ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/221512
วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เป็นที่ “สะเทือนวงการ” กรณีศาลชั้นต้นแห่งเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี สหรัฐอเมริกา (St.Louis, Missouri-USA) พิพากษาให้บริษัทแป้งฝุ่นชื่อดังระดับโลก“จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน” ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ครอบครัวของหญิงวัย 62 ปีรายหนึ่ง จำนวน 72 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 2 พันล้านบาท เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 เนื่องจากสาวใหญ่รายนี้เสียชีวิตด้วยโรค “มะเร็งรังไข่”
เบาะแสสำคัญ คือ บันทึกเสียงของเธอที่เล่าว่าใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทดังกล่าวทาที่ “จุดซ่อนเร้น” มานานถึง 35 ปี ก่อนเสียชีวิต!!!
บุตรชายบุญธรรมของผู้เสียชีวิต กล่าวกับคณะลูกขุน ว่า แป้งฝุ่นยี่ห้อดังกล่าวมีส่วนผสม “ทัลคัม” (Talcum) ซึ่ง
นอกจากกรณีของสาวใหญ่รายนี้ ในเวลาต่อมาช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2559 ก็เป็นศาลรัฐมิสซูรีอีกเช่นกัน ที่ตัดสินให้บริษัทแป้งฝุ่นเจ้าเดิม ต้องชดใช้ค่าเสีย 55 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 1.7 พันล้านบาท ให้กับหญิงสาวอีกรายที่ยื่นฟ้องกรณีเดียวกัน ทำให้เกิดหัวข้อที่ถูกพูดถึงไปทั่วโลก ว่า…
“แป้งทัลคัมก่อมะเร็งรังไข่”!!!
บทความ “แป้งทัลคัม (Talcum Powder) อันตรายจริงหรือ?” จากเว็บไซต์ชื่อดังด้านการศึกษาอย่าง “วิชาการ.คอม” (vcharkarn.com) ระบุว่า Talcum powder หรือแป้งทัลคัม คือ แป้งที่มีองค์ประกอบหลักเป็นสาร “ทัลค์” (Talc) ซึ่งเป็นสารแร่ที่เป็นองค์ประกอบของแมกนีเซียม ซิลิคอน และออกซิเจน มีสรรพคุณดูดซับความชื้นได้ดีและช่วยทำให้ผิวลื่น จึงนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องสำอาง เช่น แป้งสำหรับเด็ก แป้งฝุ่นสำหรับผู้ใหญ่ที่ใช้กับร่างกายและใบหน้า เพื่อลดการอับชื้น และเพื่อความสวยงาม
ทว่าโดยธรรมชาติแล้วสารทัลค์มักมี “แร่ใยหิน”(Asbestos) เจือปนอยู่ด้วย ซึ่งแร่ใยหินนั้นมีการศึกษาพบว่า หากสูดดมเข้าไปมากๆจะทำให้เกิดโรค “มะเร็งปอด” ทำให้ทางการสหรัฐ ประกาศห้ามใช้แร่ใยหินเป็นส่วนประกอบในแป้งฝุ่นทาตัวมาตั้งแต่ปี 2516 หรือ ค.ศ.1973
องค์กร the International Agency for Research on Cancer(IARC) หน่วยงานในสังกัดองค์การอนามัยโลก(WHO) แม้จะระบุว่า สารทัลค์ที่มีส่วนประกอบของแร่ใยหินเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ เป็นอันตรายหากสูดดมเข้าไป แต่กับสารทัลค์ที่ไม่มีแร่ใยหินผสมอยู่ เบื้องต้นระบุว่าการสูดดมไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าใช้ทาบริเวณอวัยวะเพศ “ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัด” ว่าก่อมะเร็งหรือไม่? IARC จึงใช้เพียงคำว่า “อาจจะ” หรือ “มีความเป็นไปได้” ว่าเป็นสาเหตุของมะเร็ง และให้ “ข้อแนะนำ” กับผู้ผลิตแป้งฝุ่นทาตัวไว้ว่า…
ควร “แจ้งเตือน” ให้ผู้บริโภคทราบถึงสารเคมีที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ด้วย!!!
“นพ.กฤษดา ศิรามพุช” ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ อธิบายกับ “สกู๊ปแนวหน้า” ว่า ทัลคัมที่มีอันตราย คือ ที่มีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบ เป็น “สารต้องห้าม” ตามประกาศของ IARC เนื่องจากมีผลการศึกษาชัดเจนว่าก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ แต่แป้งฝุ่นโรยตัวที่ผลิตหลังทศวรรษ 1970’s(พ.ศ.2513-2522) เป็นต้นมา เลิกใช้ทัลคัมที่มีแร่ใยหินแล้ว
ส่วนแป้งฝุ่นโดยทั่วไปนั้น สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Cancer Society) องค์กรที่ทำการศึกษาโรคมะเร็งโดยเฉพาะ ยังไม่ยืนยันว่าเป็นสาเหตุของมะเร็งรังไข่จริงหรือไม่? เนื่องจากต้องรอผลการศึกษาที่ชี้ชัดมากกว่านี้ แต่เพื่อ “ป้องกันความเสี่ยง” สุภาพสตรีไม่ควรใช้แป้งฝุ่นกับ “จุดซ่อนเร้น”นอกจากนี้ผู้ผลิตควรติดคำเตือนดังกล่าวไว้บนฉลากด้วย
เช่นเดียวกับ “นพ.อภิชัย มงคล” อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ที่ยืนยันว่า ปัจจุบันแป้งฝุ่นทัลคัม มีข้อห้ามสำคัญเพียง 2 ประการ คือ “ห้ามโรยบนตัวเด็ก” รวมถึง “สตรีไม่ควรใช้กับจุดซ่อนเร้น” แต่นอกเหนือจากนี้สามารถใช้แป้งฝุ่นได้ตามปกติเพราะไม่มีอันตราย

ด้าน “นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข” เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กล่าวว่า ทัลค์หรือทัลคัม แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.ใช้สำหรับอุตสาหกรรม และ 2.ใช้ในยาและเครื่องสำอาง โดยประเภทหลัง “ต้องไม่มีแร่ใยหินเจือปน” ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งที่ผ่านมา อย. มีการสุ่มตรวจอยู่เสมอ เช่น ช่วงปี 2552-2553 ตรวจ 40 ตัวอย่าง และปี 2557-2558 ตรวจ 73 ตัวอย่าง ทั้ง 2 ครั้ง ไม่พบการปนเปื้อนแร่ใยหิน
ส่วนกรณี “สารทัลค์กับมะเร็งรังไข่” ยังไม่มีผลการศึกษาแน่ชัด ประเทศต่างๆจึงยังไม่ห้ามใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอาง โดยประเทศไทย กฎหมายกำหนดให้มีคำเตือนบนฉลากว่า “ระวังอย่าให้แป้งเข้าจมูกและปากของเด็ก” สำหรับแป้งที่ผลิตมาสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี นอกจากนี้ อย.อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าอาจจะต้องเพิ่มคำเตือน “ระวังอย่าให้แป้งฝุ่นเข้าจมูกและปาก และสตรีไม่ควรโรยแป้งฝุ่นบริเวณจุดซ่อนเร้น” บนฉลากของแป้งฝุ่นที่มีส่วนประกอบของทัลค์ในอนาคต
ขณะที่ “สารี อ๋องสมหวัง” เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค บอกว่า กรณีการฟ้องร้อง “จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน” ในสหรัฐอเมริกา เป็น “ข้อพิสูจน์” ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ทัลค์” เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อมะเร็งรังไข่ เมื่อหันกลับมามองที่ประเทศไทย สิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการ คือ…
1.หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ อย. ต้องเปิดเผยเรื่องนี้ให้ผู้บริโภครับทราบ พร้อมทั้งหันไปใช้ “มาตรการบังคับ” กับผู้ผลิต ในเรื่องของ “คำเตือน” บนฉลากผลิตภัณฑ์ 2.ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบต่อสังคม คือ ถ้ายังไม่เปลี่ยนสูตรในการผลิตก็ต้องแจ้งบนฉลากให้ชัดเจน พร้อมทั้งมีคำเตือนให้กับผู้บริโภคด้วย และ 3.ในประเทศไทย ยังมีการผลิตแป้งที่ “ไม่ใช้ทัลค์” เป็นส่วนประกอบ ซึ่งผู้บริโภคควรได้รับรู้ว่ามียี่ห้อใดบ้าง หน่วยงานของรัฐควรเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ด้วย
“เพราะสิ่งสำคัญ คือ ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ อย. บอกว่ายี่ห้อนี้มีทัลค์ แต่ไม่ได้บอกว่ายี่ห้อใดไม่มี ก็ไม่เกิดประโยชน์ ดังนั้น อย.ต้องแจ้งให้ชัดเจนว่ายี่ห้อใดมี หรือไม่มีทัลค์ ยี่ห้อที่มีก็ต้องมีคำเตือน ซึ่งโดยข้อเท็จจริงผู้ผลิตคงไม่อยากบอกว่าผลิตภัณฑ์ของตัวเองมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย จึงเป็นหน้าที่ของ อย.ที่ต้องใช้มาตรการเชิงบังคับกับผู้ผลิต”
สารี กล่าว
ขณะที่เว็บไซต์ “มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค”(consumerthai.org) เผยแพร่รายงานการลงพื้นที่เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2559 เพื่อสุ่มตัวอย่างแป้งฝุ่น 35 ยี่ห้อที่วางขายใน กทม. พบว่า “มีถึง 34 ยี่ห้อที่มีส่วนผสมของทัลค์ แต่ไม่มียี่ห้อใดเลยที่ระบุว่าทัลค์อาจเป็นปัจจัยก่อมะเร็ง” ตามที่ IARC แนะนำให้ต้องระบุบนฉลาก
ถึงยังไม่มีกฎหมายบังคับ แต่ผู้ผลิตก็ควรติดคำเตือนไว้หรือไม่?
เพราะถือเป็น “ความรับผิดชอบต่อสังคม”!!!
SCOOP@NAEWNA.COM
