ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/215902
วันจันทร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“ป่าเขาขาด” จุดที่พบโครงกระดูกมนุษย์ถูกเผานั่งยางเป็นจำนวนมาก
“12-03-2547” , “17-04-2557” , “16-04-2559”
วันเหล่านี้มีความหมายอย่างไร?..คำตอบคือเป็นวันที่มี “บุคคลถูกอุ้มหาย” ไล่ตั้งแต่ นายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งหายตัวไปตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. 2547, “บิลลี่”นายพอละจี รักจงเจริญ นักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนชาวกะเหรี่ยง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. 2557 และ นายเด่น คำแหล้ นักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินทำกินแห่งทุ่งลุยลาย จ.ชัยภูมิ หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย. 2559
ทั้ง 3 รายนั้น “เหมือนกัน” อยู่อย่างหนึ่ง!!!
ตรงที่กำลังมี “ข้อพิพาท” กับ “เจ้าหน้าที่รัฐ”!!!
บทความเรื่อง “สาระสำคัญอนุสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ” ซึ่งเขียนโดย นพ.ปิยนันต์ มธุรมน นายแพทย์ชำนาญการ กลุ่มนิติเวชคลินิก สำนักนิติเวชศาสตร์ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ อธิบายความหมายของการบังคับบุคคลให้สูญหาย หรือที่เรียกกันติดปากว่า “อุ้มหาย” ในนิยามของอนุสัญญาดังกล่าวไว้ว่า..
“การบังคับบุคคลให้สูญหาย ได้แก่ การจับ ควบคุมตัว ลักพาตัว หรือวิธีการอื่นใดในการทำให้บุคคลสูญเสียอิสรภาพ กระทำโดยตัวแทนของรัฐ บุคคลหรือกลุ่มบุคคลโดยการอนุญาต การสนับสนุน หรือการรู้เห็นเป็นใจจากรัฐ และรัฐปฏิเสธการกระทำนั้น หรือโดยปกปิดชะตากรรม หรือสถานที่อยู่ของบุคคลนั้น ทำให้บุคคลนั้นต้องตกอยู่ภายนอกความคุ้มครองของกฎหมาย”
หรืออาจสรุปได้ว่า..การบังคับบุคคลสูญหายตามอนุสัญญานี้ “ต้องเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐด้วย” ไม่ว่าจะทำเองหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นทำแทน และแม้ในขั้นตอนแรกจะกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม หากหลังจากนั้นรัฐไม่ชี้แจงให้ข้อมูลกับสังคมว่าบุคคลที่อยู่ในความควบคุมนั้นยังอยู่หรือไม่และอยู่อย่างไร ก็ถือว่าเข้าข่ายเช่นกัน
เรื่องของการบังคับบุคคลให้สูญหาย..เป็นสิ่งที่อยู่กับแวดวงเจ้าหน้าที่รัฐของไทยมายาวนาน ดังที่ “สกู๊ปแนวหน้า”นำเสนอไปเมื่อ 10 พ.ค. 2559 (พลิกปูม “ทุ่งสังหาร…เผานั่งยาง” สุสาน “โจรลักควาย-แก๊งค้ายา”) ถึงคำบอกเล่าของผู้นำท้องถิ่นรายหนึ่งในละแวกพื้นที่ “ป่าเขาขาด” เขตป่าสงวนแห่งชาติกุดจับ หมู่ 3 บ้านคำบอนเวียงชัย ต.หนองแวงอ.บ้านผือ จ.อุดรธานี จุดที่พบ “โครงกระดูกมนุษย์”เป็นจำนวนมาก ว่าพื้นที่แห่งนี้เจ้าหน้าที่มัก “อุ้ม” คนที่เกี่ยวข้องกับคดีอาชญากรรมต่างๆ มาสังหารและทำลายศพด้วยการ “เผานั่งยาง” โดยทำกันมาไม่ต่ำกว่า 30-40 ปี
เหยื่อมีตั้งแต่ “หัวขโมย” ไปจนถึง “เอเย่นต์ยาเสพติด”!!!
ถ้า “เตือนแล้วไม่เลิก” ก็เตรียมตัว “เป็นศพ”ได้เลย!!!
จากสิ่งที่เกิดขึ้น..บ่ายวันที่ 10 พ.ค. 2559 ภาคีเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วย สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม จึงเปิดแถลงข่าว ณ สถาบันวิจัยสังคม ชั้น 4อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกกรณี “ทนายสมชาย-บิลลี่-เด่น” เป็นอุทาหรณ์ เรียกร้องให้รัฐไทยเร่งออกกฎหมายว่าด้วยฐานความผิดการบังคับบุคคลให้สูญหาย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นอีก
นายไพโรจน์ พลเพชร อดีตคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ในฐานะตัวแทนภาคีเครือข่ายสิทธิมนุษยชนทั้ง 3 องค์กร กล่าวว่า เหตุที่ต้องแยกฐานความผิดเรื่องอุ้มหายออกมาเป็นการเฉพาะ เพราะเรื่องดังกล่าวมักกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือมีเจ้าหน้าที่รัฐให้การสนับสนุน ดังนั้นกระบวนการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงจึง “ทำได้ยาก”กว่าคดีอาชญากรรมที่กระทำโดยบุคคลทั่วไป ซึ่งที่ผ่านมา คปก. รวมถึง กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม พยายามเสนอกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาโดยตลอดแต่จนบัดนี้ก็ยัง “ไร้วี่แวว” คืบหน้า
“ผมอยู่ในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เราพยายามทำกฎหมายฉบับนี้ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเขาก็ทำกฎหมายฉบับนี้ ก็พยายามเสนอเข้าสู่สภา แต่ก็ยังไม่บรรลุผลหลักการที่สำคัญคือถ้าไม่มีมาตรการพิเศษสำหรับคดีพิเศษเหล่านี้ มันจึงเอาผิดไม่ได้ในกระบวนการยุติธรรมปัจจุบัน ถามว่าทำไมต้องมี? เพราะถ้ายังเอาผิดไม่ได้ คนก็จะทำผิดเรื่อยไป” นายไพโรจน์ กล่าว
สาระสำคัญสำหรับกฎหมายป้องกันการบังคับบุคคลสูญหาย 1.รัฐไม่มีสิทธิ์บังคับบุคคลสูญหายในทุกกรณี แม้ในสถานการณ์พิเศษเพียงใดก็ตาม การควบคุมตัวต้องทำอย่างเปิดเผยชัดเจน 2.ต้องสืบสวนจนรู้ข้อเท็จจริง อย่างน้อยที่สุดคือต้องรู้ว่าบุคคลที่หายตัวไปนั้นมีชะตากรรมลงเอยอย่างไร3.มีมาตรการคุ้มครองพยานที่มีประสิทธิภาพ เพราะกรณีอุ้มหายผู้กระทำมักเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งสามารถข่มขู่คุกคามพยานได้มากกว่าคดีที่คนร้ายเป็นบุคคลทั่วไป
“เนื่องจากคนอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐ การอุ้มหายหลักการมันคืออยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็นเป็นใจ ความจำเป็นในการเข้าถึงข้อเท็จจริงการเข้าถึงพยาน การสืบเสาะอย่างเอาจริงเอาจังเพื่อเอาผิดกับเขามันยากมาก จึงต้องมีมาตรการเหล่านี้ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ถ้าดูในข้อกฎหมายปัจจุบัน ข้อหาอุ้มหายหรือการบังคับสูญหายไม่มีอยู่ในกฎหมายไทย ซึ่งอย่างน้อยต้องสืบเสาะจนรู้ให้ได้ว่าเขาตายอย่างไร แม้จะหาคนผิดไม่ได้แต่อย่างน้อยก็ต้องให้ได้ข้อมูลนี้อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก”นายไพโรจน์ กล่าวทิ้งท้าย
“อุ้มหาย” อันเป็นพฤติกรรมแบบ “ศาลเตี้ย”แม้จะมีหลายคนบอกว่า “สะใจ”เพราะคนที่ตายต่างก็เป็นโจรผู้ร้ายเป็นอาชญากร “แผ่นดินจะได้สูงขึ้น” เช่น ที่รัฐบาลบางยุคบางสมัยประกาศ “สงครามยาเสพติด” จนมีคนตายไปร่วม 2,500 ศพ โดยอ้างว่าเป็นการ“ฆ่าตัดตอน” เวลานั้นก็ได้รับเสียงเชียร์เสียงสนับสนุนอยู่ไม่น้อย ท่ามกลางข้อค้นพบว่าหลายคนที่ตายเป็นแค่ “แพะ”ไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดรวมถึงสิ่งผิดกฎหมายอื่นใด
ทั้งนี้การไม่นำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถือว่าละเมิดต่อหลัก “นิติรัฐ” หรือการปกครองโดยยึด “กฎหมาย” เป็นที่ตั้ง และเจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไม่ต่างจากบุคคลทั่วไป ซึ่งในคดีอาญานั้นถือหลักที่ว่า “ผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะพิพากษาว่ามีความผิด” ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์ใช้วิธีนอกระบบไปตัดสิน
ในทางตรงกันข้าม..การสนับสนุน “เห็นดีเห็นงาม” กับการอุ้มหาย ย่อมเท่ากับส่งเสริมพฤติกรรม “ลุแก่อำนาจ” ของเจ้าหน้าที่รัฐ นำไปสู่ความคิดที่ว่า “จะฆ่าใครก็ได้” ที่เป็นคู่ขัดแย้ง ไม่ว่ากับนโยบายของรัฐ หรือกับตัวเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ตาม แล้วค่อย “สร้างเรื่อง” ให้ดูเป็นคนชั่วคนเลว โดยที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีโอกาสพิสูจน์ข้อเท็จจริง
สังคมแบบนี้ยังจะเรียกว่า “น่าอยู่” ได้อีกหรือ?
SCOOP@NAEWNA.COM
