องการของประชาชนได้เต็มที่ ทว่าอีกด้านหนึ่ง “ภาคเอกชน” และ “ภาคประชาชน” กลับมีบทบาทสูงในการปัดเป่าความเดือดร้อนของผู้ตกทุกข์ได้ยาก

เห็นได้จากข่าวเด็กยากไร้ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ข่าวผู้ได้รับผลกระทบจากคดีความที่ไม่เป็นธรรม ไปจนถึงข่าวภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่ว่ามุมใดของโลก คนไทยมักจะ “บริจาคเงิน”สมทบทุนไปช่วยเหลืออยู่เสมอ ผ่านกองทุนต่างๆ ที่ตั้งโดยภาคธุรกิจบ้าง สื่อมวลชนบ้าง องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) บ้าง เป็นการ “อุดช่องว่าง” ข้อจำกัดของภาครัฐได้เป็นอย่างดี

ผลการสำรวจของ Charities Aid Foundation พบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ผู้คนนิยมบริจาคเงินเพื่อการกุศลเป็นอันดับ 2 ของโลก สอดคล้องกับข้อมูลของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่ระบุว่า ในปี 2557 ครัวเรือนในประเทศไทยบริจาคเงินสูงถึง 75,760 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.58 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) “สูงกว่า” งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในปีเดียวกันซึ่งอยู่ที่ 10,324 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.41 ของ GDP สะท้อนภาพ“ความใจบุญ” ของคนไทยที่ “ไม่น้อยหน้าใคร” บนโลกใบนี้

ดร.ณัฐนันท์ วิจิตรอักษร นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ประจำปี 2559 “การปฏิรูปภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนได้บริการที่ดี” เมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงละคร อักษรา คิงเพาเวอร์ ระบุว่า หากบริหารจัดการเงินบริจาคที่ไหลเวียนนี้ไปยังจุดที่ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น มูลนิธิอาสาสมัคร หรือกิจการเพื่อสังคม ย่อมจะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างให้ผลตอบแทนสูงสุด

ดร.ณัฐนันท์ ยกตัวอย่าง “กิจการเพื่อสังคม” (Social Enterprise) ที่มีผลงานโดดเด่นไว้หลายแห่ง เช่น มูลนิธิ ทีช ฟอร์ไทยแลนด์ (Teach for Thailand) ที่มีเป้าหมายยกระดับคุณภาพครูผ่านการอบรมหลักสูตรการเป็นผู้นำ เพื่อให้เป็นที่ปรึกษาและแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียน, บริษัท เลิร์น เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ซึ่งเป็นกิจการเพื่อสังคมที่มีวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงคุณภาพหลักสูตรการศึกษา โดยผลิตสื่อการสอนบนคอมพิวเตอร์ที่สนุกสนานเข้าใจง่าย

เช่นเดียวกับ ดร.บุญวรา สุมะโน นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ยกตัวอย่าง บริษัท วิสาหกิจสุขภาพชุมชน จำกัด (Social Health Enterprise : SHE) ซึ่งอบรมและจ้างงานอดีตผู้ต้องขังหญิงให้เป็นพนักงานกดจุดแก้โรค Office Syndrome อีกทั้ง บริษัท กล่องดินสอ จำกัด ที่ผลิตสื่อการเรียนให้คนพิการทางสายตา และจัดฝึกอบรมทักษะกราฟิกดีไซน์ให้แก่ผู้พิการทางหูพร้อมจัดหางานให้

นักวิชาการทั้ง 2 ราย ยังกล่าวอีกว่า ในประเทศไทยยังมีกลุ่มกิจการเพื่อสังคมที่มุ่งหวังจะแก้ปัญหา “ความเหลื่อมล้ำ” ซึ่งภาครัฐไม่สามารถดูแลแก้ไขได้ทั่วถึงอีกหลายส่วน กลุ่มเหล่านี้ทำงานด้านสวัสดิการสังคมที่เน้นช่วยเหลือคนด้อยโอกาส ทั้งคนพิการ ผู้ติดยาเสพติด อดีตผู้ต้องขังในเรือนจำ หรือผู้ติดเชื้อเอชไอวี-เอดส์ เป็นต้น

ดังนั้นภาครัฐจึงควรวางระบบที่เอื้อต่อการลงทุนเพื่อสังคมอย่างแท้จริง โดยอาจพิจารณาใช้มาตรการสนับสนุน เช่น การออกพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม และให้ภาคประชาชนร่วมกัน “สร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ” โดยจัดทำฐานข้อมูลที่สามารถบอกได้ว่าใคร กำลังทำอะไร เพื่อแก้ไขปัญหาอะไร ด้วยวิธีอะไร

เพื่อช่วยให้สมาชิกอื่นในสังคมทราบว่าหากต้องการแก้ไขปัญหาหนึ่งจะต้องติดต่อใคร และเป็นการช่วยชี้ช่องว่างด้วยว่าปัญหาใดยังขาดการลงทุนเพื่อสังคม ขณะเดียวกัน ผู้นิยมการบริจาค หรือนักลงทุนเพื่อสังคม ควรทำความเข้าใจสภาพที่แท้จริงของปัญหาที่ตนต้องการร่วมแก้ไข และติดตามว่าสิ่งที่ตนลงทุนไปนั้นมีผลอย่างไรบ้าง

เพื่อช่วยปรับปรุงการทำงานหรือขยายผลในการลงทุนเพื่อสังคมต่อไป!!!

Leave a comment