ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/245493
การเมือง : 9 ต.ค. 2559
“เจาะเส้นทางยึดทรัพย์ “ยิ่งลักษณ์”
หากวันหนึ่งอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ถูกยึดทรัพย์ เส้นทางการบังคับคดีจะเป็นอย่างไร
หลังจากที่ นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลางในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง ได้เคาะตัวเลขให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชดใช้เงิน จำนวน 35,717 ล้านบาท อันเนื่องจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้สร้างความเสียหายขึ้น ตอนนี้ก็รอเพียงทางกระทรวงการคลังในฐานะผู้เสียหาย ออกหนังสือคำสั่งทางปกครองส่งไปยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้ชดใช้เงินตามมติของคณะกรรมการดังกล่าว โดยในหนังสือจะให้เวลา 30 วันนับแต่ได้รับหนังสือในการชดใช้เงิน หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว กระทรวงการคลังก็จะมีหนังสือเตือนอีกฉบับให้ชดใช้เงินภายใน 15 วันนับแต่ได้รับหนังสือ
ทั้งนี้การเรียกให้ชดใช้เงิน กระทรวงการคลังอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539และ พ.ร.บวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 57 ที่ระบุว่า คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้ผู้ใดชำระเงินถ้าถึงกำหนดแล้ว ไม่มีการชำระโดยถูกต้องครบถ้วน ให้เจ้าหน้าที่มีหนังสืิอเตือนให้ผู้นั้นชำระภายในระยะเวลาที่กำหนด ถ้าไม่มีการปฏิบัติตามคำเตือน เจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครอง โดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้นั้นและขายทอดตลาดเพื่อชำระเงินให้ครบถ้วน วิธีการยึด การอายัดและการขายทอดตลาดทรัพย์สิน ให้ปฏิบัติตามประกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม
คำถามคือว่า.. การออกคำสั่งทางปกครองให้ชดใช้ค่าเสียหายในคดีจำนำข้าวโดยไม่มีการฟ้องต่อศาลก่อน เป็นการลัดขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม หรือไม่… ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า การใช้มาตรการบังคับทางปกครองมีการใช้มานานถึง 20 ปีแล้วและที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกคำสั่งทางปกครองให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นกว่าพันคดี จึงไม่ใช่เพิ่งนำมาใช้กับกรณี น.ส. ยิ่งลักษณ์ เป็นมาตรการที่กระทำได้ทันทีโดยไม่ต้องมีคำสั่งศาล และจะตรงกันข้ามกับการฟ้องในคดีแพ่งตามปกติ คือ ในคดีแพ่งจะต้องฟ้องร้องมีคำพิพากษาถึงที่สุด จึงจะสามารถยึดทรัพย์ได้ตามคำพิพากษา แต่ในคดีละเมิดทางปกครองที่ผู้รับผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐจะใช้อำนาจสั่งให้ชดใช้ได้ทันทีและยึดทรัพย์ได้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย หากผู้ต้องชดใช้ไม่พอใจ ต้องไปฟ้องศาลปกครองเพื่อเพิกถอนคำสั่งที่ให้ชดใช้ค่าเสียหาย จะเห็นได้ว่าสุดท้ายเรื่องก็ไปที่ศาลอยู่ดี จึงไม่ใช่การลัดขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม และการบังคับทางปกครองไม่ต้องรอคำพิพากษาในคดีอาญาจำนำข้าว ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ถูกฟ้องและอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งต่างจากการยื่นฟ้องต่อศาลเป็นคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย ที่ต้องรอผลการพิจารณาคดีอาญาเสียก่อน
ส่วน น.ส. ยิ่งลักษณ์ ทางรอดจากการไม่ถูกบังคับคดี ก็คือ การยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน นับแต่ได้รับหนังสือฉบับแรกจากกระทรวงการคลัง เพื่อให้ศาลปกครองสั่งเพิกถอนคำสั่งทางปกครองของกระทรวงการคลังที่ให้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชดใช้เงิน พร้อมไปกับการยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับการบังคับคดีไว้ก่อนจนกว่าศาลปกครองจะพิจารณาคดีเสร็จสิ้น
แต่ศาลปกครอง จะออกสั่งคุ้มครองทุเลาการบังคับคดีไว้ก่อนตามที่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ร้องขอหรือไม่ ก็แล้วแต่ดุลพินิจของศาลว่าเมื่อไต่สวนคำร้องขอของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ แล้ว เห็นว่ามีเหตุสมควรแค่ไหน โดยศาลฯจะใช้เวลาไต่สวนประมาณ 1เดือน ซึ่งหากศาลปกครอง เห็นสมควร ให้ระงับการบังคับคดีไว้ก่อน ทางกรมบังคับคดีก็จะชะลอการบังคับคดีเพื่อรอผลว่าศาลปกครองจะมีคำพิพากษาว่าอย่างไร และหากสุดท้าย ศาลปกครอง มีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองของกระทรวงการคลังที่ให้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชดใช้เงิน น.ส. ยิ่งลักษณ์ ก็จะไม่ถูกบังคับคดี แต่กระทรวงการคลัง อาจอุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองต่อศาลปกครองสูงสุดต่อไปได้
แต่ในทางตรงกันข้าม ในกรณีที่ศาลปกครอง ได้ยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวระงับการบังคับคดีไว้ก่อนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์หรือรับไว้แต่เพียงคำร้องให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง กรมบังคับคดีก็จะเข้าดำเนินการยึดทรัพย์ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ได้ทันที เนื่องจากคำสั่งทางปกครอง ถือว่าเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย มีผลบังคับทันทีเมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนดให้ไว้( กรณีนี้ก็คือ30 วัน+15 วัน ตามหนังสือฉบับแรกและฉบับที่สอง)
ส่วนสาเหตุที่ “กรมบังคับคดี ”สามารถเข้าไปดำเนินการบังคับคดี ให้ชดใช้เงินจากความเสียหายที่เกิดจากโครงการจำนำข้าวได้ ทั้งที่ปกติกรมบังคับคดี จะบังคับคดีได้ต้องมีคำพิพากษาของศาลออกมาก่อนว่าให้ผู้ใดชดใช้เงินเท่าไหร่ แล้วเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงจะบังคับคดีไปตามคำพิพากษานั้น ก็เนื่องจากหัวหน้า คสช.ได้ใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ออกคำสั่งที่ 56/2559 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2559 ให้กรมบังคับคดีมีอำนาจหน้าที่ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองเรียกค่าสินไหมทดแทนคดีจำนำข้าวได้
ทั้งนี้ในการบังคับคดีทางปกครองในกรณีที่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ไม่มีเงินชดใช้ให้ตามคำสั่งของกระทรวงการคลังและแพ้คดีในศาลปกครอง ก็จะนำวิธีการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ กล่าวคือ เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องไปทำการยึดทรัพย์ตาม วัน เวลาปกติ คือ วันจันทร์-ศุกร์ ซึ่งเป็นวันทำการของราชการ และเข้าดำเนินการยึดทรัพย์ในช่วงเวลากลางวัน คือระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและก่อนพระอาทิตย์ตก เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินโดยได้รับอนุญาตจากศาล
ในการยึดทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดี จะนำสำเนาคำสั่งทางปกครองทั้ง 2 ฉบับที่ให้ชดใช้เงิน, ใบประกาศยึดทรัพย์ ไปด้วย โดยเมื่อเดินทางไปถึงสถานที่ที่จะทำการยึดทรัพย์ ก็จะปิดประกาศแจ้งการยึดทรัพย์สินไว้ ณ ที่ยึด
กฎหมายยังได้ให้อำนาจกับเจ้าพนักงานบังคับคดีในการเข้าค้นสถานที่ใดๆ ที่เป็นของลูกหนี้หรือที่ลูกหนี้ครอบครองอยู่ เช่น บ้าน ที่อยู่อาศัย และมีอำนาจที่จะยึดทรัพย์สิน, เปิดตู้นิรภัย
สำหรับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ ได้เคยยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินไว้กับ ป.ป.ช เมื่อวันที่ 6 พ.ค.2558 ซึ่งเป็นการพ้นจากตำแหน่งครบ 1 ปี โดยระบุว่ามีทรัพย์สินรวม 610.84 ล้านบาท มีรายละเอียด ดังนี้
1.เงินสด 14,298,120 บาท
2. บัญชีเงินฝาก ธนาคารกรุงเทพ 7 บัญชี,กสิกรไทย 4 บัญชี ,ยูโอบี 3 บัญชี ,บริษัทหลักทรัพย์ธนชาติ 2 บัญชี รวม 24,908,420 บาท
3.เงินลงทุน หลายแห่ง เช่น บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC ),กองทุนเปิดแอสเซท พลัส ตราสารหนี้,กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ไทคอน รวมจำนวนเงิน 115,531,804 บาท
4. เงินให้กู้ยืม 108,301,369 บาท
5.ที่ดิน 18 แปลง กระจายอยู่หลายจังหวัด ได้แก่ อ.สันกำแพง,อ.เมือง จ. เชียงใหม่ , อ.พาน จ. เชียงราย, อ. บางเสาธง อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ , เขตบึงกุ่มและเขตบางขุนเทียน กทม. รวมราคา117,186,350บาท
6.บ้านที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาศัยอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่แขวงนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กทม. ราคา 110 ล้านบาท,บ้าน 1 หลังในเขตบางขุนเทียน,ตึกแถว 3 ชั้นครึ่ง ที่ต.ช้างคลาน จ.เชียงใหม่ , ห้องชุดที่แขวงสามเสนใน เขตพญาไทและ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ รวมราคา(บ้าน-ตึกแถว-ห้องชุด )ทั้งหมด เป็นจำนวนเงิน 162,368,182 บาท
7.ยานพาหนะ รวมเป็นเงิน 21,990,000 บาท
8.สิทธิและสัมปทาน 569,189 บาท
9.ทรัพย์สินอื่น 45,ุ690,000 บาท
อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายทรัพย์สินบางอย่างของลูกหนี้ ไม่สามารถยึดได้ ทั้งนี้มาตรา 285 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติว่าทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไปนี้ ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
(1) เครื่องนุ่งห่มหลับนอน หรือเครื่องใช้ในครัวเรือนโดยประมาณรวมกันราคาไม่เกิน 5,000 บาท ในกรณีที่ศาลเห็นสมควร ศาลจะกำหนดทรัพย์สินดังกล่าวที่มีราคาเกินห้าพันบาทให้เป็นทรัพย์สินที่ไม่ต้องอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีก็ได้ ทั้งนี้โดยคำนึงถึงความจำเป็นตามฐานะของลูกหนี้ตามคำพิพากษา
(2) เครื่องมือ หรือเครื่องใช้ที่จำเป็นในการเลี้ยงชีพหรือประกอบวิชาชีพโดยประมาณรวมกันราคาไม่เกิน 10,000 บาท แต่ถ้าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลขออนุญาตยึดหน่วงและใช้เครื่องมือหรือเครื่องใช้อันจำเป็นเพื่อดำเนินการเลี้ยงชีพ หรือการประกอบวิชาชีพอันมีราคาเกินกว่าจำนวนราคาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลมีอำนาจที่จะใช้ดุลพินิจอนุญาตหรือไม่อนุญาตภายในบังคับแห่งเงื่อนไขตามที่ศาลเห็นสมควร
( 3) วัตถุ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ทำหน้าที่แทนหรือช่วยอวัยวะของลูกหนี้ตามคำพิพากษา
( 4) ทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย หรือตามกฎหมายไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
หลักสำคัญอีกอันหนึ่งก็คือ ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่มีเงินหรือทรัพย์สินเพียงพอที่ชำระหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็จะทำการยึดทรัพย์สินทั้งหมดเท่าที่ลูกหนี้มีอยู่ เพื่อนำออกขายทอดตลาด แล้วนำรายได้จากการขายทอดตลาดเข้ารัฐ และสามารถทำการยึดทรัพย์ได้ตลอดเมื่อทรัพย์สินของลูกหนี้โผล่มาจนกว่าจะได้ครบจำนวนหนี้ หากลูกหนี้่ทำการยักย้าย ถ่ายเท ทรัพย์สิน ก็จะมีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ซึ่งมีโทษทางอาญาถึงจำคุก.


