ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/245395
การเมือง >ข่าวการเมือง : 8 ต.ค. 2559
รำลึก40ปี6ตุลา19 ความอยุติธรรม จุดชนวนขบวนการใต้ดิน
“นักวิชาการ-นักวิจัย” ร่วมเสนอผลงานวันรำลึก40ปี 6ตุลา19 ชี้ความอยุติธรรม-ปราบผู้ชุมนุมจุดชนวนกลุ่มใต้ดิน เหตุเริ่มความไม่สงบ ซัด “กก.-องค์กรอิสระ” บกพร่องหน้าที
8 ต.ค. 59 – ที่หอประชุมริมน้ำ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการจัดงานสัมมนาวิชาการ “ความขัดแย้งและวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดในสังคมไทย” เนื่องในวันครบรอบ 40 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งจัดโดยคณะสังคมวิทยาและมานุญยวิทยา มหาวิทยาธรรมศาสตร์ โดยในภาคบ่าย นักวิชาการ และนักวิจัยที่ร่วมเวทีได้นำเสนอผลการวิจัยและรายงานการศึกษาที่เกี่ยวข้อง
โดยนางรุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิจัยอิสระด้านการศึกษาความขัดแย้งพื้นที่ภาคใต้ นำเสนอผลงานวิจัย เรื่อง เมื่อความจริงคือจุดเริ่มต้นของความเป็นธรรม : กรณีศึกษาคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในบริบทความขัดแย้งชายแดนใต้ ตอนหนึ่งว่า ปัญหาความไม่ยุติธรรมถือเป็นประเด็นที่นำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงต่อกัน โดยในพื้นที่ภาคใต้เกิดความไม่เป็นธรรม ละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายรูปแบบ อาทิ ใช้กำลังที่เกินกว่าเหตุ การอุ้มฆ่า ทำให้กลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรง อย่างไรก็ตามในข้อมูลเกี่ยวกับความขัดแย้งในพื้นที่ภาคใต้ คือ เกิดจากการอุ้มหายของผู้นำศาสนาที่เรียกร้องต่อการมีสัดส่วนผู้นับถือศาสนาอิสลามในการปกครองพื้นที่และให้ใช้ภาษามลายูเป็นภาษาราชการและใช้ในการเรียนการสอน หลังจากการอุ้มหายดังกล่าวทำให้เกิดปรากฏการณ์การต่อสู้ด้วยอาวุธที่มีวัตถุประสงค์คือการเรียกร้องเอกราช ทั้งนี้ความขัดแย้งในพื้นที่ภาคใต้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามในประเด็นการหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย พบว่ามีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง แล้ว 11 คณะ นับตั้งแต่ปี 53 โดยสิ่งที่ค้นพบจากรายงานของตั้งคณะกรรมการตรวจสอบฯ ระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้องกับใช้อำนาจนอกกฎหมาย 5 กรณี ทั้งนี้รายงานของคณะกรรมการตรวจสอบฯ ไม่ส่งผลที่นำไปสู่การดำเนินคดีกับบุคคลหรือเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งกระทำเหตุรุนแรงในชั้นศาลจนนำไปสู่การตัดสินลงโทษได้
“การตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ไม่นำไปสู่การเอาผิดทางคดีอาญาได้ มีเพียงการนำไปสู่การเยียวยาความรู้สึกที่ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม อย่างไรก็ดีในผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย แต่ไม่พบการนำไปปรับใช้ ดังนั้นการยับยั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากรัฐไม่เกิดขึ้นจริง ทั้งนี้บทเรียนที่ต้องเรียนรู้ร่วมกันจากบทเรียน 6 ตุลาคม 19 กับความขัดแย้งภาคใต้ คือ การเคลื่อนไหวก่อนหน้านั้นคือการต่อสู้อย่างสันติ แต่เมื่อมีการปราบปราม และความอยุติธรรมจะทำให้เกิดกระบวนการใต้ดิน และกลายเป็นความขัดแย้งเหมือนในปัจจุบัน” นางรุ่งรวี กล่าว
ด้านนางพวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอประเด็นใบอนุญาตให้ลอยนวลพ้นผิด : องค์กรอิสระกับการสลายการชุมนุม ปี 2553 ตอนหนึ่งว่า การสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) สมัยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ เมื่อปี 2553 ที่มีผู้เสียชีวิต 94 รายและมีผู้บาดเจ็บกว่า 1,000 คน แม้ไม่มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม แต่ไม่พบปรากฎการณ์ที่นำผู้กระทำผิดในเหตุการณ์ดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ทั้งนี้ในกระบวนการตรวจสอบและค้นหาความจริงคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ช่วงนั้นถือว่าการรับรองการกระทำของรัฐบาลต่อการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 ทำได้โดยชอบธรรมตามกฎหมาย แต่ผลการตรวจสอบของศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุม เมษายน-พฤษภาคม พ.ศ.2553 (ศปช.) ซึ่งตนเป็นคณะทำงาน พบข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับรายงานของคอป. ทั้งนี้ตนเข้าใจว่ารายงานของคอป. ที่เน้นการตรวจสอบและค้นหาความจริง ไม่ใช่การหาบุคคลเพื่อรับความผิด และเน้นความผิดไปยังกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ผ่านชายชุดดำ มาจากความคิดของเป็นนักสิทธิมนุษยชนไทยในยุค 2553 ที่มีอคติและเป็นปฏิปักษ์กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เพราะนายทักษิณใช้นโยบายปราบปรามยาเสพติด ด้วยการฆ่าตัดตอน ดังนั้นจากสิ่งที่เกิดขึ้นตนมองว่า กสม. ทำงานบกพร่องไม่สมกับองค์กรที่มีบทบาทปกป้องสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้การเลือกปฏิบัติขององค์กรอิสระต่อการตรวจสอบรัฐเป็นจุดที่ลดความน่าเชื่อถือของการทำงาน
ขณะที่นายธงชัย วินิจกุล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิสคอนซินแมดิสัน สหรัฐอเมริกา นำเสนอบททดลองเสนอ เรื่อง นิติรัฐแบบไทยๆ กับอภิสิทธิ์ปลอดความผิดและความเข้าใจสิทธิมนุษยชนอย่างผิดเพี้ยนในสังคมไทย ตอนหนึ่งว่า นิติรัฐของไทยไม่สามารถสถาปนาบนปัจเจกบุคคล หรือทำให้ประชาชนเสมอภาคเท่าเทียมกันในทางกฎหมายได้ เพราะนิติรัฐในวัฒนธรรมของไทยนั้นถูกรองรับความเหลื่อมล้ำของช่วงชั้นของคนในสังคม โดยสถานะที่ถูกรองรับนั้นจะเป็นไปตามฐานะ และช่วงชั้นของอำนาจ ดังนั้นการได้อภิสิทธิ์ที่ไม่ต้องรับผิดนั้นจึงเป็นส่วนหนึ่งของนิติรัฐในประเทศไทย เช่นกรณีที่เป็นคนรวยแต่สถานะไม่สูง อาจช่วยคนที่ขับรถชนคนตายได้ แต่หากเป็นคนรวยที่มีสถานะสูงอาจช่วยให้ได้รับอภิสิทธิ์ปลอดความผิดได้กรณีออกคำสั่งให้ฆ่าคน เพราะกระทำภายใต้รัฐ ทั้งนี้กรณีที่เกิดการทุจริต แต่มีผู้ระบุว่าขอดูก่อนนั้นถือเป็นอภิสิทธิ์ที่ปลอดความผิดชนิดหนึ่ง ดังนั้นตามที่ประชาชนเข้าใจว่าประชาชนเสมอภาคกันในทางกฎหมายจึงเป็นเพียงความเข้าใจถูกเพียงครึ่งเดียว หรืออาจจะเข้าใจผิดทั้งหมด ดังนั้นต่อให้มีการต่อสู้ หรือการปฏิวัติการเมืองได้ แต่การปฏิวัติวัฒนธรรมที่ฝังอยู่ในสังคมไทยไม่สามารถทำให้เปลี่ยนแปลงได้ทันที
“ตามคดีอาญา ที่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งถูกทำให้ท่องจำกันว่า จะเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิพากษาว่าผิด แต่ในสมัยโบราณนั้นสิ่งนี้คือคำตรงข้ามกัน คือ ต้องรับผิดไปก่อนจนกว่าจะพิสูจน์ตนเองได้ว่าบริสุทธิ์ เพราะผู้ที่ละเมิดคดีอาญา คือ การกระทำผิดต่อรัฐโดยตรง เช่น ความผิดฐานก่อกบฎไม่มีทางที่จะบอกว่าคุณบริสุทธิ์ได้ คุณต้องถือว่ากระทำผิด หรือ การกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ถือเป็นการสุดยอดของการละเมิดต่อรัฐ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่ได้เลวร้าย แต่ยุคหลังกลับนำมาใช้จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการปกครองประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์เหนือการเมือง” นายธงชัย กล่าว.

