ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/215327
วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.
“แล้ง” ปีนี้สาหัสสากรรจ์ขนาดไหน?
ประชาชนคนไทย โดยเฉพาะพี่น้อง “เกษตรกร” คงประจักษ์ด้วยตัวเองดีอยู่แล้ว ถึงความรุนแรงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
เมื่อประเทศไทยย่างก้าวเข้าสู่เดือนพฤษภาคม อันเป็นเสมือนหนึ่งสัญญาณการนับถอยหลังเพื่อก้าวเข้าสู่ “ฤดูฝน” หลายคนจึงเงยหน้าขึ้นมองฟ้ารอคอย “ฝนเม็ดแรก”ที่จะร่วงลงสู่พื้น เพราะนั่นอาจหมายถึงการสิ้นสุดอย่างเป็นทางการของ “ภัยแล้ง”
“สถานการณ์น้ำเวลานี้ แม้จะเบาใจได้ระดับหนึ่งว่าประเทศไทยโดยเฉพาะในเขตชลประทาน จะมีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคได้จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมแน่นอน แม้จะไม่มีฝนตกลงมาเลยก็ตาม แต่ยังต้องเฝ้าระวังต่อไป เพราะภาพรวมน้ำของเรายังมีอยู่น้อยมาก” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และประธานคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการแก้ไขปัญหาวิกฤติภัยแล้ง 2558/2559 กล่าวเปิดประเด็นระหว่าง “เปิดใจ” พูดคุยถึงทิศทางแก้ปัญหาภัยแล้งในช่วงโค้งสุดท้ายที่เหลืออยู่
พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า จากอิทธิพลของพายุฤดูร้อนและปฏิบัติการ “ฝนหลวง” แม้จะทำให้มีน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเขื่อนทั่วประเทศรวมประมาณ 94 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) และสถานการณ์ภัยแล้งหลายพื้นที่คลี่คลายลง แต่โดยรวมแล้วยังถือว่ามีน้ำอยู่น้อยมาก โดยเฉพาะ “4 เขื่อนหลัก” ของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่มีน้ำเหลือใช้การได้รวมกันที่ 1,785 ล้าน ลบ.ม.
ฉะนั้นการบริหารจัดการน้ำหลังจากนี้ จึงต้องมุ่งสำหรับการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศน์เป็นหลักต่อไป ขณะที่การจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตรยังคงต้องถูกให้ความสำคัญเป็นลำดับ 3 ต่อไปเช่นกัน
“ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ทิ้งเกษตรกร ผมไม่เคยคิดจะทิ้งเกษตรกร” พล.อ.ฉัตรชัย ย้ำคำ…
พร้อมกล่าวต่อว่า “ที่ผ่านมาผมคุยกับอธิบดีกรมชลประทานว่า เราไม่มีทางที่จะไปทิ้งพี่น้องเกษตรกร เราต้องพยายามอย่างเต็มที่ แต่หลายพื้นที่ต้องยอมรับว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะส่งน้ำเข้าไป เพราะมีอยู่น้อยมาก แต่สำหรับน้ำอุปโภคบริโภค ผมเช็คแล้วเช็คอีก ก็ได้รับการยืนยันทุกพื้นที่ว่าพอใช้ถึงเดือนกรกฎาคมแน่นอน”
ภารกิจสำคัญอีกประการช่วงโค้งสุดท้ายของภัยแล้ง ซึ่ง “พล.อ.ฉัตรชัย” ยืนยันว่าจะต้องเร่งดำเนินการ คือ การเร่งรัดติดตาม 17 มาตรการแก้ปัญหาของรัฐบาล โดยเฉพาะ 8 มาตรการที่กระทรวงเกษตรฯรับผิดชอบ ประกอบด้วย 1.การสนับสนุนปัจจัยการผลิต 2.การชะลอหรือขยายเวลาชำระหนี้ 3.การจ้างงาน 4.การเสนอโครงการพัฒนาอาชีพตามความต้องการของชุมชน 5.การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ 6.การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 7.การเสริมสร้างสุขภาพและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และ 8.การสนับสนุนอื่นๆ เช่น การให้สินเชื่อวิสาหกิจชุมชน เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถลุกขึ้นมาตั้งหลักลงมือเพาะปลูกได้ทันทีที่ฤดูฝนมาถึง
“ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาชี้ว่ามาตรการต่างๆของเราได้ผล ดูได้จากตัวเลขพื้นที่ที่ได้รับการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติปีนี้ที่มีเหลืออยู่ 5,000-6,000 หมู่บ้าน ถ้านำไปเทียบกับพื้นที่ภัยพิบัติเมื่อปี 2556 ซึ่งมีมากกว่า 30,000 หมู่บ้าน ก็จะเท่ากับพื้นที่ภัยพิบัติปีนี้น้อยกว่าปี 2556 หลายเท่าตัวทั้งที่สถานการณ์ปีนี้รุนแรงกว่ามาก”
“พล.อ.ฉัตรชัย”กล่าวต่อว่า ทั้งนี้จากภาพรวมการดำเนินงานเฉพาะ 8 มาตรการของกระทรวงเกษตรฯ มีประชาชนได้รับประโยชน์ถึงกว่า 2 ล้านราย ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและสร้างโอกาสทางรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างมากมายผ่านโครงการต่างๆ อาทิ การแจกพันธุ์พืช สัตว์ และประมง แก่เกษตรกร 317,728 ราย การจ้างงาน 348,374 ราย คิดเป็นเงินรายได้ 2,755 ล้านบาท การสร้างอาชีพ 7,326 โครงการ มูลค่า 4,119 ล้านบาท การชดเชยดอกเบี้ยให้เกษตรกร 415,983 ราย 1,881 ล้านบาท และการขยายเวลาชำระหนี้ 45,099 ราย 353 ล้านบาท
ขณะที่จากการประมาณการผลผลิตและมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับ เฉพาะมาตรการที่ 1 และ 4 พบว่า จากงบประมาณรวม 659 ล้านบาท เกษตรกร 197,759 ราย พื้นที่ 0.361 ล้านไร่ เกิดมูลค่าผลผลิตรวม 2,132 ล้านบาท ส่วนผลจากการรณรงค์ให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง พื้นที่ 2.854 ล้านไร่ เกษตรกร 540,767 ราย เกิดมูลค่าผลผลิตรวม 21,996 ล้านบาท มากกว่าการปลูกนาปรังที่มีมูลค่า 13,819 ล้านบาทเท่านั้น
ยังไม่นับรวมกับการสนับสนุนอื่นๆ เช่น การขุดบ่อบาดาล 3,737 แห่ง การส่งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นบินปฏิบัติการถึง 1,087 เที่ยวบินภายในเวลาไม่ถึง 3 เดือน ซึ่งถือว่ามากที่สุดในประวัติการณ์ ขณะที่หลังจากนี้กระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังมีแผนสำรวจแหล่งน้ำและวางระบบ “ประปาหมู่บ้าน” ให้กับหมู่บ้านที่ยังขาดแคลนอีกกว่า 7,000 แห่ง โดยตั้งเป้าทำให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2560 นี้
ส่วนการวางแผนเพาะปลูก “ข้าวนาปี” ฤดูกาลผลิต 2559/2560 นั้น “พล.อ.ฉัตรชัย” กล่าวว่า ได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการปลูกทั้งประเทศ 57.41 ล้านไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิตราว 24.01 ล้านตันข้าวเปลือก ประกอบด้วย ข้าวหอมมะลิ 26.57 ล้านไร่ ผลผลิต 9.38 ล้านตันข้าวเปลือก, ข้าวหอมปทุมธานี 1.23 ล้านไร่ ผลผลิต 0.85 ล้านตัน ข้าวเปลือก, ข้าวเจ้า 14.32 ล้านไร่ ผลผลิต 8.01 ล้านตันข้าวเปลือก, ข้าวเหนียว 15.07 ล้านไร่ ผลผลิต 5.69 ล้านตันข้าวเปลือก และข้าวอื่นๆ ได้แก่ ข้าวสี และข้าวอินทรีย์ 0.22 ล้านไร่ ผลผลิต 0.08 ล้านตันข้าวเปลือก
นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อม เช่น ในเรื่องปัจจัยการผลิต การตรวจสอบและเตรียมเมล็ดพันธุ์คุณภาพให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร การลดราคาปุ๋ย การบริหารจัดการน้ำ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดกับเกษตรกรให้น้อยที่สุด
ทั้งหมดนี้ คือ “คำมั่น” จาก พล.อ.ฉัตรชัย ที่มีให้ต่อเกษตรกร เพื่อร่วมกันนับถอยหลังเพื่อก้าวข้ามให้พ้นจาก “วิกฤติแล้ง” และเริ่มต้นนับหนึ่งอีกครั้งกับฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ที่กำลังจะมาถึงในเร็ววันนี้
