ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/219032
วันศุกร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 18.28 น.
“ซากลูกเสือโคร่ง”
ที่ถูกตรวจพบเป็นจำนวนมากใน “วัดเสือ” หรือวัดป่าหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี อาจยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ “ค้าเสือข้ามชาติ” หรือไม่.???
แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “หลักฐาน” ที่ปรากฏก็ทำให้ไทยถูกจับตามองในเรื่องการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายมากขึ้น พร้อมกับตอกย้ำข้อมูลก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าวัดป่าแห่งนี้อาจเกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าเสือข้ามชาติมานานแล้ว
“กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล” หรือ WWF ได้หยิบยก “รายงานวัดเสือ” จากกลุ่มอนุรักษ์สัตว์ป่า ชาวออสเตรเลีย หรือกลุ่มซีโฟร์ไลฟ์(Cee4life) ระบุว่า วัดเสือทำการค้าสัตว์ป่าผ่านประเทศลาว อันเป็นการฝ่าฝืนทั้งระเบียบอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ หรือไซเตส(CITES: อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์) และกฎหมายไทย
WWF ระบุว่า รายงานนี้เป็นเครื่องตอกย้ำ “ข้อสงสัย” ที่มีมานานว่าวัดเสือ มีเบื้องหน้าราวกับเป็นสถานที่ “คุ้มภัย” สำหรับเสือ แต่ในความเป็นจริงได้ลักลอบทำฟาร์มเสือ รวมถึงจำหน่ายเสือ และชิ้นส่วนเสือให้แก่ “ตลาดมืด” เพื่อผลกำไรมหาศาลไปในเวลาเดียวกัน
“เยาวลักษณ์ เธียรเชาว์” ผู้อำนวยการ WWF-ประเทศไทย กล่าวว่า การเคลื่อนย้ายเสือจากวัดเสือ ไปยังสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จ.ราชบุรี รวมถึงคำสั่งห้ามวัดขังเสือไว้ในกรงอย่างถาวรเป็นการแก้ปัญหาที่ดี เนื่องจากที่ผ่านมามีหลักฐานชัดเจนว่าวัดแห่งนี้ทำการลักลอบค้าเสือ ซึ่งเป็นสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมายมานานแล้ว ด้วยวิธีการเปลี่ยนชื่อเพื่อ “สวมรอย” เสือตัวเก่า และนำตัวใหม่มาแทน ซึ่งวิธีนี้การนี้จึงไม่เคยพบเสือหายไปจากวัดเลย
ผู้อำนวยการ WWF-ประเทศไทย บอกด้วยว่า รายงานการผลการศึกษาของกลุ่มซีโฟร์ไลฟ์ ระบุว่า “เส้นทางค้าเสือข้ามชาติ” มี 2 เส้นทาง คือ…
“เส้นทางที่ 1” มีต้นทางมาจากประเทศเมียนมา ลักลอบนำเข้ามาในไทยผ่านทาง อ.แม่สอด จ.ตาก ก่อนจะไปพิษณุโลก เพื่อมุ่งหน้าผ่านทางภาคอีสาน คือ ไล่ตั้งแต่ขอนแก่น ถึงมุกดาหาร ออกไปประเทศลาว เข้าเวียดนาม โดยมีปลายทางที่ “ประเทศจีน”
“เส้นทางที่ 2 มีต้นทางมาจากประเทศเมียนมา ลักลอบนำเข้ามาในประเทศไทยผ่านทางด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ เข้าเพชรบุรี ก่อนจะมาพักของในพื้นที่ จ.นนทบุรี เพื่อมุ่งหน้าผ่านทางภาคอีสาน คือ ตั้งแต่ขอนแก่น ล่องไปถึงมุกดาหาร ออกไปประเทศลาว เข้าเวียดนาม ปลายทางที่ประเทศจีน
“นอกจากวัดเสือแล้ว ยังควรสืบหาสถานที่อื่นที่กักขังเสือเพื่อเป็นการตรวจสอบให้แน่ใจว่าเสือจะไม่ตกเป็นเหยื่อการลักลอบค้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมายและการทารุณกรรม หากพบสถานที่ที่ละเมิดกฎหมายว่าด้วยสัตว์ป่าภายในประเทศและระหว่างประเทศ จะต้องถูกห้ามมิให้มีการครอบครอง เป็นเจ้าของ และเพาะพันธุ์เสือ” ผู้อำนวยการ WWF-ประเทศไทย กล่าว
สอดคล้องกับข้อมูลจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ “บก.ปทส.” ที่ระบุว่า สถานการณ์ “เสือโคร่ง” อยู่ในภาวะถูกคุกคามอย่างหนักจากขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่า เพราะมีราคาซื้อขายในตลาดมืดสูงมาก ถ้าเป็นเสือโคร่งตัวใหญ่ที่นำไปแสดงโชว์ราคาอาจสูงกว่าตัวละ 1 ล้านบาท ตลาดใหญ่อยู่ที่จีน เพราะมีความต้องการสูง โดยไทยถูกระบุว่าเป็น “ศูนย์กลางขนส่ง” เช่น ฟาร์มเสือหลายแห่ง มีการลักลอบเพาะพันธุ์ และค้าแบบผิดกฎหมาย โดยมีเส้นทางส่งผ่านจากไทยเข้าลาว ผ่านช่องทางด้านชายแดนถาวร ด้วยรถที่ตอนนี้มีถึง 15 จุด ตั้งแต่ภาคเหนือยาวมาถึงอีสานตอนบน และส่งต่อไปที่จีน
รูปแบบส่วนใหญ่จะเป็น “ซากเสือ” ที่แยกส่วนแล้วเพื่อง่ายต่อการขนส่ง เช่น เนื้อแช่แข็งจะถูกส่งไปตามร้านอาหารป่าในจีน ราคาสูงมาก ส่วน “อวัยวะเพศ” จะดองเป็นยาโด๊ป และเขี้ยว เล็บ กระดูก นำไปทำเป็น “เครื่องรางของขลัง”
“ในบรรดาสัตว์ป่าทั้งหมด เสือโคร่งมีราคาแพงที่สุด โดยลักษณะการทำงานของขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่าจะเป็นไปตามใบสั่งซื้อ ส่วนใหญ่แล้วจะมาจากทางประเทศจีนและไต้หวัน” แหล่งข่าวจาก บก.ปทส.กล่าว
แหล่งข่าวจาก บก.ปทส. ยังบอกถึง “เส้นทางลำเลียง” เสือไปยังจุดหมายปลายทาง ว่า จากการสืบสวนที่ผ่านมาพบว่า หลังจากถูกส่งไปถึงเวียดนามแล้ว ขบวนการค้าสัตว์ป่าข้ามชาติในเวียดนามจะใช้ “ผู้หญิงและเด็ก” เดินอ้อมภูเขามาเพื่อขนถ่าย “ซากเสือ” ไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง จากนั้นซากเสือจะถูกปรุงเป็นสารพัด “เมนู”
มีทั้งการ “ตุ๋น” เพื่อทำเป็นยาเม็ดลูกกลอน และ “ดองเหล้า” ตามความเชื่อที่ว่าหากใครได้ลิ้มรสอวัยวะในตัวเสื้อทั้งหมด 32 ประการแล้ว จะทำให้พลังวังชาแข็งแรง แต่ถ้า“ตัดขาย” เป็นอวัยวะบางส่วนแล้ว ส่วนที่แพงที่สุด “อวัยวะเพศ” เพราะคนกินเชื่อว่าจะทำให้มีประสิทธิภาพทางเพศเพิ่มมากขึ้น
ข้อมูลล่าสุดจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ระบุว่า จากการสำรวจของนักวิจัย “เสือโคร่ง” ในไทย พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยเหลือเสือโคร่งอยู่ 200-250 ตัว กระจายอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร , อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ , อุทยานแห่งชาติคลองลาน , อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา จ.นราธิวาส นอกจากนั้นยังมีเสือโคร่งที่ได้รับอนุญาตจากกรมอุทยานฯ ให้ดำเนินกิจการสวนสัตว์ของภาครัฐและเอกชน 33 แห่ง จำนวน 1,283 ตัว
ทั้งนี้ หาก “เสือโคร่ง” ตาย ไม่ว่าจะกรณีใดๆ ต้องแจ้งให้กรมอุทยานฯทราบภายใน 24 ชั่วโมง และ “ห้าม” ทำลายซาก จนกว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าดำเนินการเอง เพื่อป้องกันการ “ลักลอบ” ขายซากเสือโคร่งไปยังต่างประเทศ
SCOOP@NAEWNA.COM
