‘ไม่เลื่อนลอย-ไม่ทำลายป่า’ ‘ไร่หมุนเวียน’วิถีชนพื้นที่สูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/219286

วันจันทร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ไร่เลื่อนลอย..ทำลายป่าต้นน้ำลำธาร ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม”

เชื่อว่านี่เป็น “ความรู้” ที่คนไทยได้เรียนกันมาตั้งแต่เด็กว่าการทำ “ไร่เลื่อนลอย” ที่หมายถึงการแผ้วถางป่าไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด เพื่อเพาะปลูกทำการเกษตร “เมื่อหน้าดินเริ่มเสื่อมทีก็แผ้วถางป่ากันใหม่ที” ผลคือทำให้พื้นที่ป่าอันเป็นต้นกำเนิดของแหล่งน้ำลดลงอย่างมาก ข้อมูลจากเว็บไซต์ สารสนเทศเพื่อการประชาสัมพันธ์ (PR Content Center) กรมประชาสัมพันธ์ หัวข้อ “การทำไร่เลื่อนลอย” ระบุว่า สังคมไทยเริ่มรู้จักคำว่าไร่เลื่อนลอยประมาณปี 2490 จากปัญหาการปลูกและค้าฝิ่นของชาวภูเขาชนเผ่าต่างๆ

แม้ในเวลาต่อมาการปลูกฝิ่นจะค่อยๆ หายไปด้วยหลายๆ ปัจจัย แต่การทำไร่เลื่อนลอยกลับยังคงดำรงอยู่ หากเปลี่ยนจากการแผ้วถางเพื่อปลูกฝิ่นไปเป็นการปลูก“ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ซึ่งไม่ใช่แต่เฉพาะชาวภูเขาในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย บทความเรื่อง “ไฟป่าที่อินโดนีเซีย” เขียนโดย“ดร.โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีหลายสมัย ระบุว่า ที่ “ลาว” และ “จีน” ชนเผ่า
ต่างๆ ยังนิยมทำไร่เลื่อนลอยเพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยมี “ไทย” เป็น “ตลาดปลายทาง” รับซื้อข้าวโพดเหล่านั้น

ไร่เลื่อนลอยจึงเป็นเหมือน “ภัยร้าย” เพราะเป็นต้นเหตุของปัญหา “หมอกควัน-ไฟป่า”!!!

ทว่าผลกระทบกลับไปตกกับ “ไร่หมุนเวียน” วิถีเกษตรอีกแบบหนึ่ง..เพียงเพราะ “ชื่อคล้ายกัน”!!!

ข้อมูลจากเอกสาร “ไร่หมุนเวียน : ประเด็นท้าทายและความหมายของมรดกโลกทางวัฒนธรรม” จัดทำโดย มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ เครือข่ายกลุ่มเกษตรภาคเหนือ และร่วมจัดพิมพ์โดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) อธิบายระบบไร่หมุนเวียน อันเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของ “ชาวกะเหรี่ยง” ว่ามี 2 ส่วนสำคัญ

คือ “การเลือกที่ตั้งแปลง” โดยไม่เลือกพื้นที่ใกล้ลำธาร เพราะต้องการรักษาความชุ่มชื้นบริเวณแหล่งน้ำ และไม่เลือกพื้นที่ยอดเขา เพราะดินไม่สมบูรณ์ต้นไม้ฟื้นตัวได้ช้า อีกทั้งยังต้องการรักษาให้บริเวณนี้เป็น “แหล่งรวมเมล็ดพันธุ์” ตามธรรมชาติอีกด้วย กับ “วงจรการใช้พื้นที่” โดยเกษตรกรจะแบ่งพื้นที่เป็น“7 ส่วน” ทำการเกษตรวนไปเรื่อยๆ “ปีละ 1 ส่วน” จนครบ 7 ปี จึงจะกลับมาทำในพื้นที่เดิม

เมื่อ 7 ปีผ่านไป..พื้นที่จะฟื้นตัวพอดี ความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมาอีกครั้ง!!!

ตัวอย่างความสำเร็จของไร่หมุนเวียนที่น่าสนใจ ชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย แบ่งพื้นที่ใช้ประโยชน์ดังนี้ พื้นที่อยู่อาศัยและสวนชา 1,228 ไร่ (ร้อยละ 11.3), พื้นที่ทำกิน ไร่ นา ทั่วไป 168 ไร่ (ร้อยละ 1.5), ไร่หมุนเวียน 162 ไร่ (ร้อยละ 1.4) และ ป่าชุมชน 9,396 ไร่ (ร้อยละ 85.8) เป็นพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่าและป่าต้นน้ำ “ห้ามทำไร่
หรือบุกเบิกที่ทำกินใหม่” ใช้ประโยชน์เพียงหาของป่าและปลูกชาเท่านั้น

เช่นเดียวกับที่ ชุมชนบ้านกลาง ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ที่นี่แบ่งพื้นที่เป็น พื้นที่ทำกิน 2,062 ไร่ ในจำนวนนี้แยกเป็นที่นา 205 ไร่ ไร่หมุนเวียน 1,632 ไร่ และสวนไม้ยืนต้น 225 ไร่, พื้นที่อยู่อาศัย 86ไร่ และ ป่าชุมชน 16,727 ไร่ ซึ่งป่าชุมชนนี้ใช้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ต้นไม้และสัตว์ป่า

ภายใต้คำสอนที่ว่า “ผู้อยู่กับป่าต้องรักษาป่า..ผู้อยู่กับน้ำต้องรักษาน้ำ” !!!

ทั้ง 2 ชุมชน..การันตีด้วย “ลูกโลกสีเขียว” รางวัลเกียรติยศของนักอนุรักษ์ธรรมชาติ!!!

 

ไร่หมุนเวียนบ้านกลาง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง (ภาพจากเว็บไซต์มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ)

นอกจากนี้..แม้การทำไร่หมุนเวียนจะมีการเผาพื้นที่จริงเพื่อย่นระยะเวลาการย่อยสลายของเศษไม้และต้นข้าว แต่การเผานั้นทำในช่วงปลายเดือนเมษายน “ปลายฤดูร้อน” ขณะที่หมอกควันและไฟป่าที่ภาคเหนือของไทยเผชิญอยู่ทุกปีนั้นอยู่ในช่วง “ปลายฤดูหนาว-ต้นฤดูร้อน” อีกทั้งก่อนเผายังต้องทำแนวกันไฟก่อนเสมอไม่ให้ไฟลุกลาม ดังนั้นไร่หมุนเวียนจึงไม่ใช่สาเหตุสำคัญของหมอกควันและไฟป่า

นายสรศักดิ์ เสนาะพรไพร ตัวแทนเครือข่ายฟื้นฟูวิถีชีวิตกะเหรี่ยง กล่าวในการประชุมร่วมกับอนุกรรมการสิทธิชุมชน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) 19 เม.ย. 2559 ณ สำนักงานมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ว่า ไร่หมุนเวียนเป็นระบบเกษตรกรรมที่เกิดขึ้นมายาวนานบนพื้นที่สูง ภายใต้ฐานคิดการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน แต่ต่อมาถูกจำกัดด้วยข้อกฎหมายเกี่ยวกับพื้นที่อนุรักษ์หลายฉบับ ทำให้ไม่อาจสืบทอดต่อได้

เป็นที่มาของแนวคิด “เปลี่ยนภูมิปัญญาชาวบ้าน” ให้เป็น “ความรู้ทางวิชาการ” เพื่อสื่อสารกับสังคม!!!

“เป็นเรื่องที่เราคิดว่าจะต้องถูกอธิบาย คือระบบเกษตรไร่หมุนเวียนกับการบริหารจัดการป่าที่มีโครงสร้างหลากหลาย ซึ่งเอื้อต่อความหลากหลายทางพันธุ์พืชและสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ตรงนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้ที่เรารู้มาจากวิถี แต่ไม่ได้ถูกวิเคราะห์เป็นข้อมูลเชิงวิชาการ” นายสรศักดิ์ กล่าว

ขณะที่ นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า จากประสบการณ์ลงพื้นที่ชุมชนชาวกะเหรี่ยงที่พยายามรักษาวิถีเกษตรแบบไร่หมุนเวียน พบว่าหลายพื้นที่มีความหลากหลายทางพันธุ์พืช เช่นที่ บ้านแม่กองคา ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน มีพันธุ์พืชอาหารถึง 130 ชนิด

อีกทั้งยังเป็น “วิถีพอเพียง” เพราะทุกขั้นตอนทำโดยวิธีคิดแบบ “เคารพธรรมชาติ” ไม่มุ่งเน้นเศรษฐกิจแบบเอาเงินเป็นตัวตั้ง ซึ่งนอกจากการศึกษาทางวิชาการเพื่อให้ความเข้าใจที่ถูกต้องกับสังคมแล้ว ในระยะยาวต้องผลักดันให้ “มติคณะรัฐมนตรี 3 สิงหาคม 2553 เรื่อง แนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง” โดยการนำเสนอของ กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ให้ยกระดับเป็น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้จริง

“..มีงานวิจัยหลายชิ้นโดยสถาบันชั้นนำของประเทศ เช่น ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนเอเชียแปซิฟิก ซึ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไปทำวิจัยในหลายพื้นที่ เช่นที่บ้านห้วยหินลาดใน อำเภอเวียงป่าเป้า อยากจะให้ไปดูในช่วงเดือนพฤศจิกายน ไปดูชาวกะเหรี่ยงเกี่ยวข้าว ไปดูว่าไร่หมุนเวียนมีพืชอะไรบ้าง ซึ่งเราจะรู้สึกประทับใจมากเลยว่าวิถีแบบนี้ยังดำรงอยู่ได้ ในยุคสมัยที่คนเห็นเงินเป็นตัวตั้ง..

..ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2553 จนถึงบัดนี้ ได้กำหนดให้ 4 พื้นที่ เป็นพื้นที่นำร่องเขตสังคมวัฒนธรรมพิเศษ แต่ยังไม่มีการขยายเกิดขึ้นเลย เป็นมติที่ดีมาก แต่กระทรวงวัฒนธรรมอาจจะเป็นกระทรวงเล็ก ไม่สามารถสั่งการกระทรวงใหญ่ๆ อย่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ ตอนนี้กรรมการสิทธิฯกำลังปรึกษากับนักวิชาการด้านชาติพันธุ์ ว่าน่าจะเรียนรู้การบริหารจัดการจากประเทศต่างๆ แล้วเสนอให้ยกระดับมติ ครม. ให้เป็น พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์และชนดั้งเดิม..”

นางเตือนใจ กล่าวทิ้งท้าย ซึ่งจากทั้งหมดนี้ คงจะพอเห็นภาพได้ว่าไร่หมุนเวียนต่างจากไร่เลื่อนลอยอย่างไร?

และวิถีของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงนี้..ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างที่เขาว่ากันหรือไม่?
SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment