ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/220921
วันพฤหัสบดี ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ฉบับที่แล้ว “สกู๊ปแนวหน้า” ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาทรัพยากรป่าไม้เสื่อมโทรม ภายใต้หลัก “คนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน” ซึ่งรวมถึงการอนุญาตให้ปลูก “ไม้หวงห้าม” ในเชิงเศรษฐกิจ ไปแล้วฉบับนี้จะเป็นการ “คลายข้อสงสัย” ว่าจะควบคุมแยกแยะอย่างไร รวมถึงจะส่งผลดีอย่างไรต่อสังคมไทยบ้าง?

ไม้ปลูกต้อง‘ตีทะเบียน’
“ธนาคารต้นไม้มีเลข 16 หลักกับต้นไม้ทุกต้น เราบอกได้หมดว่ามาจากไหน รู้เจ้าของด้วย เหมือนเลข 13 หลักบนบัตรประชาชน แค่ดูหมายเลข แล้วไปดูที่แปลงว่าไม้ถูกตัดจริงหรือไม่แต่เจ้าหน้าที่มักคิดเอง เหมือนมีทีวีเครื่องหนึ่ง แล้วไปเจอทีวีรุ่นเดียวกันในตลาด คุณก็ไปคิดเอาเองว่าเขาลักของคุณมา แล้วไปแจ้งความโดยที่ยังไม่ได้ไปดูที่บ้านเลยว่าถูกลักไป
หรือยัง ป่าไม้ก็เหมือนกัน สันนิษฐานว่าคนนี้เป็นโจร แต่ไม่ได้ไปดูว่าไม้ถูกตัดไปหรือยัง”
“พงศา ชูแนม” ประธานมูลนิธิธนาคารต้นไม้ กล่าวถึงปัญหา “วิธีคิด” ของทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงสังคมไทย ที่พอเห็นไม้ถูกตัดมามักจะคิดไว้ก่อนว่าตัดมาจากป่าอนุรักษ์แน่นอน โดยที่ไม่ได้ตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อน ทั้งที่ในความเป็นจริง ไม้เหล่านี้
แยกแยะได้ด้วยการ “ตีทะเบียน” ตั้งแต่เริ่มปลูก ทำให้ระบุได้ว่าไม้ที่โรงงานจะนำไปแปรรูปมาจากแหล่งใด ใครปลูก รวมถึงตรวจสอบการ “สวมทะเบียน” ได้ ด้วยการย้อนกลับไปดู “พื้นที่จริง” ว่าไม้ต้นนั้นถูกตัดไปหรือยัง
ตรงตามกับที่แจ้งไว้หรือไม่ ที่สำคัญแม้อนุญาตให้ปลูกและใช้ได้ ก็ไม่จำเป็นว่าต้องตัดไม้มาจากป่าอนุรักษ์
“ไม่ต้องกังวล เพราะไม้ที่ตัดเป็นไม้ที่ปลูกในที่ดินประชาชน แล้วมันมีตัวอย่างมาแล้วทุกประเทศในโลกว่าไม่มีประเทศไหนปลูกป่าสำเร็จโดยภาครัฐสักประเทศเดียว ประเทศที่ขายไม้มากที่สุด คือ ประเทศที่ปลูกป่ามากที่สุด ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น แคนาดา นิวซีแลนด์ หรือไม้ยางพารา
ในบ้านเรา เพราะปล่อยให้ปลูกกันเสรี เราจึงขายไม้ยางพาราได้ เราส่งออกไม้ 2 ชนิด คือ ไม้ยางพารากับยูคาลิปตัส” พงศา กล่าว
ยึด‘เฟล็กที’ควบคุมแปรรูป
แม้การตรวจสอบ “ที่มา” ของไม้จะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง คือ “ต้องทำก่อนแปรรูป” แต่ปัจจุบันการค้าไม้ระดับนานาชาติ โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหภาพยุโรป(อียู) ได้กำหนดกฎเกณฑ์เรียกว่า “เฟล็กที”(FLEGT) สำหรับ
ผู้ประกอบการที่จะส่งไม้ไปขายในยุโรปต้องปฏิบัติตาม
“ประยุทธ หล่อสุวรรณศิริ” อดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้ อธิบายในเวทีเสวนา “เฟล็กที(FLEGT) กับวิสัยทัศน์การป่าไม้ไทย”
จัดโดยศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (RECOFTC) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(บางเขน) ถึงความสำคัญของ “เฟล็กที” ว่า
ผู้ประกอบการนำเข้าไม้ในยุโรปต้องระบุได้ว่า “ไม้มาจากแหล่งใด”เพื่อป้องกันการนำเข้าไม้จากกระบวนการที่ทำลายสิ่งแวดล้อม คล้ายเกณฑ์ “ไอยูยู”(IUU) ที่อียูใช้ควบคุม “สินค้าประมง” จากทั่วโลก
“มีนาคม 2556 อียูออกกฎว่าประเทศที่จะส่งไม้หรือสินค้าทำจากไม้เข้ายุโรป ต้องยืนยันให้ได้ว่าไม้นั้นมาจากไหน เขาบังคับคนยุโรปไม่ได้บังคับคนประเทศอื่น แต่ถ้าประเทศไหนไม่ทำ คนของเขาจะส่งไม้จากประเทศนั้นเข้ายุโรปไม่ได้” อดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าว
เมื่อ “อียู” ออกกฎดังกล่าว ประกอบกับประเทศไทยมีกฎหมายห้ามตัดไม้ในเขตพื้นที่หวงห้ามอยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสของ “ไม้ป่าปลูก” ในพื้นที่สวนป่า รวมถึงในที่ดินของชุมชนและส่วนบุคคล ขอเพียง “ฟ้าเปิด” กฎหมายห้ามปลูกไม้หวงห้าม
ถูกแก้ไขเท่านั้น เพราะจากเกณฑ์สากลนี้จะทำให้ผู้แปรรูปต้องปฏิบัติตามไปโดยปริยาย
“ไม้สวนป่าที่ไปขึ้นทะเบียนกับทางราชการ เขาสามารถยืนยันได้ว่ามาจากสวน เป็นไม้ถูกกฎหมายมาจากที่ดินของประชาชน ถ้าโรงงานอุตสาหกรรมต้องการ ก็จะส่งเสริมให้คนที่มีที่ดินปลูกไม้ป่านี้มากขึ้น” อดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้ ระบุ
“บรรจง วงศ์ศรีสุนทร” ผู้อำนวยการสำนักรับรองการป่าไม้ กรมป่าไม้ กล่าวเสริมว่า เฟล็กทีจะเป็นการ “ปฏิรูป” กระบวนการใช้ประโยชน์จากไม้ครั้งใหญ่ของไทย ด้วยการทำให้กิจการไม้แปรรูปได้มาตรฐานสากล ไม่ว่าจะส่งไปยุโรปหรือภูมิภาคอื่นๆ
“ที่ผ่านมาเราพยายามทำระบบของเรา แต่อาจไม่มีทิศทาง ผลก็เลยไม่เกิดอะไร แต่วันนี้ยุโรปเข้ามา เรามองว่าเป็นโอกาส ฝ่ายการเมืองอาจบอกว่ายุโรปเอาเปรียบ กีดกันเรา แต่เราต้องการทำระบบให้สอดรับไม่ว่าเราจะค้าขายกับประเทศไหนก็ตาม เราต้องทำให้ระบบเป็นสากล” บรรจง กล่าวย้ำ
ไม่ซ้ำรอย‘เกษตรเชิงเดี่ยว’
อีกข้อกังวล คือ เรื่อง “เกษตรเชิงเดี่ยว” ที่ผ่านมาเมื่อมีข่าวว่าพืชชนิดใดได้ผลดี ผู้คนจะแห่กันปลูก จนอาจกระทบต่อระบบนิเวศ ประเด็นนี้ “พงศา” ระบุว่า การกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ สามารถเพิ่มเติมได้ เช่นที่ใช้กันในเครือข่ายธนาคารต้นไม้มีข้อตกลงว่าพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการต้องไม่ปลูกต้นไม้เพียงอย่างเดียว และเสนอแนะเพิ่มเติมด้วยว่าเกณฑ์ “เฟล็กที” ของยุโรป น่าจะนำหลักนี้บรรจุเข้าไปด้วย
“ทุกชาติที่ทำเกษตรเชิงเดี่ยว เกษตรกรรายย่อยล่มสลายหมด ก็น่าจะส่งเงื่อนไขลงไปที่เฟล็กทีเพิ่มเติมว่าต้องเป็นเกษตรยั่งยืน อย่างธนาคารต้นไม้ ถ้าปลูกไม้สักอย่างเดียวเราไม่รับ ต้องมีอย่างน้อย 5 ชนิด ไม้ยางพาราไม่เอา เพราะปลูกเชิงเดี่ยว เราไม่เปลี่ยนจากเกษตรเคมีเชิงเดี่ยว เป็นต้นไม้เชิงเดี่ยว” ประธานมูลนิธิธนาคารต้นไม้ กล่าวทิ้งท้าย
ตามกฎหมายป่าไม้ตั้งแต่อดีตอย่าง พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 รวมถึงปัจจุบันอย่างประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่
106/2557 กำหนดให้ไม้หลายชนิดเป็น “ไม้หวงห้าม” เช่นไม้สัก ไม้พะยูง ไม้ยางนา ฯลฯ ซึ่งผู้ครอบครองหรือแปรรูปอาจมีความผิดและมีโทษถึง “จำคุก” แม้จะเป็นไม้ที่มีผู้ปลูกไว้นอกเขตป่าอนุรักษ์ รวมถึงปลูกในที่ดินส่วนบุคคลก็ตาม
แม้กฎหมายดังกล่าวมีเจตนาดี คือ ป้องปรามมิให้ผู้ใดเข้าลักลอบตัดไม้ แต่ในความเป็นจริง นอกจากไม่สามารถป้องกันได้แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อวิถีชุมชนดั้งเดิมที่ใช้ประโยชน์จากป่าเพียงเพื่อดำรงชีพ รวมถึงผลักดันให้ต้องหันไปทำเกษตรเชิงเดี่ยวที่ทำลายสิ่งแวดล้อม
ดังนั้นการให้ “ทางเลือกใหม่” ควบคู่กันไป นอกเหนือจากการจับกุมเพียงอย่างเดียว น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า เพราะเมื่อมีรายได้ดีบนพื้นที่ของตนแบบยั่งยืน ก็ไม่ต้องไปบุกรุกป่า จนเสี่ยงถูกจับติดคุกตะรางอีกต่อไป!!!
SCOOP@NAEWNA.COM
