ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/218311
วันอังคาร ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“อโรคยา ปรมาลาภา” ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ…
แต่เรื่อง “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” ใครก็ห้ามไม่ได้ แค่ปวดหัว เป็นไข้ ไอกระปอดกระแปด ถือเป็นเรื่องปกติที่ใครก็เป็นกันได้ แต่ประเภทเจ็บป่วยอาการโคม่าด้วยโรคร้ายแรง โดยเฉพาะ “โรคติดต่อ” ด้วยแล้ว ถือว่าน่ากลัว ต้องเฝ้าระวัง เพราะอาจ “ลุกลาม” สร้างความเสียหายรุนแรงเพิ่มขึ้นทวีคูณ
เดิมทีในอดีตที่วิทยาการทางการแพทย์ โดยเฉพาะการ “กักโรค” ของไทยยังไม่พร้อม ทำให้เกิดการ “แพร่ระบาด” ของโรคติดต่อได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ในสมัยรัฐบาล “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” ปี 2501-2502 ได้เกิดโรคระบาดร้ายแรงขึ้นในพระนคร คร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย…
สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ!!!
เหตุการณ์ครั้งนั้นก็เช่นกัน…
ในระหว่างนั้น “พระบำราศนราดูร”(หลง เวชชาชีวะ) ซึ่งเป็น “ปู่ใหญ่” ของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ได้ดำเนินการควบคุมโรคจนสงบลง จนทำให้จอมพลสฤษดิ์ต้องออกตรวจดูการทำงานควบคุมโรคติดต่อเป็นพิเศษ และเห็นว่า “โรงพยาบาลโรคติดต่อ” ซึ่งตั้งอยู่ ถ.ดินแดง ต.พญาไท ไม่เหมาะสม เพราะอยู่ใกล้เขตชุมชน ควรย้ายจากแหล่งเดิม เนื่องจากเกรงว่าโรคระบาดอาจลุกลามไปยังประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง จึงสั่งการไปยังกระทรวงสาธารณสุขให้จัดสถานที่ตั้งโรงพยาบาลโรคติดต่อแห่งใหม่นอกเขตพระนคร ให้มีประสิทธิภาพรับ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” ทางโรคติดต่อได้ และโรงพยาบาลโรคติดต่อแห่งใหม่นั้น ปัจจุบัน คือ…
“สถาบันบำราศนราดูร”!!!
ที่ถูกตั้งขึ้นเพราะ “ฝีมือ” จากการทำงานของ “พระบำราศนราดูร” ก็ว่าได้ จึงไม่แปลกที่ชื่อของแพทย์ผู้เสียสละที่ทุกคนยกย่องให้เป็น “บรรพชนคนสาธารณสุข” ผู้นี้ จะได้รับเกียรติใช้เป็นชื่อของโรงพยาบาลอันเป็น “ที่พึ่ง” ของผู้ป่วยโรคติดต่อแห่งนี้ และเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้มีการจัดงาน “ครบรอบ 120 ปี ชาตกาลพระบำราศนราดูร(บำราศ เวชชาชีวะ)” ขึ้น เพื่อระลึกถึง “นักชำนาญการโรคติดเชื้อผู้สยบโรคติดต่อ” ผู้นี้ พร้อมทั้งบอกเล่าถึงอดีต-ปัจจุบัน และ “ก้าวต่อไป” ของสถาบันบำราศนราดูร

“แพทย์หญิง(พญ.) จริยา แสงสัจจา” ผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของสถาบันฯ ว่า นับจากปี 2501-2502 ที่เกิดอหิวาตกโรค หรือ “โรคห่า” ระบาดในพระนคร ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 2,500 คน จนถึงปัจจุบัน การทำงานของสถาบันฯเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างมาก สถาบันฯเป็นทั้งสถาน “กักโรค” และแหล่งเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน
อย่างเมื่อปี 2527 สถาบันฯได้รับคำสั่งจากกรมควบคุมโรคให้รับดูแลผู้ป่วย “เอดส์” รายหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นเรายัง ท“ไม่พร้อม” แต่ก็ได้พยายามจัดเตรียมอุปกรณ์และเครื่องป้องกันต่างๆ อย่างเร่งด่วน แต่ “ไม่ทัน” เพราะผู้ป่วยรายนั้นเสียชีวิตก่อน หรือปี 2546 ที่ “โรคซาร์ส” ระบาดหนัก ทำให้ทราบถึงพิษภัยของ “โรคอุบัติใหม่”
นี่เป็นตัวอย่างที่กลายเป็น “บทเรียน” ให้เรา“เตรียมพร้อม”!!!
หลังจากนั้นสถาบันฯได้เดินหน้าพัฒนาบุคลากรและเครื่องมือ เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ต่างๆอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเรามี “ห้องกักกัน” ผู้ป่วยโรคติดต่อร้ายแรง หรือ “ห้องแยกโรคความดันลบ” เพื่อรับมือและควบคุมโรคระบาดได้ทันที ซึ่งการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนี่เอง ทำให้กล้าพูดได้ว่าสถาบันฯมีส่วนช่วยให้การระบาดของโรค“หยุดชะงัก” ได้เร็วขึ้น
“สถาบันฯต้องปฏิบัติงานร่วมกัน หรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เราจึงต้องพัฒนาเครื่องมือและวิชาการแพทย์ให้ทันสมัย เพราะโรคติดต่อมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สถาบันฯต้องพัฒนาและสร้างองค์ความรู้ เพื่อนำไปสอนบุคลากรทางการแพทย์ตามโรงพยาบาลต่างๆ”
ด้วยภารกิจข้างต้นทำให้สถาบันบำราศนราดูร ทำหน้าที่เสมือน “ทัพหน้า” ฟาดฟัน-สกัดกั้นโรคติดต่อร้ายแรง!!!
สำหรับการรับมือกับ “โรคอุบัติใหม่” ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต สถาบันฯถือว่า “พร้อม” พอสมควร โดยมี“ห้องแยกโรคความดันลบ” ซึ่งเป็นห้องกักกันผู้ป่วยโรคติดต่อร้ายแรงที่เพียงพอ ขณะเดียวกันทางสถาบันฯยังทำงานแบบ one stop service ในกลุ่มผู้ป่วยวัณโรค ไข้หวัดใหญ่ โรคอุบัติใหม่และโรคทางเดินหายใจ เช่น โรคซาร์ส และอีโบลา เป็นต้น โดยหลังจากที่แพทย์วินิจฉัยแล้วว่าคนไข้ที่รับเข้ามา “สงสัย” ว่ามีเชื้อโรคติดต่อร้ายแรง คนไข้จะถูกกักตัวในห้องแยกโรคความดันลบทันที
ภายในห้องแยกโรคความดันลบจะเน้น “ความสะอาด” มากเป็นพิเศษ พื้นห้องถูกออกแบบมาไม่ให้มีมุมห้อง สิ่งของต่างๆและเฟอร์นิเจอร์จะมีไว้ให้เท่าที่จำเป็น เพื่อง่ายต่อการทำความสะอาด ส่วนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องใช้ในการรักษาจะถูกจัดเก็บไว้ภายในห้องตามแต่ละหมวดหมู่ และมีการติดตั้งกล้องวงจรปิด เพื่อให้แพทย์และพยาบาลติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ป่วยได้ตลอดเวลา
“ระบบหมุนเวียนอากาศ” ภายในห้องจะเป็นแบบ “ระบาย” ทางเดียว คือ กำหนดให้อากาศไหลเข้าสู่ห้องผ่านทางช่องแอร์ด้านบนเพดาน และถูกระบายออกไปยังช่องระบายอากาศที่อยู่ด้านหลังหัวเตียงผู้ป่วย เพื่อ “ป้องกัน” การแพร่ระบาดของเชื้อโรค การนำคนไข้ที่ต้องสงสัยว่าติดเชื้อโรคระบาดร้ายแรงเข้าออกสถาบันฯจะมี“ลิฟต์พิเศษ” เฉพาะผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง
ที่สำคัญ “ห้องแยกโรคความดันลบ” ไม่ใช่แค่ที่“พักฟื้น” เพื่อดูอาการเท่านั้น แต่ยังเป็นห้องที่พร้อมสำหรับรักษาอาการป่วยของผู้ป่วย “วิกฤติ” ได้อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นทั้ง “ห้องควบคุมโรค” และ “ห้องรักษาตัว” ไปพร้อมกัน
“นับเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์ของไทย เพื่อรับมือกับโรคระบาดร้ายแรงหรือโรคอุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ยิ่งปัจจุบันนี้โรคต่างๆ ก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วจนบางครั้งเราก็รับมือไม่ทัน”
ผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร กล่าวทิ้งท้ายว่า การดำเนินการทั้งหมดข้างต้นเป็นไปตาม “ภารกิจหลัก” ของสถาบันฯ คือ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุม ตรวจ วินิจฉัย รักษาและฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยโรคเอดส์ และโรคที่เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคนไทย และพัฒนามาตรฐานการตรวจ วินิจฉัย รักษา และฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย ซึ่งด้วยภารกิจข้างต้นทำให้สถาบันฯกลายเป็นแหล่งความรู้ เป็น “ต้นแบบ” ในการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับผู้ป่วยโรคเอดส์ และโรคที่เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคนไทยให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ภายใต้การดำเนินการที่ “มุ่งเน้นมาตรฐาน บริการประทับใจ ห่วงใยทุกชีวิต” ทำให้สถาบันบำราศนราดูร” มุ่งดูแลรักษาผู้ป่วยโดยไม่แบ่งแยกว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรง หรือโรคติดต่อทั่วไป…
จนกลายเป็นดั่ง “สวรรค์” ของผู้ติดเชื้อ และ…
“ปราการ” ป้องกันการระบาดของ “โรคมรณะ”!!!
SCOOP@NAEWNA.COM
