อุบัติเหตุ‘รถรับส่งนักเรียน’ อุทาหรณ์‘ซ้ำซาก’ที่รอแก้ไข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/220373

วันจันทร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

รถรับ-ส่งนักเรียนตากใบ ชนต้นไม้ดับ 9 สาหัส 3…สระแก้ว-รถนักเรียนพลิกคว่ำ เจ็บหลายคน ตายแล้ว 2…หวาดเสียว!รถรับส่งนักเรียนชนสนั่นขณะเลี้ยว เด็กร่วงเกือบ 10 คน…ฯลฯ

ข้างต้นเป็นบางตัวอย่างของอุบัติเหตุที่เกิดกับ “รถรับส่งนักเรียน” ที่ระยะหลังมีให้เห็นบ่อยครั้ง และนำมาซึ่ง “ความเจ็บปวด” ของพ่อแม่ผู้ปกครองและครูอาจารย์ ที่ต้องเห็นลูกหลานหรือลูกศิษย์ต้องจากไป แต่น่าแปลกที่ภาพ “สะเทือนใจ” เหล่านี้ เหมือนยังไม่เพียงพอให้ทุกคนหันกลับมาใส่ใจกับความปลอดภัยในการเดินทางของ “อนาคตของชาติ”

“นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์” ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน(ศวปถ.) กล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่ “รถรับจ้างรับส่งนักเรียน” เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในหลายๆด้าน คือ 1.“ความเสี่ยงด้านตัวรถ” เพราะนำรถส่วนบุคคลที่ส่วนใหญ่จะใช้ “รถปิกอัพ-รถตู้” มาดัดแปลงสภาพเป็นรถรับจ้างรับส่งนักเรียน โดย “เพิ่มแถวที่นั่ง” เพื่อให้รับเด็กได้จำนวนมาก ประกอบกับผู้ปกครองที่ให้บุตรหลานใช้รถกลุ่มนี้ มีฐานะปานกลางถึงยากจน จ่ายค่ารถแพงๆ ไม่ไหว ต้องอาศัยนักเรียนหลายๆ คนมาช่วยเฉลี่ยให้ผู้รับจ้างมีกำไร

2.“ความเสี่ยงด้านคนขับ” พบว่า นอกจากไม่ต้องมีใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะแล้ว ยังขาดระบบกำกับตรวจสอบจากผู้ประกอบการหรือโรงเรียน เช่น การกำกับช่วงเวลาขับรถ เพราะคนขับอาจไปรับงานอื่น จนเป็นเหตุให้ “หลับใน” เป็นต้น 3.“ความเสี่ยงจากระบบกำกับ” รถกลุ่มนี้ไม่ถูกตรวจสอบแบบรถนักเรียนที่ขึ้นทะเบียน มีเฉพาะการระบุให้มาขออนุญาตกับนายทะเบียนขนส่ง เทอมละ 1 ครั้ง ตามข้อกำหนดกรมการขนส่งทางบก แต่ในทางปฏิบัติพบว่าไม่ได้ขออนุญาต เป็นการตกลงกับผู้ปกครองกันเอง

อีกระบบกำกับที่ยังเป็นปัญหา คือ การกำกับโดย “โรงเรียน” ซึ่งไม่มีระบบกำกับรถรับจ้างรับส่งนักเรียนเหล่านี้ แม้จะมีระบุไว้ในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการควบคุมดูแลการใช้รถโรงเรียน 2536 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม 2534 นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) จะมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ซึ่งต้องมีการเยี่ยมบ้านและสำรวจสภาพความเสี่ยงต่างๆ รวมทั้งความเสี่ยงในการเดินทาง แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ยังขาดการนำข้อมูลการเดินทางมาวิเคราะห์ และวางแผนแก้ไข

“จากความเสี่ยงที่ยังคงอยู่ ทั้งปัจจัยด้านยานพาหนะ คนขับ รวมถึงระบบกำกับติดตามโดยโรงเรียนและกรมการขนส่งทางบก จึงเป็นเหตุให้ข่าวอุบัติเหตุของรถกลุ่มนี้ยังคงอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกสัปดาห์ โดยไม่มีวี่แววว่าจะถูกแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ”

“นพ.ธนะพงศ์” กล่าวว่า เพื่อให้เกิด “ระบบป้องกัน” ไม่ให้รถโรงเรียนมีความเสี่ยงและเกิดความสูญเสียซ้ำซากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขที่ “รากปัญหา” ด้วยการ “จัดระเบียบใหม่” โดย 1.“คนขับ” ต้องถูกคัดกรอง และได้รับการอบรม เช่น ต้องมีใบอนุญาตขับขี่ โดยเฉพาะใบอนุญาตขับขี่รถยนต์สาธารณะ เพราะเป็นหลักประกันความปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง

2.“รถ” ที่พบว่ามีการ “ดัดแปลงสภาพรถ” กันมากนั้น ภาครัฐต้องทำให้ “หายไป” โดยเฉพาะการ “เพิ่มเก้าอี้” ที่ไม่มีการยึดเกาะกับตัวรถ 3.กรณีรถรับจ้างรับส่งนักเรียนที่เป็น “เด็กเล็ก” หรือระดับประถมลงมาถึงอนุบาล จำเป็นต้องมี “พี่เลี้ยง” ประจำรถที่ผ่านการอบรม เพื่อช่วยดูแลเด็ก และ 4.หน่วยงานที่ต้องเข้ามาร่วม “ลงขัน” เพราะถ้าปล่อยให้ผู้ปกครองเฉลี่ยค่าจ้างรถรับส่งกันเอง สุดท้ายก็จะกลับสู่ “วังวนเดิม”

“ที่ต้องทำ คือ ลดจำนวนเด็กในรถ ซึ่งรถต้องไม่ดัดแปลงสภาพ ใส่มาตรฐานเข้าไป ทั้งหมดนี้มีต้นทุน ดังนั้นท้องถิ่นต้องเป็นตัวช่วยสนับสนุน เช่น ปรับปรุงระเบียบ หรือหาช่องทางช่วยแชร์ค่าใช้จ่ายบางส่วนในการจ้างรถรับ-ส่งกับผู้ปกครองได้หรือไม่ ขณะที่ทางโรงเรียนต้องหันกลับมาใส่ใจเรื่องนี้ ด้วยการช่วยกำกับดูแล เช่น ช่วยดูแลจำนวนเด็ก หรืออบรมคนขับ เป็นต้น” นพ.ธนะพงศ์ กล่าว

ตามกฎหมายรถนักเรียนที่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ขนส่งทางบก 2522 ต้องมี “มาตรฐาน 5 ด้าน” ได้แก่ 1.คนขับต้องมีใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ หรือใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลที่ได้รับอนุญาตมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี 2.ติดป้ายสัญญาณเตือนว่าเป็นรถนักเรียนหรือรถโรงเรียน พร้อมมีอุปกรณ์ความปลอดภัยภายในรถ เช่น เข็มขัดนิรภัย ถังดับเพลิง และอุปกรณ์ปฐมพยาบาล 3.ตรวจสภาพทุก 6 เดือน 4.มีพี่เลี้ยงดูแลเด็ก ซึ่งต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี และ 5.มีระบบประกันภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

ทว่า…ในความเป็นจริง “รถโรงเรียน” ที่เราเห็นวิ่งรับ-ส่งลูกหลานกันดาษดื่น บนท้องถนนทั้งใน กทม. และต่างจังหวัด จะเป็นรถตู้ ปิกอัพ หรือรถสองแถว ล้วน…

“ผิดกฎหมาย”!!!

“ณันทพงศ์ เชิดชู” รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบกกล่าวว่า ตาม พ.ร.บ.ขนส่งทางบก 2522 กำหนดเรื่องรถโรงเรียนไว้ชัดเจนแล้ว ง่ายๆ ตามมาตรฐานสากล คือ ผู้ประกอบการที่จะจดทะเบียนเป็นรถโรงเรียนตามกฎหมายได้ ต้องเป็นรถ“สีเหลือง-ดำ” เป็นต้น

“ที่เราจะเห็นใช้รถเล็กๆ เช่น รถสองแถว ปิกอัพหรือรถตู้ มาใช้รับส่งนักเรียนถือว่ายังไม่ถูกต้องโดยทีเดียว เพราะยังไม่มีใครมาขออนุญาตจริงจังตามกฎกระทรวงดังนั้นรถโรงเรียนที่เราเห็นวิ่งกันในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดนั้นถ้ายึดตามกฎกระทรวงถือว่าผิดกฎหมายทั้งหมด”

รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ยอมรับว่า เมื่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง “ยอมรับได้” และ “นิยม” รถโรงเรียนในลักษณะที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องที่“กฎหมาย” ต้องปรับแก้เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เบื้องต้นกรมฯอยู่ระหว่างจะปรับแก้กฎกระทรวงใหม่ เพื่อวางกฎเกณฑ์เรื่องความปลอดภัยทั้งหมด เช่น รถโรงเรียนต้องมี “ป้าย” แสดงว่าเป็นรถรับส่งนักเรียน ติดด้านหน้าด้านหลัง, ต้องมีสัญญาณไฟสีเหลืองอำพัน ติดมุมซ้าย มุมขวาบนหลังคา เพื่อแสดงให้รู้ว่าเป็นรถรับ-ส่งนักเรียน ตามมาตรฐานสากล เป็นต้นขณะที่มาตรการเร่งด่วนที่กำลังดำเนินการ คือ ให้ขนส่งจังหวัดทุกจังหวัด ลงพื้นที่ “สำรวจ” รถโรงเรียนที่มีการใช้งานอยู่จริง เมื่อแจ้งให้ผู้ประกอบการนำรถทุกคันมา“ตรวจสภาพ” เพื่อกวดขันเรื่อง “ความปลอดภัย”

การถามหา “รถโรงเรียน” ที่ได้มาตรฐาน ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุกับนักเรียน แต่สุดท้ายก็ “เหลว” หลังจากนี้จึงต้องติดตามว่าความขึงขังเหล่านี้จะจางหายไปดั่ง “ไฟไหม้ฟาง” พร้อมกับข้อเสนอแนะจากนักวิชาการที่จะเป็นเพียง “ก้อนหิน” ที่ถูกเหวี่ยงทิ้งลงกลางบึง อีกหรือไม่.???

เพราะ “อุทาหรณ์” มีมากมาย อยู่ที่ผู้คนจะให้ความสำคัญ และร่วมมือกันหาทางแก้ปัญหามากน้อยเพียงใด หากละเลยสุดท้ายมันก็กลายเป็นแค่เรื่อง “ซ้ำรอย” ที่ “ซ้ำซาก”!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment