ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/219633
วันพุธ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“ความรุนแรง”(Violence)…พฤติกรรมที่พบเห็นได้ทั่วไปและในหลายรูปแบบ ดังที่ “องค์การอนามัยโลก”(WHO) ให้ความหมายไว้ว่า “การกระทำที่มีเจตนาที่แสดงออกมาทางร่างกาย การขู่บังคับ การแสดงอำนาจ ต่อตนเอง บุคคลอื่น กลุ่มบุคคล หรือชุมชน เพื่อก่อให้เกิดการบาดเจ็บ การเสียชีวิต ความสะเทือนใจ ความสูญเสีย หรือการถูกทอดทิ้ง” แบ่งตามขนาดของผู้ได้รับผลกระทบเป็น 3 ระดับ คือ “ต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคม”
แต่ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงแบบไหน ตั้งแต่การ “ฆ่าคนตาย” ไม่กี่ศพ ไปจนถึงการก่อ “วินาศกรรม” จนมีคนตายนับสิบนับร้อยศพ ยิ่งวิธีที่ใช้มีความโหดร้ายสะเทือนขวัญมากขึ้นเท่าใด เมื่อปรากฏเป็นที่รับรู้ของสังคม คำถามที่ตามมา คือ…
ใจคนพวกนี้ทำด้วยอะไร!?!?!
เหตุใดถึงกล้าลงมือได้อย่างไม่รู้สึกสะทกสะท้าน!?!?!
เมื่อเดือนเมษายน 2559 มีการจัดเวทีเสวนา “สงครามลับ ก่อการร้าย และความตื่นกลัว” ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่ง “กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช” นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านทฤษฎีการก่อการร้าย อธิบายถึงสาเหตุบางประการ ที่ทำให้คนกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะบรรดา “ผู้ก่อการร้าย” มีวิธีคิดที่ต่างไปจากที่คนทั่วไปคุ้นเคย นั่นคือไม่ได้มองว่า “ชีวิตคน” มีค่ามากที่สุด เมื่อเทียบกับ “สิ่งอื่น” ที่คนเหล่านี้เห็นว่า “สำคัญกว่า”!!!
“กฤติกร” ยกตัวอย่าง เช่น ชนเผ่าไวกิ้ง บรรพบุรุษของชาวยุโรปเหนือ-สแกนดิเนเวีย มีความเชื่อว่า “การตายในสนามรบจะทำให้ได้ไปอยู่ในอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้า” เป็นต้น ความเชื่อทำนองนี้ เราอาจพบได้ทั่วไปในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ จึงอาจอธิบายได้ว่าเหตุใดผู้ใช้ความรุนแรงแม้จะรู้ดีว่าการก่อวินาศกรรมมีความเสี่ยงถูกปราบปรามถึงขั้นเสียชีวิต แต่ไม่มีท่าทีหวั่นกลัวความตาย
“พูดง่ายๆ คือ เขาเชื่อว่าการเสียสละร่างกายเพื่อคุณค่าบางอย่างที่มันเหนือกว่าคุณค่าชีวิตของเขา เป็นสิ่งที่ทำได้หรือพึงกระทำ ตรงนี้คือการก่อการร้าย คือการสมาทานเข้ากับแนวคิดก่อนสมัยใหม่ ไม่ได้เกี่ยวกับศาสนาใด เป็นพิเศษ สำหรับผมแล้ว คนที่ก่อการร้ายคือคนที่ไม่ได้เชื่อว่าชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุดในสารบบความคิดของเขาเอง แต่มีคุณค่าบางอย่างที่มีมูลค่าสูงกว่าชีวิตของเขาอยู่ ที่ทำให้เขายินดีสละร่างกายของเขา” กฤติกร ระบุ
แล้วคนสมัยใหม่มีวิธีคิดอย่างไร?…นักวิชาการด้านทฤษฎีก่อการร้ายรายนี้ อธิบายว่า เมื่อวิวัฒนาการทางสังคมและการเมือง มาถึงยุคของคำว่า “ประชาธิปไตย” และ “สิทธิมนุษยชน” 2 สิ่งนี้ทำให้เกิด “ความเชื่อใหม่” ที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือ “คุณค่าในความเป็นมนุษย์” ที่ไม่ใช่ในฐานะปัจจัยการผลิต แต่หมายถึง “คุณค่าในชีวิต” ของปัจเจกชนแต่ละบุคคล และนั่นทำให้ “การมีชีวิตอยู่” ไม่ว่าของใครก็ตาม ถือเป็น “คุณค่าสูงสุด” ไปด้วย
“สิ่งแรกที่เป็นเงื่อนไขในคำว่าประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน คือ สิทธิในการมีชีวิตอยู่ ทำให้เราเป็นเจ้าของตัวเอง จากเดิมเราไม่เคยเป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง อยู่ๆ เราก็มีชีวิตเป็นของตัวเอง ชีวิตมีความสำคัญขึ้นมา ก่อนหน้านี้ชีวิตประชากรสำคัญไหม? สำคัญ แต่ในฐานะสมบัติทางเศรษฐกิจมากกว่า” กฤติกร อธิบาย
นอกจากเรื่อง “ชุดความคิด” แล้ว ความรุนแรงยังมีเรื่องของ “กลุ่มเสี่ยง” เข้ามาเป็นปัจจัยเสริม…“ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์” บรรณาธิการข่าวต่างประเทศเครือมติชน ยกตัวอย่างการขยายตัวของแนวร่วมกลุ่มรัฐอิสลาม “ไอเอส-ไอซิส”(IS-ISIS) ในยุโรป เกิดเป็นผู้ก่อการร้ายที่เป็นคนในประเทศ (Home Grown Terrorist) โดยตั้งข้อสังเกตว่า คนเหล่านี้เป็น…
“คนชายขอบ”!!!
ที่ถูกบีบคั้นด้วยสภาพบางอย่างในสังคมที่อาศัยอยู่ ทำให้ง่ายต่อการถูกชักจูงจากผู้ไม่หวังดี ซึ่งคนที่ไปเข้าร่วมกับกลุ่มรัฐอิสลาม มีตั้งแต่คนฐานะไม่ดีนัก คนติดยาเสพติด คนที่ก่ออาชญากรรมแล้วหลบหนีคดี ไปจนถึงคนที่มีความเชื่อบางอย่าง และต้องการสร้าง “ประเทศในอุดมคติ”
“ไพรัตน์” บอกว่า ภูมิหลังของผู้ก่อการร้ายตั้งแต่กรณีปารีส ประเทศฝรั่งเศส ไล่มาจนถึงกรณีเบลเยียม อย่างแรกที่พบคือเป็นลูกหลาน “ผู้อพยพ” คนเหล่านี้ถูกสภาพของสังคมสร้างเงื่อนไขกดดัน ถามว่าผู้อพยพที่ประสบความสำเร็จในสังคมตะวันตกมีหรือเปล่า? คำตอบคือมีตัวอย่างให้เห็นเยอะแยะ แต่ถามว่ามีสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ของประชากรที่อพยพ มีน้อยมาก คนเหล่านี้เหมือนตัวเองไม่มีบ้าน อย่างกรณีสองพี่น้องที่ก่อเหตุในเบลเยียม ย้อนไปดูประวัติมีตั้งแต่เรื่องปล้นสถาบันการเงิน ปล้นรถ แล้วยิงต่อสู้เจ้าหน้าที่
“ฉะนั้นคนเหล่านี้จะมีความรู้สึกว่า 1.ตัวเองไม่ถูกยอมรับ 2.ไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต นี่คือส่วนที่สองที่เขาถูกโน้มน้าวชักจูงให้เข้ามามีส่วนร่วม และส่วนที่ 3 คือ ลักษณะของแต่ละบุคคล บางคนต้องการแสดงอำนาจ แสดงความห้าวความเก่ง แล้วไม่สามารถแสดงออกได้ในการใช้ชีวิตปกติ” ไพรัตน์ ตั้งข้อสังเกต
แล้วอะไรคือหนทางแก้ไข?…“กฤติกร” ให้ข้อคิดว่า “ความรุนแรงไม่อาจยุติได้ด้วยความรุนแรง” โดยยกตัวอย่างเหตุคนร้ายกราดยิงที่ประเทศนอร์เวย์ ในปี 2554 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 87 ศพ สิ่งที่รัฐบาลนอร์เวย์ทำ คือ 1.ไม่ใช้การพิจารณาคดีโดยลับ ทุกขั้นตอนสามารถตรวจสอบได้ไม่ต่างจากผู้ต้องหาในคดีอื่นๆ
2.ไม่ใช้การปฏิบัติอย่างโหดร้ายทารุณ ทั้งการสอบสวน การตัดสินโทษ และรวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ในเรือนจำ ซึ่งศาลนอร์เวย์ตัดสินจำคุก 25 ปี ฆาตกรรายนี้ และเน้นกระบวนการ “ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม” หากครบ 25 ปีแล้วยังไม่ดีขึ้นก็จะต้องถูกจองจำต่อไป แต่หากดีขึ้น “เข้าใจความเป็นมนุษย์มากขึ้น” ก็จะได้รับการปล่อยตัว
“ประวัติศาสตร์สอนเรามานับครั้งไม่ถ้วน ว่าถ้ามันเกิดความขัดแย้งและความรุนแรงขึ้น เราก็ตราหน้า แล้วก็รบกับอีกฝ่าย จนสุดท้ายพังทลายกันไปทั้งคู่ มนุษย์ควรหัดเรียนรู้ว่าความรุนแรงไม่ได้นำมาสู่อะไรเลย การแก้ปัญหาความรุนแรงด้วยความรุนแรงที่สูงกว่า มีแต่จะจบด้วยการล่มสลายของทั้ง 2 ฝ่าย”
“กฤติกร” ฝากทิ้งท้ายและย้ำว่า แนวคิดนี้แม้จะเป็นเรื่องยาก หลายคนอาจจะมองว่า “โลกสวย” ไม่สาสมเท่าหลักการ “ตาต่อตาฟันต่อฟัน” เพราะต้องอดทนสูงและใช้เวลานานนับหลายสิบปี แต่มันอาจจะ “ดีกว่า” การแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ที่พิสูจน์แล้วว่า…
“ไม่เคย” ยุติความรุนแรงได้จริง!?!?!
SCOOP@NAEWNA.COM
