ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.ย. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727904

คลังชง ครม.สัปดาห์หน้า-คนจนสิ้นปีมีเฮ!
คลังเตรียมชง “ครม.” สัปดาห์หน้า ออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งลดค่าใช้จ่าย เพิ่มเม็ดเงิน ส่วนมาตรการช่วยคนจนที่ลงทะเบียนขอรับสวัสดิการจากรัฐล่าสุด 8.3 ล้านคน เล็งคลอดมาตรการปลายปี ขณะที่ “สมคิด” ถกทีมเศรษฐกิจประเมินจีดีพีปีนี้ยังโตเกิน 3% พร้อมเร่งลงทุนรัฐวิสาหกิจ หวังเป็นตัวอย่างให้เอกชนลงทุนตาม
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจว่า ได้ประเมินการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ทั้งปี 59 อยู่ที่ 3% กว่าแน่นอน โดยไตรมาส 3 คาดขยายตัวมากกว่า 3% ส่วนไตรมาส 4 จะได้แรงกระตุ้นจากการเร่งใช้จ่ายงบประมาณ และเงินที่ลงไปในภาคเกษตร เบื้องต้น จีดีพีไตรมาส 4 อาจอ่อนตัวลงเล็กน้อย แต่ถ้าบริหารจัดการได้ดี จะช่วยพยุงตัวอยู่ได้ เช่น การให้เร่งเบิกจ่ายโครงการที่มีมูลค่าไม่เกิน 2 ล้านบาทในปีงบประมาณ 60 ให้เสร็จในสิ้นปีนี้ เป็นต้น ส่วนโครงการที่มากกว่า 2 ล้านบาท หากเบิกจ่ายไม่เสร็จภายในสิ้นปี ก็ขอให้จัดซื้อจัดจ้างให้ได้ก่อนสิ้นปีนี้
“ยังได้ประเมินว่า กลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือ เกษตรกร เพราะราคาพืชผลทางการเกษตรอ่อนตัวลงอีก รองนายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้กระทรวงฯช่วยดูแล ซึ่งจะมีทั้งมาตรการลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มเม็ดเงินให้ โดยมาตรการเพิ่มเงินได้เตรียมไว้แล้ว ดำเนินการผ่าน ธ.ก.ส.จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า ส่วนมาตรการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้ส่งเรื่องให้รองนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอยู่ระหว่างการส่งหนังสือเวียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นประกอบการพิจารณา”
นอกจากนี้ รัฐบาลจะเร่งรัดการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีขนาดสินทรัพย์ประมาณ 10 ล้านล้านบาท เกือบเท่ากับจีดีพีของประเทศ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง โดยจะมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เร่งรัดให้รัฐวิสาหกิจที่มีโครงการจะลงทุนในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ปรับแผนมาลงทุนในปี 60 เพราะเป็นจังหวะดี เงินในประเทศยังเหลือมาก จะให้รัฐวิสาหกิจทำเป็นตัวอย่างของการลงทุนให้ภาคเอกชนดู “ภาคเอกชนห่างหายจากการลงทุนมาเป็น 10 ปีแล้ว แม้รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้น ให้นำเงินลงทุนมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ซึ่งจะสิ้นสุดมาตรการสิ้นปีนี้ แต่ยังลงทุนน้อย รัฐบาลบังคับไม่ได้ จึงต้องมีตัวนำให้เอกชนลงทุนตาม โดยการกระตุ้นผ่านรัฐวิสาหกิจ”
ขณะที่นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สิ้นปีนี้กระทรวงฯจะออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย หลังพบว่ามีประชาชนลงทะเบียนขอรับสวัสดิการจากรัฐมากถึง 8.3 ล้านคน ซึ่งจะช่วยเหลือใน 2 ด้านคือ 1.การเพิ่มรายได้ และ 2.การเพิ่มความมั่นคงให้แก่ชีวิต โดยจะใช้งบประมาณเพิ่มเติมนอกเหนือจากงบประมาณที่มีอยู่ เช่น เบี้ยคนชรา เบี้ยผู้พิการ หรือมาตรการบรรเทาความเดือดร้อน เช่น รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี เป็นต้น “มาตรการที่กระทรวงฯกำลังพิจารณาจะช่วยเหลือคนที่มีรายได้น้อยไม่เกิน 100,000 บาท ที่ลงทะเบียนไว้ทั้งหมด จะมีทั้งมาตรการเก่าที่ขยายเพิ่มเติม เช่น การเพิ่มเบี้ยคนชราและผู้พิการ และมาตรการใหม่ๆ คาดว่าจะมีข้อสรุปเร็วๆนี้ เพื่อผลักดันออกเป็นมาตรการภายในไตรมาส 4 ของปีนี้”
อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้กรมสรรพากรจะคัดกรองสิทธิ์ว่า ประชาชนที่ลงทะเบียน 8.3 ล้านคน มีรายได้น้อยจริงหรือไม่ ในเบื้องต้นมั่นใจว่าประมาณ 80-90% มีรายได้น้อยจริง ซึ่งประชาชนจะได้รับเงินช่วยเหลือโดยการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ ของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 3 แห่งคือ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารกรุงไทย แต่หากระบบพร้อมเพย์ยังไม่พร้อม จะฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝากของประชาชนโดยตรง
ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังหารือร่วมกับรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจว่า รัฐบาลเหลือเวลาทำงานอีกประมาณ 1 ปี จึงได้กำชับให้ทุกกระทรวงทำหน้าที่ 2 ด้าน คือ ดูแลภาวะเศรษฐกิจในประเทศ โดยประคับประคองแรงเหวี่ยง (โมเมนตัม) ของการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ดีโดยตลอด ไม่ให้เศรษฐกิจทรุดต่ำลงในช่วงที่เศรษฐกิจโลกไม่ค่อยดี ขณะเดียวกัน ต้องช่วยเหลือคนตัวเล็ก ทั้งชาวไร่ ชาวนา และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแล้ว
ด้านที่สอง ขอให้ทุกกระทรวงเตรียมการปฏิรูปการทำงานของกระทรวง โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายไว้ว่า เมื่อแต่ละกระทรวงมีกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศออกมาแล้ว โดยเฉพาะกระทรวงที่มีความสำคัญ และจำเป็นต่อการปฏิรูปโครงสร้างและกระบวนการทำงาน ถ้ามีความจำเป็นให้นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างกระทรวงที่เห็นว่า ล้าสมัย โดยในเวลา 1 ปีที่เหลือ ต้องสร้างสมดุลระหว่างการดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น และเตรียมการปฏิรูปในระยะยาว
ส่วนนางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงฯจะดูแลเอสเอ็มอี โดยเฉพาะรายที่มีปัญหาหนี้สิน ซึ่งการช่วยเหลือการเงิน ขณะนี้มีวงเงิน 2 ส่วนคือ งบประมาณจากกองทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่เป็นเงินกู้ไม่มีดอกเบี้ย ดำเนินการผ่านเอสเอ็มอีแบงก์ และอีก 2,000 ล้านบาท ที่กระทรวงการคลังได้รับอนุมัติจาก ครม. แล้ว โดยส่วนนี้เป็นการร่วมลงทุน.