ทุ่ม 4.25 หมื่นล้านซื้อคืนหุ้นแจส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727920

 

ฮือฮา “พิชญ์ โพธารามิก” เซอร์ไพรส์ตลาด

“พิชญ์ โพธารามิก” ทุ่ม 4.25 หมื่นล้าน ตั้งโต๊ะซื้อคืนหุ้นแจสในตลาดทั้งหมด ตั้งราคาซื้อหุ้นละ 7.25 บาท สูงกว่ากระดาน แจงแค่ต้องการถือหุ้นเพิ่ม เพื่อมีอำนาจบริหารงานได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ไม่มีเจตนานำหุ้นออกจากตลาด ขณะที่ไทยพาณิชย์ใจป้ำให้เงินกู้ซื้อหุ้นทั้งหมด มั่นใจเสี่ยงต่ำมีหุ้น JAS ค้ำประกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (JAS) ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ช่วงเช้าของวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติรับทราบการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทโดยนายพิชญ์ โพธารามิก โดยนายพิชญ์จะซื้อหุ้นสามัญจำนวน 4,091.73 ล้านหุ้น หรือ 68.93% ในราคาหุ้นละ 7.25 บาท และเสนอซื้อใบสำคัญแสดงสิทธิ์ JAS-W3 จำนวน 2,733.60 ล้านหน่วย ในราคาหน่วยละ 3.68 บาท

โดยมีธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นผู้จัดเตรียมคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ และเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินสำหรับการทำคำเสนอซื้อในครั้งนี้ ภายในวงเงินไม่เกิน 42,500 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถยื่นคำเสนอซื้ออย่างเป็นทางการได้วันที่ 28 ก.ย.นี้

หลังจากนั้นตลาดหลักทรัพย์ได้ขึ้นเครื่องหมาย H หยุดพักการซื้อขายหุ้น JAS และ JAS-W3 เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม เนื่องจากนายพิชญ์ ยังไม่ได้เปิดเผยว่าหลังเข้าซื้อหุ้นในครั้งนี้ JAS จะยังคงเป็นหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต่อไปหรือไม่ ต่อมาเมื่อเวลา 11.45 น. ตลาดได้ปลดเครื่องหมาย H และเปิดให้มีการซื้อขายหุ้น JAS และ JAS-W3 ตามปกติ หลังบริษัทแจ้งว่านายพิชญ์ได้ชี้แจงถึงเจตนาในการซื้อหุ้นครั้งนี้ว่า เพราะต้องการที่จะถือหุ้นมากกว่าปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้สามารถบริหารงานได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ไม่มีเจตนานำหุ้นออกจากตลาด ส่งผลให้มีแรงเข้ามาไล่ซื้อดันราคาหุ้น JAS พุ่งขึ้นทันทีมาที่ 7.30 บาท เพิ่มขึ้น 0.65 บาท หรือ 9.77% จากราคาปิดก่อนหน้านี้ที่อยู่ที่ 6.65 บาท ก่อนจะมาปิดตลาดที่ 7.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.55 บาท หรือ 8.27%

นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การปล่อยสินเชื่อครั้งนี้พิจารณาแล้วว่ามีความเสี่ยงน้อย เนื่องจากธุรกิจอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงและการให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม ถือเป็นธุรกิจที่บริษัทดำเนินการอยู่แล้ว แต่ละปีจะมีกระแสเงินสด 5,000-7,000 ล้านบาท และเงินปันผลที่ได้แต่ละปีเพียงพอต่อการนำมาชำระหนี้ธนาคาร ใช้เวลาผ่อนไม่ถึง 10 ปี ก็ชำระหนี้ได้ทั้งหมด ปัจจุบันนายพิชญ์ถือหุ้น JAS อยู่ 25.84% แต่ต้องการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เหมือนบริษัทโทรคมนาคมอื่นๆ ซึ่งถือหุ้นเกิน 50% และหากซื้อหุ้นเพิ่มเพียง 1 หุ้น ตามเกณฑ์ต้องทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมด ดังนั้นนายพิชญ์ จึงใช้เงินกู้ของธนาคารทำคำเสนอซื้อหุ้นครั้งนี้ โดยมีหุ้น JAS ที่นายพิชญ์ถืออยู่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันรวมทั้งหุ้น JAS ที่ซื้อเข้ามาใหม่ด้วย “การปล่อยสินเชื่อครั้งนี้ต่างกับช่วงเข้าประมูลคลื่น 4 จี เพราะหากประมูลได้ต้องจ่ายค่าสัมปทานและใช้เงินลงทุนอีก ไม่รู้ว่ารายได้จะเพียงพอชำระหนี้หรือไม่ แต่การปล่อยสินเชื่อครั้งนี้เป็นธุรกิจเดิมที่มีอยู่แล้ว มีกระแสเงินสดที่ชัดเจน รายได้จากเงินปันผลนำมาชำระหนี้ธนาคารได้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประกาศตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้น JAS และ JAS-W3 ของนายพิชญ์ครั้งนี้ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในตลาดทุนว่าน่าจะมีเหตุผลอื่นด้วยหรือไม่ นอกจากที่นายพิชญ์ชี้แจงมาว่าต้องการถือหุ้นเพิ่ม เพื่อเพิ่มอำนาจการบริหาร เพราะปัจจุบันนายพิชญ์และทีมบริหารที่นายพิชญ์คุมอยู่ก็มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารจัดการภายในบริษัทอยู่แล้ว บางกระแสก็ว่านายพิชญ์อาจมีแผนนำหุ้นไปขายต่อให้ พันธมิตรกลุ่มใหม่ที่จะเข้ามาร่วมทุน ขณะที่มีการปล่อยข่าวว่า อาจนำไปขายให้ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ส่งผลให้ราคาหุ้น DTAC ปรับขึ้นร้อนแรงตามหุ้น JAS โดยเปิดตลาดที่ 31.25 บาท ขึ้นไปสูงสุดที่ 35 บาท บวก 3.75 บาท นักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้มองว่าไม่น่าเป็นไปได้ เนื่องจากผู้ถือหุ้นใหญ่ DTAC คือ TELENOR คงไม่สนใจธุรกิจบรอดแบนด์ เพราะภูมิภาคนี้ TELENOR ทำแต่โมบายเท่านั้น อีกทั้งเชื่อว่า DTAC คงเก็บเงินไว้ประมูลคลื่นรอบใหม่มากกว่า และหากนายพิชญ์ต้องการขาย JAS จริง ก็น่าจะขายให้รายอื่นที่มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาธุรกิจบรอดแบนด์มากกว่า.

 

Leave a comment