ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/scoop/218698
กว่าทศวรรษแล้วกับสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินไม่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐ หรือประชาชน ไม่ว่าชาวพุทธหรือชาวมุสลิม ทุกคนทุกฝ่ายล้วนได้รับผลกระทบ และขณะนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง ยังมีเหตุลอบสังหารและลอบวางระเบิดเกิดขึ้นรายวัน
เมื่อพูดถึงวิกฤติ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ภาพที่คนภายนอกนึกถึงบ่อยๆ มักจะเป็นเรื่องของผู้ก่อความไม่สงบ ใช้แนวคิดทาง “ศาสนาอิสลาม” หาคนเข้าร่วมขบวนการ จนหลายคนฟันธงไปว่า “ต้นเหตุแห่งความรุนแรงมาจากความขัดแย้งทางศาสนา” ยิ่งระยะหลังๆ ที่กลุ่มสุดโต่งในตะวันออกกลางอย่าง “ไอเอส-ไอซิส” (IS-ISIS) ประกาศหาแนวร่วมก่อความรุนแรงจากทั่วทุกมุมโลก ก็ยิ่งทำให้เกิดความหวาดระแวง ความไม่ไว้วางใจกันมากขึ้น
โดยเฉพาะเมื่อ “พระสงฆ์” ผู้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวพุทธ..ก็ยังถูกเข่นฆ่า!!!
ผลการศึกษาเรื่อง “การส่งเสริมบทบาทพระสงฆ์กับปัญหาความขัดแย้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” ผลงานของ ดร.ประสงค์ โตนด อาจารย์สาขารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ที่เปิดเผยในงานสัมมนาวิชาการ ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ถ.บรมราชชนนี กรุงเทพฯ เมื่อเดือน ก.พ. 2559 ที่ผ่านมา
ลงพื้นที่ทั้งปัตตานี ยะลา และนราธิวาส สอบถามความคิดเห็นทั้งจากพระสงฆ์ ประชาชน รวมทั้งผู้นำศาสนาอิสลาม
แล้วพบว่า..เหตุที่พระสงฆ์ถูกฆ่า อาจไม่เกี่ยวข้องกับ “ความขัดแย้งทางศาสนา” อย่างที่เข้าใจกัน!!!
อาจารย์ประสงค์ เล่าว่า ผู้นำศาสนาอิสลามในพื้นที่ที่ยินยอมให้ข้อมูล ต่างระบุตรงกันว่า กลุ่มคนที่ทำร้ายและฆ่าพระสงฆ์ เป็นกลุ่มที่ “ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ” สืบเนื่องจากรัฐบาลบางยุคสมัย มีการฆ่าตัดตอน จับกุมคุมขังคนในพื้นที่เป็นจำนวนมากด้วยข้อหาต่างๆ ญาติพี่น้องของคนเหล่านี้จึง “คับแค้นใจ” จนก่อเหตุรุนแรงหลายๆ อย่าง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล “สนใจ” และให้ความเป็นธรรมกับพวกเขา
ข้อค้นพบที่ยิ่งย้ำความชัดเจน..นักวิชาการจาก ม.ราชภัฏภูเก็ต รายนี้ ระบุว่า กลุ่มผู้นำศาสนาอิสลามในพื้นที่ที่ยินยอมให้ข้อมูล กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า เหตุความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ แม้จะกระทบต่อการปฏิบัติศาสนกิจของพระสงฆ์ไปบ้างแต่ก็ไม่มากนัก

เพราะ ณ วันนี้ ชาวพุทธและชาวมุสลิมในพื้นที่..ยังคงมี “สัมพันธ์ที่ดี” ต่อกัน!!!
“ถ้าไปถามพระสงฆ์หรือคนที่นับถือศาสนาพุทธ เขาจะกล่าวหาขบวนการแบ่งแยกดินแดน แต่สิ่งที่ผมไปค้นพบใหม่ คนฆ่าพระสงฆ์คือคนมุสลิมที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ เนื่องจากในสมัยของนายกรัฐมนตรีบางท่าน ช่วงนั้นมีการฆ่าตัดตอนคนมุสลิมเรื่องยาเสพติด ก็คือพวกเขาไม่ได้รับความยุติธรรม แต่ภาครัฐก็ไม่ให้ความสนใจกับคนมุสลิมเหล่านี้ เขาเลยพยายามทำอะไรก็ได้เพื่อให้ภาครัฐหันมาสนใจพวกเขา เลยไปลงมือฆ่าพระสงฆ์เพื่อให้ภาครัฐสนใจพวกเขานั่นเอง” อาจารย์ประสงค์ กล่าว
ซึ่งสอดคล้องกับกรณีของ มะรอโซ จันทราวดี แกนนำรายหนึ่งของกลุ่มก่อความไม่สงบ ที่ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตกลางดึกคืนวันที่ 13 ก.พ. 2556 ขณะนำแนวร่วมเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการของทหารนาวิกโยธิน ที่บ้านยือลอ ต.บาเระเหนือ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ในครั้งนั้น คนใกล้ชิดของมะรอโซ เปิดเผยว่า มะรอโซกับเพื่อนๆ เป็นผู้ได้รับผลกระทบจาก “กรณีตากใบ” หรือเหตุสลายการชุมนุมที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อ 25 ต.ค. 2547 ที่ผู้ชุมนุมถูกจับมัดมือไพล่หลังนอนทับซ้อนอัดกันแน่นในรถบรรทุกของทหาร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 78 ศพ เพราะขาดอากาศหายใจ
และนั่นเป็นเหตุให้เขาตัดสินใจ “เข้าร่วม” กับกลุ่มก่อความไม่สงบในเวลาต่อมา!!!
ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม อาจารย์สาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในเวทีเสวนา “สงครามลับ ก่อการร้าย และความตื่นกลัว” เดือน เม.ย. 2559 ภายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
เขตคลองเตย กรุงเทพฯ ว่าทั้งกรณีตากใบ มัสยิดกรือเซะ รวมถึงการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร ถือเป็น “บาดแผล” ในใจคน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
และเป็นประเด็นที่ถูก “วิพากษ์วิจารณ์” อย่างมากในเวทีระหว่างประเทศขณะนั้น!!!
“คดีที่สะเทือนขวัญมากคือคดีตากใบ เพราะยังไม่เห็นความผิดของผู้ที่มารวมตัวกัน แต่ก็มีการจับกุมแล้วเอาเชือกมัด เอาขึ้นไปในรถ การเดินทางจากนราธิวาส ไปปัตตานี ใช้เวลาแค่ไม่เกินชั่วโมงกับยี่สิบนาที แต่ตอนนั้นคนที่เอาคนเหล่านี้ไป
ใช้เวลา 6-7 ชั่วโมง ฝนก็ตกพอดีแล้วก็ถูกทับซ้อน
นี่เป็นคดีสะเทือนขวัญที่ส่งผลกับโลกมุสลิมเยอะ ผมต้องไปประชุมที่โอไอซี (OIC-องค์การความร่วมมืออิสลาม) มันมีการวิพากษ์วิจารณ์เยอะ คิดว่านั่นเป็นต้นเหตุสำคัญที่นำไปสู่ความขมขื่น ผลการสอบสวนคือมีการใช้กำลัง ใช้ความรุนแรงมากกว่าเหตุ” อาจารย์จรัญ กล่าว
ส่วนข้อกังวลที่ว่ากลุ่มไอเอส-ไอซิส จะเข้ามาก่อการร้ายในประเทศไทย เพราะประเทศไทยเป็นแหล่งรวมนักท่องเที่ยวหลายชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านโลกมุสลิมรายนี้ เชื่อว่า “มีโอกาสน้อยมาก” เพราะความเชื่อแบบไอเอส-ไอซิส “ไม่เป็นที่ยอมรับ” แม้กระทั่งในหมู่ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันประเทศไทย “ไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง”ของกลุ่มหัวรุนแรงเหล่านี้ เมื่อรวมกับความห่างไกลจากพื้นที่การสู้รบในตะวันออกกลาง จึงมองว่าเป็นไปได้ยาก
“ประเทศไทยจะถูกถล่มหรือไม่? อันนี้น่าสนใจ เพราะว่าถ้าประเทศไทยจะถูกไอเอสถล่ม มีประการเดียวคือไอเอสมุ่งที่จะถล่มคนต่างชาติซึ่งมีส่วนเข้าไปถล่มไอเอส อย่างที่มีข่าวว่าไอเอสจะมาถล่มชาวเยอรมัน ชาวรัสเซีย ในพัทยา อย่างนี้เป็นต้น แต่ถ้าพูดถึงจริตของไอเอสที่ไปกระทำกับชาติต่างๆ คิดว่าไทยยังเป็นประเทศหนึ่งที่น่าจะอยู่ห่างจากการถูกถล่ม โดยเฉพาะเป้าหมายที่เป็นคนไทย เพราะไทยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเห็นได้ชัด
เท่าที่รับทราบมา ก็ได้ข่าวลือมานานแล้วว่ามีนักศึกษาจากปัตตานีคนหนึ่งไปอยู่ตะวันออกกลาง แล้วเข้าไปร่วมแล้วก็มีภาพถ่ายออกมา แต่การไปแสดงออกในทางนิยมไอเอส คงไม่ใช่กระแสหลักของมุสลิมส่วนใหญ่ ในระยะแรกๆ อาจจะมีบ้างเพราะไอเอสไม่ได้มีพฤติกรรมอย่างนั้นในตอนแรก แต่ระยะหลังๆ แนวคิดของไอเอสก็ไม่ค่อยมีใครยอมรับ” อาจารย์จรัญ ฝากทิ้งท้าย
เรื่องราวทั้งหมดนี้คงเป็นที่ยืนยันได้บ้างว่า..แม้ประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ จะมีเชื้อสายมลายู และนับถือศาสนาอิสลาม และบางส่วนอาจมีแนวคิดสุดโต่ง แต่โดยรวมแล้วไม่มีความขัดแย้งรุนแรงระหว่างคนต่างศาสนาอย่างที่เกิดขึ้นในบางประเทศ ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความรุนแรงลุกลามบานปลายจนถึงปัจจุบัน มาจากนโยบายในอดีตที่ผิดพลาดของภาครัฐ ซึ่งระยะหลังๆ ก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นตามลำดับ
ถ้าไม่มี “เหตุซ้ำรอย” เกิดขึ้นอีกเสียก่อน..ไม่ช้าก็เร็ว “ปลายด้ามขวาน” คงได้กลับมาสงบสุขดังเดิม!!!
SCOOP@NAEWNA.COM