เปิดทางออก‘คนกับป่า’(1) ‘เขาหัวโล้น’…แก้ได้ถ้าจูงใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/220727

วันพุธ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 02.00 น.

คำประกาศนโยบายป่าไม้โดยภาคประชาชน

“สกู๊ปแนวหน้า” เคยนำเสนอเรื่องราวผลกระทบจากนโยบายป่าไม้ของรัฐ ที่แม้ “เจตนาดี” ต้องการเพิ่มพื้นที่ป่าให้มากขึ้น แต่การปฏิบัติถูกมองว่า “ไม่แยกแยะ” ระหว่างนายทุนรายใหญ่กับชาวบ้านตัวเล็กๆ เช่น ชาวกะเหรี่ยงที่ถูกจับเพียงเพราะ “สะสมไม้” ไว้ปลูกบ้าน ไม่มีเจตนานำไปขาย รวมถึงหลายพื้นที่ที่เป็น “ชุมชนเก่าแก่” แต่ถูก “เหมารวม” ว่าเป็นผู้บุกรุก ทั้งๆที่อยู่มานาน ก่อนประกาศเขตป่าสงวนหรืออุทยาน

ที่ผ่านมา สังคม “คิดต่าง” เรื่องการอยู่ร่วมกันระหว่าง “คนกับป่า” อยู่เป็นระยะ โดยฝ่ายรัฐและประชาชนกลุ่มหนึ่ง มองว่า ต้อง “ปิดป่าให้สนิท” นำคนที่อยู่ในป่าและใกล้ป่า ถอยร่นออกมาให้ห่าง เพื่อให้ป่าคงสภาพธรรมชาติมากที่สุด แต่ฝ่ายนักวิชาการและประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง มองว่า คนกับป่า “อยู่ร่วมกันได้”ด้วยการอนุญาตให้คนใช้ประโยชน์จากป่า แล้วกำหนด “เงื่อนไข” ให้มีหน้าที่ดูแลป่าไปพร้อมกัน

“ที่ผ่านมาเราชอบแสวงหาคนผิด แล้วหากันแบบผิดๆ ด้วย คือ ไปโทษคนสุดท้ายประจำ แล้วสังคมก็เกิดความแตกแยก แต่ไม่พบวิธีปฏิบัติเลยว่าจะทำอย่างไรให้ถูก”

พงศา ชูแนม

“พงศา ชูแนม” ประธานมูลนิธิธนาคารต้นไม้ กล่าวในเวทีเสวนา “เฟล็กที (FLEGT) กับวิสัยทัศน์การป่าไม้ไทย” จัดโดยศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า(RECOFTC) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) ที่เขามองว่า “วิธีคิด” ของคนในสังคม ได้แต่ “โทษกันไปมา” แต่ไม่เคยหา “ทางออก” อย่างได้ผล

“พงศา” ยกตัวอย่างประเด็นร้อนเมื่อเร็วๆนี้ อย่าง “เขาหัวโล้น ณ เมืองน่าน” ที่สังคมไทยโทษชาวบ้านบ้าง นายทุนบ้าง เจ้าหน้าที่รัฐบ้าง อย่างขาดความเข้าใจในปัญหาที่แท้จริง 3 เรื่อง คือ 1.ความจำเป็น ถ้าชาวบ้านมีอาชีพอื่นที่รายได้ดีและมั่นคง ชาวบ้านจะไปปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยว เพื่อส่งขายนายทุนหรือไม่?2.นโยบายรัฐ ที่ยังคงผูกขาดอยู่กับหน่วยงานราชการ ขาดการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และ 3.เน้นการปราบปรามอย่างเดียว ซึ่งปัจจุบันมีแนวคิดอื่นที่สามารถรักษาธรรมชาติไปพร้อมกับใช้ประโยชน์จากป่าได้…

นั่นคือ…แก้ไขกฎหมายให้สามารถปลูก “ไม้หวงห้าม” และใช้ประโยชน์ ทั้งใน “ที่ดินของประชาชน” และ “พื้นที่ใช้สอยของชุมชน”!!!

ประธานมูลนิธิธนาคารต้นไม้ กล่าวอีกว่า เรื่องของการอนุญาตให้ประชาชนปลูกไม้ไว้ใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจพร้อมไปกับการอนุรักษ์ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น “จีน” เคยประสบปัญหาพื้นที่ป่าหายไปเป็นจำนวนมากเช่นกัน รัฐบาล “แดนมังกร” ใช้วิธีทั้งจับกุมก็แล้ว รณรงค์ผ่านสื่อก็แล้ว แต่ไม่เคยได้ผล กระทั่งรัฐบาลเริ่มใช้นโยบายดังกล่าว จัดสรรที่ดินที่ทรุดโทรมไปแล้วให้ประชาชนใช้ประโยชน์ ปลูกและใช้ไม้อนุญาตให้ทำได้อย่างเสรีเต็มที่ ภายใต้เงื่อนไขบางประการ

หลายปีผ่านไป ปัญหา “เขาหัวโล้น” ลดลงอย่าง “เห็นผล” ยกตัวอย่างเช่นที่ฟูเจี้ยน มณฑลหนึ่งของจีน มีการปฏิรูปป่าไม้ เขาเปลี่ยนวิธีคิด คือ แบ่งที่ดินให้คนละ 5 มู่หรือประมาณ 4 ไร่ ห้ามขายที่ดิน ห้ามขุดหน้าดินไปขาย ห้ามทำพืชไร่ เขาเรียกนโยบายนี้ว่า…

“ไว้ผมทรงไหนก็ได้ แต่อย่าโกน”!!!

“คุณจะปลูกไผ่ ปลูกยูคาลิปตัส ปลูกสน ปลูกอะไรมารัฐรับซื้อหมด แต่อย่าปลูกพืชไร่ ผ่านไป 7 ปี จีนมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น เพราะที่ดินเป็นของรัฐ แต่ต้นไม้เป็นของประชาชน แล้วระหว่างไม้ที่ปลูกยังใช้ไม่ได้ ก็ไปยืมเงินจากรัฐ เอาต้นไม้ไปค้ำประกัน คือที่ป่าสมบูรณ์เขาก็ขีดวงไว้แล้ว ไม่มีใครไปยุ่งวุ่นวาย ส่วนที่โล้นๆเขาให้ชาวบ้านหมดเลย”

“พงศา” กล่าวด้วยว่า อย่างที่ “น่าน-เพชรบูรณ์” ถ้าไปดูแผนที่ได้ จะพบว่าไม่ได้เพิ่งถูกบุกรุกเมื่อ 2-3 ปี แต่มีการทำข้าวโพดมา 20-30 ปี ชาวบ้านอยากปลูกต้นไม้แทน แต่ช่องทางกฎหมายปัจจุบันไม่มีทางทำได้ ที่ จ.น่าน กฎหมายเป็นปัญหา ถ้าไม่แก้ตรงนี้ก็แก้ไม่ได้ เพราะไม่สร้างแรงจูงใจให้ประชาชน

ส่วนตัวอย่างชุมชนที่คนอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืนในประเทศไทย เช่น “แม่ทาโมเดล” หรือพื้นที่ อบต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ที่นี่มีพื้นที่ 73,000 ไร่ เป็นพื้นที่เอกสารสิทธิเพียง 5,000 ไร่ ที่เหลืออีก 68,000 ไร่ เป็นพื้นที่ป่า บริหารแบบ “โดยชุมชน เพื่อชุมชน” จัดทำข้อตกลงร่วมกัน แบ่งพื้นที่ป่าเป็น 4 ส่วน คือ 1.ป่าอนุรักษ์ ไม่มีการใช้ประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น 2.ป่าใช้สอย สามารถนำไม้มาใช้ในปริมาณเหมาะสม เช่น เพื่อซ่อมแซมบ้านหรือทำยุ้งฉาง 3.พื้นที่ทำกินเป็นพื้นที่ทำมาหากินของชาวบ้าน และ 4.พื้นที่เอกสารสิทธิ หรือพื้นที่ 5,000 ไร่ข้างต้น

“ทำไมแม่ทารักษาป่าไว้ได้ เพราะถ้าจะรักษาป่าก็ต้องให้ใช้ประโยชน์ ชาวบ้านมีไม้มาสร้างบ้าน มีไม้ทำยุ้งฉางข้าว แล้วเขาก็ไปดับไฟป่าเพราะเขาหวงป่า แต่ถ้าเขาไม่ได้ใช้ เขาไม่ไปหรอกครับ ถ้าไม่ได้ใช้แล้วจะไปทำไม?”

ด้าน “กนกศักดิ์ ดวงแก้วเดือน” นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ เผยถึงที่มาของความสำเร็จดังกล่าว ซึ่งชาวแม่ทาได้กำหนดยุทธศาสตร์พื้นที่ของตนไว้เป็น “พื้นที่เศรษฐกิจเกษตรและป่าไม้อย่างยั่งยืน” ทว่าปัจจุบันยังติดด้วยข้อกฎหมาย ทำให้ไม่อาจปลูกไม้เศรษฐกิจบางชนิดได้ แม้ขณะนี้จะได้รับพื้นที่เพิ่มจากรัฐมาอีก 7,000 ไร่ รวมเป็น 12,000 ไร่แล้วก็ตาม

“12,000 ไร่จะใช้อะไรบ้าง? 3,000 ไร่สำหรับที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภค แล้วอีก 9,000 ไร่จะเป็นวนเกษตรทั้งหมด สมมุติ 9,000 ไร่ เป็นไม้สัก 3,000 ไร่ 200 ต้น ก็ได้แล้ว 6 แสนบาท แต่คำถามแรกของชาวบ้านคือไม้สักตัดได้หรือไม่?” นายก อบต.แม่ทาทิ้งปมคำถาม

เรื่องนี้ “พงศา” กล่าวเสริมว่า หาก “ปลดล็อก” ให้ชาวบ้านปลูก “ไม้หวงห้าม” ในฐานะไม้เศรษฐกิจ ย่อมเป็นการ “คานอำนาจ” กับกลุ่มทุน ดึงชาวบ้านให้อยู่กับวิถีอนุรักษ์ เพราะรายได้นั้นไม่ต่างกัน เป็น “ทางเลือก” แทนที่จะไปถางป่าทำเกษตรเชิงเดี่ยวให้กับนายทุนอย่างที่ผ่านๆมา

ฉบับนี้ “สกู๊ปแนวหน้า” นำเสนอถึงผลสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงนโยบายป่าไม้จาก “จับกุม-ขับไล่” คนออกจากป่า มาเป็น “ส่งเสริม-จูงใจ” การใช้ประโยชน์จากป่าอย่างสร้างสรรค์ ทั้งต่างประเทศและในประเทศไปแล้ว…ฉบับหน้าจะเป็นการ “คลายข้อสงสัย” ว่าจะแยกแยะ คัดกรอง ระหว่าง “ไม้ปลูก” กับ “ไม้ธรรมชาติ” ได้อย่างไร?

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment