ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/219807
วันพฤหัสบดี ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย”…
ไม่ใช่แค่วลีที่พูดเล่นๆ แต่เป็น “ความจริงที่เจ็บปวด” ของวัยรุ่นไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่กำลังศึกษาระดับ “มัธยมปลาย” หรือ ม.4-ม.6 ซึ่งชีวิตแต่ละวันไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียน แต่ยังต้องไป “กวดวิชา” หรือเรียนพิเศษเพิ่มเติมจากบรรดา “ติวเตอร์” ทั้งหลังเลิกเรียน วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ รวมถึงช่วงปิดเทอม ทั้งหมดเพื่อเป้าหมายเดียว…
ต้องเข้า “มหาวิทยาลัยชั้นนำ-คณะชั้นยอด” ให้ได้!!!
“ตอน ม.4-ม.5 เราไม่ได้เรียนพิเศษเพราะไม่มีเงิน แต่พอขึ้น ม.6 มีเงินกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. จึงเอาไปเรียนพิเศษ ก็เคยไปติวฟรี แต่ต้องเสียค่าเดินทาง ค่าที่พัก อย่างถ้าไปขอนแก่นก็คืนละ 250 บาท อันนี้ถูกสุดๆแล้ว ถ้าหอพักที่อื่นก็ 500-700 ไปติวครั้งหนึ่งก็ 5 วัน”
คำบอกเล่าของ “อิทธิพร ฉิมงาม” นักเรียนโรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ในงานแถลงข่าว “เปิดผลสำรวจต้นทุนชีวิตเยาวชนต่อการสอบเข้าอุดมศึกษาไทย” จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน(สสค.) ซึ่งสะท้อนภาพชีวิตอันยากลำบากของวัยรุ่นไทยชั้น ม.ปลาย ที่ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ไปกวดวิชา
แม้ต้อง “กู้หนี้ยืมสิน” และใช้จ่ายแบบ “กระเบียดกระเสียร” ก็ตาม!!!
“อิทธิพร” กล่าวว่า ที่บ้านตนเองใช่ว่าฐานะจะดีนัก บิดาเป็นพนักงานขับรถขนสินค้าในโรงงานห้องเย็นอุตสาหกรรมอาหารทะเลแห่งหนึ่ง ได้เงินเดือน 13,000 บาท กับเงินค่าตำแหน่งในฐานะหัวหน้างานอีก 7,000 บาท และใช้ชีวิตกันอยู่ในห้องเช่า แต่เมื่อต้องเรียนพิเศษซึ่งต้องใช้เงินทั้งค่าหลักสูตร ค่าเดินทาง หรือค่าที่พักเวลาต้องไปติวในพื้นที่อื่นๆ ทำให้ต้องหาเงินจากหลายๆ ทาง เช่น เงินกู้ กยศ. เพื่อมาใช้เป็นทุน
บิดาของเขาก็ต้องไปหารายได้เสริมด้วยการเป็น “วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง” ก่อนและหลังเลิกงานประจำ
“รวมๆ ที่แล้วผมต้องเสียค่าคอร์สเรียนพิเศษประมาณ 23,000 บาท อย่างฟิสิกส์ก็ 2,500 บาท คณิตก็ 2,200 บาท โอเนตก็ 1,900 บาท วิทย์ก็ 3,700 บาท อะไรแบบนี้ก็แพงนะ ตอนเรียนก็ไม่รู้หรอกว่าใช้เงินขนาดนี้ อันนี้ก็เงิน กยศ.บ้าง เอาจากพ่อบ้าง อย่างกู้ กยศ.ก็เดือนละ 1,100 บาท ก็มาเก็บไว้ พอ 2 เดือนก็ได้เรียนแล้ว 1 วิชา ไปเรียนสาขาที่ใกล้ที่สุดแถววงเวียนใหญ่ นั่งรถไฟจากมหาชัยไปวงเวียนใหญ่ ข้ามจังหวัดก็ประมาณชั่วโมงหนึ่ง เลทอีก 15 นาที กลับรอบสุดท้าย
ก็ 2 ทุ่ม” หนุ่มรายนี้ ระบุ
ขนาด “เด็กเมือง” ชาวกรุงเทพฯ-ปริมณฑล “ศูนย์กลาง”…แค่ฟังเฉยๆก็รู้สึกถึง “ความเหนื่อย” ได้แล้ว ยิ่งถ้าเป็นเด็กชนบท “ไกลปืนเที่ยง”…พวกเขาต้อง “ทรหด” มากกว่าอีกหลายเท่าตัว!!!
“วิทยา สอนเสนา” นักเรียนโรงเรียนขุนตาลวิทยาคม อ.ขุนตาล จ.เชียงราย บอกเล่าถึงชีวิตนักเรียน ม.ปลาย ของตน ที่แม้จะเป็น “เด็กบ้านใกล้” สำหรับโรงเรียนปกติ อีกทั้งเป็นโรงเรียนของรัฐ ค่าใช้จ่ายจึงไม่แพงมาก แต่การไปกวดวิชา “ตรงกันข้าม” เพราะนอกจากจะเสียค่าใช้จ่ายสูงแล้ว ยังต้องใช้เวลาเดินทางค่อนข้างมาก ด้วยภูมิประเทศเป็นเทือกเขา “คดเคี้ยว”
“เชียงรายมีโรงเรียนกวดวิชาเยอะ แต่ส่วนมากอยู่ในเมือง แล้วการเดินทางในเชียงรายจะค่อนข้างยาก เพราะเป็นภูเขา ใช้เวลา 1-2 ชั่วโมงกว่าจะถึงในเมือง ก็ต้องตื่นให้ทัน สมมุติมีเรียนพิเศษในเมือง 8 โมงเช้า ก็ต้องตื่นประมาณตี 5 เพื่อไปเรียนพิเศษ แต่ถ้าเรียนที่โรงเรียนนี่ดีหน่อย เพราะอยู่ใกล้บ้าน คือ ลดค่าใช้จ่ายในการเรียนปกติ แต่ไปจ่ายเงินกับการเรียนพิเศษมากกว่า” วิทยา กล่าว
ผลสำรวจความคิดเห็นของนักเรียน ม.ปลาย และผู้ปกครองต่อการเตรียมความพร้อมเพื่อศึกษาต่ออุดมศึกษา จัดทำโดย
สสค. ซึ่งมี “ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ” อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหัวหน้าโครงการ สำรวจนักเรียน ม.ปลาย 1,564 คน ผู้ปกครองนักเรียน 511 คน ในกรุงเทพฯ และ 4 จังหวัดใหญ่ คือ เชียงใหม่ กาญจนบุรี นครราชสีมา และสงขลา ระหว่างเดือนมีนาคม-เมษายน 2559
ในหัวข้อ “รายการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเรียนในระดับชั้น ม.ปลาย”(ไม่รวมค่าเทอมและค่าหนังสือตำราเรียนตามนโยบายเรียนฟรี) ร้อยละ 49 ของผู้ปกครองในกลุ่มตัวอย่าง หรือ “เกือบครึ่ง” ตอบว่าใช้จ่ายไปกับการกวดวิชาของบุตรหลาน ไม่ว่าจะเป็นค่าหลักสูตร ค่าเดินทาง และค่าที่พัก
เมื่อถามต่อไปว่า “ทำไมต้องเรียนพิเศษ” ก็มีเหตุผลหลายประการ อาทิ อยากได้เทคนิคในการทำข้อสอบ, อยากให้เกรดออกมาดีๆ สวยๆ เพื่อใช้ในการศึกษาต่อ, บางวิชาต้องใช้สอบ แต่โรงเรียนในระบบปกติไม่มีสอน เช่น ความถนัดทางวิศวะ ความถนัดทางสถาปัตย์ เป็นต้น
ทว่าเหตุผลสำคัญ…เด็ก ม.ปลาย จำนวนไม่น้อยตอบว่า “กลัวไม่ได้ไปต่อ” เพราะข้อสอบ “ยาก” มีเนื้อหาเกินกว่าที่เรียนกันในโรงเรียนปกติ!!!
“มันเป็นความเชื่อของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ว่านี่คือการสอบคัดเลือกเอาคนที่ดีที่สุดเก่งที่สุด ฉะนั้นเขาไม่แคร์หรอกว่าคนที่เรียนปานกลาง หรือเรียนไม่ดีจะหลุดออก เขาเอาคนที่เก่งที่สุด เรียนดีที่สุด เขาก็ได้คนเรียนตามจำนวนของเขา จึงเป็นปัญหาที่คุณต้องยกระดับให้ทำข้อสอบของเราให้ได้ เรื่องข้อสอบยากนี่มันเป็นวิธีคิดของคนที่อยู่ข้างบน แต่เขาไม่ลงมารับรู้ปัญหาว่าขณะนี้มันมีความเหลื่อมล้ำ มีความแตกต่าง มีการได้เปรียบเสียเปรียบอยู่ เขาออกเกินอยู่แล้ว แต่มันไม่มีใครที่จะไปจัดการในจุดนี้” อาจารย์สมพงษ์ กล่าว
ในการสำรวจ พบว่า ร้อยละ 57 ของเด็ก ม.ปลาย กลุ่มตัวอย่าง หรือ “เกินครึ่ง” ให้ความเห็นว่าข้อสอบยากเกินไป ไม่เหมือนเนื้อหาที่โรงเรียนสอน ทำให้ต้องเรียนพิเศษเพิ่ม และนี่ถือเป็น “รากเหง้าของปัญหา” ที่ทำให้วงการกวดวิชาไม่เคยซบเซา มีแต่ “เฟื่องฟู” เพราะแม้จะเปลี่ยนระบบการสอบไปกี่หน แต่เด็กทุกรุ่นยืนยันตรงกันว่าข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยมักออกเกินกว่าที่เรียนในชั้นเรียนปกติเสมอ
หากการกวดวิชานี้เหนื่อยทั้งเด็กทั้งผู้ปกครองแล้ว ต้องบอกว่า “ยังไม่หมด” เพราะเด็ก ม.ปลาย ยุคปัจจุบัน ยังต้องเผชิญกับการ “สอบ สอบ และสอบ” สารพัดรายการ และการสอบนี้เองที่มีผู้เปรียบเทียบเป็น “ท่อน้ำเลี้ยง” ธุรกิจกวดวิชาให้มีแต่ขยายตัวจนมองไม่เห็นที่สิ้นสุด
ด้วยเม็ดเงินที่ได้มาจาก “หยาดเหงื่อ แรงกาย และน้ำตา” ของผู้ปกครองที่อยากให้บุตรหลานมีอนาคตที่ดี หากได้เรียนในสถาบันการศึกษาชั้นนำ
โปรดติดตามต่อในตอนหน้า!!!
SCOOP@NAEWNA.COM
